ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรม 2 อย่าง

 ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรมนั้น  สรุปได้  ๒ อย่าง  คือ

        ๑.  แสดงหลักความจริงสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชเฌนธรรม"   หรือ  เรียกเต็มว่า  "มัชเฌนธรรมเทศนา"  ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ   นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้น   ไม่ส่งเสริมความพยายามที่ีจะเข้าถึงสัจธรรมด้วยวิธีถกเถียงสร้างทฤษฎีต่างๆ   ขึ้นแล้วยึดมั่นปกป้องทฤษฎีนั้นๆ ด้วยการเก็งความจริงทางปรัชญา

         ๒.  แสดงข้อปฏิบัติสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชฌิมาปฏิปทา"   อันเป็นหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน  ผู้รู้เท่าทันชีวิต   ไม่หลงงมงาย  มุ่งผลสำเร็จ  คือ ความสุข  สะอาด  สว่าง  สงบ  เป็นอิสระ   ที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้   ในทางปฏิบัติ   ความเป็นทางสายกลางนี้เป็นไปโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ   เช่น   สภาพชีวิตของบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์  เป็นต้น

        พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการกระทำ  (กรรมวาท  หรือ กิริยวาท)   เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม  (วิริยวาท)  (เช่น  องฺ.ติก.20/577/369)    ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนปรารถนา   หรือ ศาสนาแห่งความห่วงหวังกังวล

        การสั่งสอนธรรมของพระพุทธเจ้าทรงมุ่งผลในทางปฏิบัติ  ให้ทุกคนจัดการกับชีวิตที่เป็นอยู่จริงๆ ในโลกนี้   และเริ่มแต่บัดนี้   ความรู้ในหลักที่เรียกว่า  มัชเฌนธรรมเทศนา  ก็ดี   การประพฤติตามมรรคาที่เรียกว่า  มัชฌิมาปฏิปทา ก็ดี  เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสภาพ และระดับชีวิตอย่างใด   สามารถเข้าใจ และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ตามสมควรแก่สภาพ และระดับชีวิตนั้นๆ   ถ้าความห่วงใยในเรื่องชีวิตหลังจากโลกนี้มีอยู่   ก็จงทำชีวิตดีงามอย่างที่ต้องการนั้นให้เกิดมีเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาด้วยการประพฤิตปฏิบัติแต่บัดนี้  จนมั่นใจตนเองว่า จะต้องไปดีโดยไม่ต้องกังวลหรือหวาดหวั่นต่อโลกหน้านั้นเลย  (เช่น  สํ.ม.14/1572/487)    


ทรงสอนพุทธธรรมโดยปริยายต่างๆ เป็นอันมาก  มีคำสอนหลายระดับ  ทั้งสำหรับผู้ครองเรือน  ผู้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  ผู้สละเรือนแล้ว    ทั้งคำสอนเพื่อประโยชน์ทางวัตถุ    และเพื่อประโยชน์ลึกซึ้งทางจิตใจ  เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากพุทธธรรมทั่วถึงกัน  


เมื่อสิ้นยุคขององค์พระศาสดาแล้ว  เวลาล่วงไป  และคำสอนไปในถิ่นต่างๆ    ความเข้าใจในพุทธธรรมก็แปรไปจากเดิม  และแตกต่างกันไปได้หลายอย่าง   เพราะผู้ถ่ายทอดสืบต่อมีพื้นความรู้การศึกษาอบรม สติปัญญาแตกต่างกัน   ตีความหมายพุทธธรรมแผกกันไป บ้าง  นำเอาความรู้ความเชื่อถือเดิมจากลัทธิศาสนาอื่นเข้ามาผสมแทรกแซง บ้าง  อิทธิพลศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นเข้าผสมผสาน บ้าง   คำสอนบางแง่เด่นขึ้น   บางแง่เลือนรางลง   เพราะการย้ำและเลี่ยงความสนใจ    ตามความโน้มเอียงและความถนัดของผู้รักษาคำสอน บ้าง   ทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ  เช่น  ที่รู้จักกันบัดนี้เป็นมหายาน  กับ เถรวาท   ตลอดจนนิกายย่อยๆ  ที่ซอยแยกออกไป 


สำหรับเถรวาทนั้น  แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนิกายที่รักษาแบบแผน และคำสอนดั้งเดิมไว้ได้แม่นยำ  ก็มิใช่จะพ้นไปจากความแปรเปลี่ยนได้โดยสิ้นเชิง    คำสอนบางส่วนแม้ที่อยู่ในคำภีร์เอง  ก็ยังเป็นปัญหาที่คนรุ่นปัจจุบันต้องนำมาถกเถียงคิดค้นหาหลักฐานยืนยันหรือปฏิเสธความเป็นของแท้แต่ดั้งเดิม    ยิ่งความรู้ความเข้าใจที่ประชาชนเชื่อถือ และปฏิบัติอยู่ด้วยแล้ว     ความคลาดเคลื่อนก็ยิ่งมีได้มากและชัดเจนยิ่งขึ้น    บางกรณีถึงกับเสมือนเป็นตรงข้ามกับคำสอนเดิม   หรือ  เกือบจะกลายไปเป็นลัทธิอื่นที่คำสอนเดิมคัดค้านแล้วก็มี


ยกตัวอย่างในประเทศไทยนี้  เมื่อพูดถึงคำว่า   "กรรม"    ความเข้าใจของคนทั่วไปก็จะเพ่งไปยังกาละส่วนอดีตเจาะจงเอาการกระทำในชาติที่ล่วงแล้วหรือชาติก่อนๆ  บ้าง   เพ่งไปยังปรากฎการณ์ส่วนผล    คือ   นึกถึงผลที่ปรากฎในปัจจุบันของการกระทำให้อดีต บ้าง  เพ่งไปยังแง่ที่เสียหายเลวร้าย  คือ   การกระทำชั่วฝ่ายเดียว บ้าง    เพ่งไปยังอำนาจแสดงผลร้ายของการกระทำความชั่วในชาติก่อน บ้าง     และโดยมากเป็นความเข้าใจตามแง่ต่างๆ  เหล่านี้  รวมๆกันไปหมด    ซึ่งเมื่อพิจารณาตัดสินตามหลักกรรมที่แท้จริงในพุทธธรรมแล้ว  จะเห็นได้ชัดว่าเป็นความเข้าใจที่ห่างไกลจากความหมายที่แท้จริงเป็นอันมาก


แม้ข้อธรรมอื่นๆ   ตลอดจนคำบัญญัติทางธรรมแต่ละคำๆ   เช่น  อารมณ์  วิปัสสนา  วิญญาณ  บารมี สันโดษ  อุเบกขา  อธิษฐาน  บริกรรม  ภาวนา  กาม  โลกีย์  โลกุตระ  บุญ  บาป   อิจฉา  ฯลฯ   ก็ล้วนมีความหมายพิเศษในความเข้าใจของประชาชน    ซึ่งผิดแปลกไปจากความหมายดั้งเดิมในพุทธธรรม   โดยตัวความหมายเอง บ้าง   โดยขอบเขตความหมาย บ้าง   มากน้อยต่างกันไปในแต่ละคำนั้นๆ     

ในการศึกษาพุทธธรรม  จำเป็นต้องแยกความหมายในความเข้าใจของประชาชนส่วนที่คลาดเคลื่อนนี้ออกไปต่างหาก    จึงจะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้


 



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โยนิโสมนสิการ อโยนิโสมนสิการ

ความสุขมีหลากหลายสูงขึ้นไปตามลำดับขั้น

3.วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์