8. วิธีคิดแบบปลุกเร้ากุศล

 8. วิคิดแบบปลุกเร้ากุศล    (คิดเป็นก็เป็นบุญเป็นกุศล คิดไม่เป็นก็เป็นบาปเป็นอกุศล)

           วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม  อาจเรียกง่ายๆว่า  วิธีคิดแบบเร้ากุศล   หรือคิดแบบกุศลภาวนา  เป็นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทา และขัดเกลาตัณหา    จึงจัดได้ว่าเป็นข้อปฏิบัติระดับต้นๆ  สำหรับส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ

            หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบนี้   มีอยู่ว่า  ประสบการณ์  คือสิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกัน  บุคคลผู้ประสบหรือรับรู้ต่างกัน  อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่าง  สุดแต่โครงสร้างของจิต  หรือ แนวทาง   ความเคยชินต่างๆ    ที่เป็นเครื่องปรุงของจิต   คือสังขารที่ผู้นั้นสั่งสมไว้   หรือ สุดแต่การทำใจในขณะนั้นๆ

             ของอย่างเดียวกัน   หรืออาการกิริยาเดียวกัน  คนหนึ่งมองเห็นแล้ว   คิดปรุงแต่งไปในทางดีงาม   เป็นประโยชน์  เป็นกุศล  แต่อีกคนหนึ่งเห็นแล้ว   คิดปรุงแต่งไปในทางไม่ดีไม่งาม  เป็นโทษ   เป็นอกุศล   แม้แต่บุคคลคนเดียวกัน  มองเห็นของอย่างเดียวกัน  หรือประสบการณ์อย่างเดียวกัน   แต่ต่างขณะ  ต่างเวลา   ก็อาจคิดเห็นปรุงแต่งต่างออกไปครั้งละอย่าง    คราวหนึ่งร้าย   คราวหนึ่งดี  ทั้งนี้โดยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว

             การทำใจที่ช่วยตั้งต้น  และชักนำความคิดให้เดินไปในทางที่ดีงามและเป็นประโยชน์  เรียกว่า เป็นวิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม    หรือโยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศลในที่นี้

             โยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศลนี้    มีความสำคัญ   ทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงามเป็นประโยชน์ในขณะนั้นๆ  และในแง่ที่ช่วยแก้ไขนิสัยความเคยชินร้ายของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิม  พร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ๆ    ที่ดีงามให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกันด้วย

            ในทางตรงข้าม  หากปราศจากอุบายแก้ไขเช่นนี้    ความคิดและการกระทำของบุคคล   ก็จะถูกชักนำให้เดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชินเก่าๆ   ที่ได้สั่งสมไว้เดิมเพียงอย่างเดียว  และช่วยเสริมความเคยชินอย่างนั้นให้มีกำลังแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยไป

            ตัวอย่างง่ายๆ  อย่างหนึ่งที่มาในคัมภีร์  คือ  การคิดถึงความตาย   ถ้ามีอโยนิโสมนสิการ  คือ  ทำในใจหรือคิดไม่ถูกวิธี   อกุศลธรรมก็จะเกิดขึ้น    เช่น   คิดถึงความตายแล้ว   สลดหดหู่  เกิดความเศร้า  ความเหี่ยวแห้งใจ บ้าง   เกิดความหวั่นกลัวหวาดเสียวใจ บ้าง    ตลอดจนเกิดความดีใจ   เมื่อนึกถึงความตายของคนที่เกลียดชัง บ้าง  เป็นต้น

            แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ  คือ  ทำใจ หรือคิดให้ถูกวิธี  ก็จะเกิดกุศลธรรม   คือ   เกิดความรู้สึกตื่นตัวเร้าใจ   ไม่ประมาท   เร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่   ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์   ประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร   

            ท่านกล่าวว่า  การคิดถึงความตายอย่างถูกวิธี  จะประกอบด้วยสติ     (ความคุมคงใจไว้  หรือมีใจอยู่กับตัว ระลึกรู้ถึงสิ่งที่พึงเกี่ยวข้องจัดทำ)     สังเวค      (ความรู้สึกเร้าใจ  ได้คิด   และสำนึกที่จะเร่งรีบทำการที่ควรทำ)    และญาณ    (ความรู้เท่าทันธรรมดา หรือรู้ตามเป็นจริง)     นอกจากนั้น  ท่านได้แนะนำอุบายแห่งโยนิโสมนสิการเกี่ยวกับความตายไว้หลายอย่าง  (ดู  วิสุทฺธิ.2/2-14)   

  แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ  คือ  ทำใจ หรือคิดให้ถูกวิธี  ก็จะเกิดกุศลธรรม   คือ   เกิดความรู้สึกตื่นตัวเร้าใจ   ไม่ประมาท   เร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่   ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์   ประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร   

               ท่านกล่าวว่า  การคิดถึงความตายอย่างถูกวิธี  จะประกอบด้วยสติ     (ความคุมคงใจไว้  หรือมีใจอยู่กับตัว ระลึกรู้ถึงสิ่งที่พึงเกี่ยวข้องจัดทำ)     สังเวค      (ความรู้สึกเร้าใจ  ได้คิด   และสำนึกที่จะเร่งรีบทำการที่ควรทำ)    และญาณ    (ความรู้เท่าทันธรรมดา หรือรู้ตามเป็นจริง)     นอกจากนั้น  ท่านได้แนะนำอุบายแห่งโยนิโสมนสิการเกี่ยวกับความตายไว้หลายอย่าง  (ดู  วิสุทฺธิ.2/2-14)   

