มุมมองจากทหารไทยเชื้อสายอเมริกันที่ร่วมรบในสงครามอัฟกานิสถาน
https://www.youtube.com/watch?v=3m5LbFg3X4M
👳ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนที่เป็นประเทศซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน
ศาสนิกคือผู้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เรียกว่า มุสลิม
พระศาสดาของศาสนาอิสลามมีพระนามว่า มุฮัมมัด
(มุฮำมัด ก็ว่า) คำว่า พระศาสดาในที่นี้ ชาวมุสลิมใช้คำเรียกว่า “นบี” [Nabi]
พระนบีมุฮัมมัดประสูติที่เมืองมักกะฮ์ [Mecca] ที่มักเรียกกันว่าเมกกะ
เมื่อประมาณ ค.ศ.570 คือ พ.ศ.๑๑๑๓ (ไม่ได้ตัวเลขที่แน่นอน)
ในยุคที่ดินแดนอาหรับมีชนเผ่าต่างๆ แบ่งแยกกันค่อนข้างมาก
ท่านกำพร้าบิดาตั้งแต่ยังไม่ประสูติ และกำพร้ามารดาเมื่อชนมายุ ