ข้อด้อยของกามสุข

ส่วนเสีย หรือข้อด้อยของกามสุข

         กาม  คืออะไร ?   "กาม"    แปลว่า    ความอยาก  ความรัก  ความใคร่  ความปรารถนา  หรือสิ่งที่อยาก  ที่รัก   ที่ใคร่     ที่ปรารถนา  พูดง่ายๆว่า   สิ่งเสพ   วัตถุบำรุงบำเรอความสุข   เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย  คน  สัตว์   ทรัพย์สินเงินทอง  ข้าวของสารพัด  ที่อยากได้อยากมี   ที่จะครอบครองเอาไว้ให้ได้ความสุข   รวมแล้วก็จัดแยกได้เป็น  "กามคุณ  ๕"   คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส   สิ่งต้องกาย   ที่ใคร่ที่ใฝ่ปราถนา  ที่จะให้ "กามสุข"  คือ สุขทางประสาททั้ง  ๕   สุขทางวัตถุ หรือ สุขทางเนื้อหนัง   บางทีเรียก  สามิสสุข   คือสุขอาศัยอามิส  หรือสุขจากสิ่งเสพ    (อามิสสุข  ก็เรียก)

          ถึงตอนนี้  มีปัญหาว่า  กามสุขนั้น  มีมากมาย  หลายอย่าง  หลายระดับ   ที่ล้ำเลิศก็มี   ที่เป็นทิพย์ก็มี และท่านก็ยอมรับว่าเป็นความสุข    แต่กามสุขทั้งหมดนั้นมีข้อบกพร่องอย่างไร    และความสุขที่ว่าประณีตยิ่งขึ้นไปอีกนั้นดีอย่างไร   ทำไมท่านผู้ได้ประสบรู้จักสุขประณีตนั้นแล้ว   จึงว่าดีเยี่ยมกว่ากามสุข    ถึงกับละเลิกกามสุขไปเสียทีเดียว

          ส่วนเสีย    คือ โทษและข้อบกพร่องต่างๆของกามนี้  กล่าวโดยย่อ  มองได้  ๓  ด้าน  หรือ มี  ๓  ตำแหน่ง  คือ  มองที่ภายในตัวบุคคล    มองที่ตัวกามนั้นเอง  และมองที่ปฏิบัติการของผู้เสพเสวยกามในสังคมหรือในโลก

          อย่างแรก   มองที่ตัวบุคคล  หมายถึง   มองที่กระบวนการก่อทุกข์ภายในตัวบุคคล  คือ การที่บุคคลปฏิบัติผิดต่อโลกและชีวิต  ทำให้สิ่งทั้งหลายกลายเป็นกาม    แล้วก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง

          อย่างที่สอง    มองที่ตัวกาม   หมายถึง  มองที่สิ่งซึ่งได้ชื่อว่า กาม   ที่มนุษย์พากันแสวงหามาเสพเสวย  หรือ มองดูที่รสของกาม     มองดูความสุขความพึงพอใจอันจะได้จากกามนั้นเองว่า   มีจุดบกพร่องอย่างไร

          อย่างที่สาม   มองที่ปฏิบัติการในโลก   หมายถึง  มองดูที่ผลอันเกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคม   เป็นต้น  ของมนุษย์ทั้งหลายผู้แสวงหาและเสพเสวยกาม

          ความจริง  ทั้งสามสัมพันธ์อาศัยกัน  แต่แยกมอง   เพื่อเห็นลักษณะที่เป็นไปในด้านต่างๆ

          ด้านที่ ๑  มองดูที่ในตัวบุคคล    ได้แก่   กระบวนการก่อทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท   เริ่มแต่การรับรู้ประสบการณ์ต่างๆแล้ว   วางท่าทีต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างผิดพลาด   ปล่อยให้กระแสกระบวนธรรมดำเนินไปตามแนวทางของอวิชชา - ตัณหาอยู่เสมอ   จนกลายเป็นการสั่งสมอันเคยชิน   จะเรียกว่าง่ายๆว่า   การสั่งสมความพร้อมที่จะมีทุกข์   หรือ  ความพร้อมที่จะมีและก่อปัญหา  ก็ได้   กระบวนการนี้   พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่องพัฒนาการของบุคคล   เริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์จนเติบโต   ดังที่เล่ามาส่วนหนึ่งแล้ว  จึงจะเล่าต่อจากส่วนนั้นต่อไป

        "สมัยต่อมา  เด็กนั้น   อาศัยความเจริญเติบโต  อินทรีย์ทั้งหลายแก้กล้าขึ้น   มีกามคุณทั้ง ๕  พรั่งพร้อมบริบูรณ์   ย่อมปรนเปรอตน ...  เขาเห็นรูปด้วยด้วยตาแล้ว   ย่อมติดใจในรูปที่น่ารัก  ย่อมขัดใจในรูปที่ไม่น่าปรารถนา  ... ฟังเสียงด้วยหู ...ดมกลิ่นด้วยจมูก ...ลิ้มรสด้วยลิ้น  ...  ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย  ...  ทราบธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว   ย่อมติดใจในเสียง   ...  กลิ่น  ...  รส ...   โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์  ที่น่ารัก  ย่อมขัดใจในเสียง  ...  กลิ่น  ...  รส ...   โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์  ที่ไม่น่ารัก    มิได้ตั้งสติไว้กับตัว  เป็นอยู่โดยมีจิตคับแคบ   ไม่รู้จักตามเป็นจริง  ซึ่งภาวะหลุดรอดปลอดพ้นของจิต  และภาวะหลุดรอดปลอดพ้นด้วยปัญญา   ที่จะทำให้บาปอกุศลธรรม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ตัวเขา  ดับไปได้โดยไม่เหลือ


         "เขาคอยประคับประกอบเอาความยินดียินร้ายไว้อย่างนี้แล้ว   พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นสุขก็ตาม   ทุกข์ก็ตาม  ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม   เขาย่อมครุ่นคำนึง  ย่อมบ่นถึง   ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น    เมื่อเขาครุ่นคำนึง    เฝ้าบ่นถึง  หมกใจอยู่กับเวทนานั้น  ย่อมติดใจใคร่อยาก   (นันทิ,  ความหื่นเหิมใจ)     ย่อมเกิดขึ้น   ความติดใจใคร่อยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละ  กลายเป็นอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย  เขาก็มีภพ   เพราะภพเป็นปัจจัย   ก็มีชาติ   เพราะชาติเป็นปัจจัย  ก็มีชรามรณะ  ความโศก  ความคร่ำครวญ   ความทุกข์   ความเสียใจ   ความคับแค้น  ผิดหวัง  ก็มีพรั่งพร้อม   ความเกิดแห่งทุกข์ทั้งสิ้นนี้  จึงมีด้วยประการฉะนี้"          (ม.มู.12/453/488; พึงระลึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า    "อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลก  หาใช่เป็นกามไม่   ราคะที่เกิดจากความคิดของคนต่างหากเป็นกาม,   อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลก   ย่อมดำรงอยู่ (ตามสภาพของมัน)   อย่างนั้นเอง   ดังนั้น   ธีรชนทั้งหลาย  จึงขจัดแต่เพียงตัวความอยาก  (ตัณหาฉันทะ)  ในอารมณ์วิจิตรเหล่านั้น  (คือ มิใช่กำจัดอารมณ์วิจิตร"  (องฺ.ฉกฺก. 22/334/460)         

             ด้านที่ ๒ ข้อบกพร่องของกามเอง   ท่านมักสแสดงด้วยอุปมาต่างๆ  ซึ่งมีกล่าวถึงบ่อยๆว่า   กามทั้งหลาย  มีความหวานชื่นน้อย  มีทุกข์มาก   มีความคับแค้นมาก  โทษในกามนี้ยิ่งนัก

            ๑. เปรียบเหมือนสุนัขที่เพลีย และหิวโหย  เขาโยนท่อนกระดูกเปื้อนเลือดให้  ก็แทะอยู่นั่นเอง   จนเหนื่อยอ่อน  ก็อร่อยไม่เต็มอยาก   และไม่เต็มอิ่มได้จริง

             ๒. เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งหรือเหยี่ยว เป็นต้น คาบบินมา  เหยี่ยวแร้งตัวอื่นเห็นเข้า  ก็โผเข้ามารุมจิกแย่งเอา  คืเป็นของไม่มีสิทธิขาดแก่ตัว   ผู้อื่นแย่งชิงได้  คนทั้งหลายต่างก็ต้องการหมายปองจะเอา   เป็นเหตุให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงเบียดเบียนประทุษร้ายตลอดจนสังหารเข่นฆ่ากัน  ถ้าไม่รู้จักวางใจ   ก็จะเดือดร้อนแสนสาหัส

            ๓. เปรียบเหมือนคนถือคบเพลิงหญ้าลุกโพลงเดินทวนลม   ไม่ช้าก็จะต้องทิ้งเสีย  มิฉะนั้น  ก็จะไหม้มือ ไหม้แขนและอวัยวะต่างๆ  อาจถึงตาย หรือไม่ก็สาหัส

             ๔. เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงอันร้อนแรง   ผู้ที่รักชีวิต  ทั้งที่รู้ว่า  หากตกลงไป  ถ้าไม่ตาย  ก็ต้องเจ็บสาหัส   และไม่อยากตกหลุม    แต่ก็มีคนแข็งแรงคอยจับแขนฉุดดึงเข้าไปหาหลุมอยู่เรื่อย

              ๕. เปรียบเหมือนความฝัน  มองเห็นทุกอย่างเฉิดฉายอำไพ  แต่ไม่ทันนาน   ก็ผ่านหายหมดไป  พอตื่นขึ้นมา  ก็มองไม่เห็นอะไร  เหลือไว้แต่ความเสียดาย

              ๖. เปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติที่ขอยืมเขามา  เอาออกแสดงดูโก้เก๋หรูหรา  วางท่าอวดกัน  ผู้คนก็กล่าวขวัญชื่นชม   แต่ครอบครองเอาไว้ได้เพียงชั่วคราว    และอย่างไม่มั่นใจ    ไม่เป็นสิทธิของตนแท้จริง   เจ้าของ (ธรรมชาติ)  ตามมาพบที่ไหนเมื่อไร ก็ต้องคืนเขาไปที่นั้น  เมื่อนั้น  ไม่มีทางผ่อนปรน   ส่วนตนเองก็มีแต่ตัว   โผล่มาแล้ว  ก็ผลุบไป

              ๗. เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกในราวป่า   ผู้คนผ่านมา   เมื่ออยากได้ลูกผล  เขาจะได้ด้วยวิธีใด  ก็ใช้วิธีนั้น  ผู้ที่ขึ้นต้นไม้เป็น  ก็ปีนป่ายขึ้นไปเก็บ    ส่วนคนที่ขึ้นไม่เป็น  ก็จะเอาให้ได้   ที่เป็นคนร้ายนิสัยพาล  มีมีดมีขวานก็จะตัดทำลายเสียทั้งต้น      คนที่อยู่บนต้นไม้  ถ้าลงมาไม่ทัน  ก็จะถูกต้นไม้ล้มทับแขนขาหักชอกช้ำ  หรือถึงล้มตายไป *   (เทียบความอีกนัยหนึ่งว่า กามสุข   เหมือนผลไม้บนต้นไม้  ซึ่งที่โคน  มีผู้ตัด   คือ ความไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน   และความแก่   ความตาย  เป็นต้น  กำลังทำลายกัดกินให้กร่อนลงไปอยู่ตลอดเวลา   จนจะต้องล้มไปในที่สุด   ผู้บริโภคกามสุข   ย่อมต้องถูกคุกคามด้วยความหวาดหวั่นเสียใจ   ในความไม่จิรัง    และไม่แน่นอนนี้  อยู่ตลอดเวลา   ยิ่งผู้ใดลุ่มหลงติดเพลินมัวเมามาก  ไม่รู้จักยอมเลิกละสละปล่อยเสียบ้าง  ก็จะต้องถูกต้นไม้ล้มทับเอา  ให้ได้รับความทุกข์  เจ็บปวดแสนสาหัส)

              ๘.  เปรียบเหมือนเขียงสับเนื้อ   เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย  ก็เท่ากับเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงให้ถูกบั่นถูกสับ

              ๙.  เปรียบเหมือนหอกและหลาว  มักจะคอยทิ่มแทงให้ได้แผล   ไม่เล็กก็ใหญ่   ไม่เจ็บน้อยก็เจ็บมาก

             ๑๐. เปรียบเหมือนหัวงู   เข้าไปเกี่ยวข้อง   ก็ไม่วายต้องคอยระแวง   ไม่อาจปลงใจสนิท   หรือวางจิตปลอดโปร่งแท้จริง   อาจฉกเอา  หรือ นำภัยอันตรายมาให้ได้เสมอ


            ข้อเสีย   หรือจุดบกพร่องของกามสุขนี้   อาจกล่าวโดยย่อว่า    ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานชื่นที่คนปรารถนา  กามอำนวยให้เพียงชั่วครู่ยามในเวลาที่เสพ   แต่ความเจ็บปวดชอกช้ำที่คนไม่ต้องการ  กามกลับประทับลงให้อย่างแน่นแฟ้น   ติดตามฝังใจไปนานแสนนาน   เท่านั้น  ยิ่งมิหนำ   แม้ส่วนที่เป็นความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานชื่นนั่นแหละ   เมื่อจางคลายหายลับดับล่วงผ่านไปแล้ว   ยังทิ้งความเสียดายหวนหาอลัยเอาไว้ทรมานใจคนบางคน  ให้พิไรรำพันไปได้อีกนาน

          ด้านที่ ๓  เกี่ยวกับปฏิบัติการโดยสัมพันธ์กับโลกและสังคม  ข้อเสียของกามในด้านนี้   ท่านบรรยายเริ่มตั้งแต่ความทุกข์ยาก    ความลำบากเดือดร้อนที่ประสบ   ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ    และแสวงหาสั่งสมกามวัตถุไว้เสพเสวย   ซึ่งเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่แต่ละคนจะต้องอดทนในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก   ต้องทนแดดทนฝน    ทนหนาวทนร้อน  ทนเหนื่อยทนยาก  บ้างขาดแคลนอดอยากถึงตายไปก็มี   บ้างขยันหมั่นเพียรสู้ทำงานด้วยความเหนื่อยยาก  แต่งานกลับไม่สัมฤทธิ์ผล  ไม่ได้เงินทอง   หรือขาดทุนย่อยยับไป   ต้องเศร้าโศกกลัดกลุ้มทุรนทุราย  เมื่อหามาได้แล้ว    ก็เป็นทุกข์ในการระวังรักษา  บางทีประสบภัย   เช่น  ถูกโจรปล้น  คนลัก  ไฟไหม้   เดือดร้อนวุ่นวายไปอีก










ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โยนิโสมนสิการ อโยนิโสมนสิการ

ความสุขมีหลากหลายสูงขึ้นไปตามลำดับขั้น

3.วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์