              

            แม้ในพระไตรปิฎก     ก็มีตัวอย่างง่ายๆ     ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบ่อยๆ  คือ  เหตุปรารภ หรือ เรื่องราวกรณีอย่างเดียวกัน   คิดมองไปอย่างหนึ่ง     ทำให้ขี้เกียจ    คิดมองไปอย่างหนึ่ง     ทำให้ทำให้เกิดความเพียร   ดังความในพระสูตรว่า

            “ภิกษุทั้งหลาย   เรื่องของคนเกียจคร้าน    (กุสีตวัตถุ)   ๘  อย่างเหล่านี้   ๘  อย่าง คือ  อะไร  

            ๑) ภิกษุมีงานที่จะต้องทำ    เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า   เรามีงานที่จะต้องทำ    เมื่อเราทำงานร่างกายก็จะเหน็ดเหนื่อย      อย่ากระนั้นเลย      เรานอนเอาแรงเสียก่อนเถิด     คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ไม่เริ่มระดมความเพียร    เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ    เพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่เข้าถึง    เพื่อประจักษ์แจ้งธรรมที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง ...

             ๒) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุทำงานเสร็จแล้ว   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า    เราได้ทำงานเสร็จแล้ว   และเมื่อเราทำงาน    ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว      อย่ากระนั้นเลย      เราจะนอนพักละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

              ๓) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุจะต้องเดินทาง  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราจะต้องเดินทาง  เมื่อเราเดินทาง   ร่างกายก็จะเหน็ดเหนื่อย   อย่ากระนั้นเลย      เรานอนเอาแรงเสียก่อนเถิด   ละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

             ๔) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเดินทางเสร็จแล้ว  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราได้เดินทางเสร็จแล้ว  และเมื่อเราเดินทาง  ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อย   อย่ากระนั้นเลย      เรานอนพักละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ... 

            ๕) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ไม่ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ไม่ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ    ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อย  ไม่เหมาะแก่งาน  อย่ากระนั้นเลย   เราจะนอนพักละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

           ๖) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ    ร่างกายของเราก็หนักอึ้ง    เป็นเหมือนดังถั่วหมัก    ไม่เหมาะแก่งาน  อย่ากระนั้นเลย   เรานอนเสียเถิด   คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

           ๗) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเกิดมีอาพาธเล็กๆน้อยๆ   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเกิดมีอาพาธเล็กน้อยขึ้น        มีเหตุผลสมควรที่จะนอนได้     อย่ากระนั้นเลย     เรานอนพักเสียเถิด     คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...     

           ๘) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุหายป่วย    ฟื้นจากไข้ไม่นาน   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราหายป่วย  ฟื้นจากไข้ยังไม่นาน   ร่างกายของเรายังอ่อนแอ   ไม่เหมาะแก่งาน     อย่ากระนั้นเลย     เรานอนเสียเถิด   คิดดังนี้แล้ว     เธอก็นอนเสีย  ... 

          กรณีเดียวกันทั้งหมดนี้    คิดอีกอย่างหนึ่ง      กลับทำให้เริ่มระดมความเพียร   ท่านเรียกว่า   เรื่องที่จะเริ่มระดมความเพียร  (อารัพภวัตถุ)   แสดงไว้     ข้อเหมือนกัน   ใจความ ดังนี้

          “ภิกษุทั้งหลาย   เรื่องที่จะให้เร่งเพียร   (อารัพภวัตถุ)  ๘   เหล่านี้   ๘  อย่าง  คืออะไร

          ๑)     (กรณีจะต้องทำงาน)  ...   ภิกษุคิดว่า   เรามีงานที่จะต้องทำ   และขณะเมื่อเราทำงาน   การมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย    ก็จะทำไม่ได้ง่าย     อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด   เพื่อจะได้บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ    เพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่เข้าถึง  เพื่อประจักษ์แจ้งธรรมที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง    คิดดังนี้แล้ว  ภิกษุนั้น  ก็จึงเร่งระดมความเพียร ...             

          ๒)     (กรณีทำงานเสร็จ)  ...   ภิกษุคิดว่า      เราทำงานเสร็จแล้ว    ก็แลขณะเมื่อทำงาน   เรามิได้สามารถมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย    อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด  ...

         ๓)    (กรณีจะต้องเดินทาง)  ...  ภิกษุคิดว่า      เราจะต้องเดินทาง    แลขณะเมื่อเราเดินทาง   การมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย    ก็จะทำไม่ได้ง่าย     อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด  ...

        ๔)   (กรณีเดินทางแล้ว)  ...  ภิกษุคิดว่า      เราเดินทางเสร็จแล้ว    ก็แลขณะเมื่อเราเดินทาง   เรามิได้สามารถมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย   อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเถิด  ...

         ข้อ ๕ - ๖  กรณีบิณฑบาต ข้อ ๗ -๘  กรณีเจ็บป่วยหายเจ็บป่วย


 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โยนิโสมนสิการ อโยนิโสมนสิการ

ความสุขมีหลากหลายสูงขึ้นไปตามลำดับขั้น

3.วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์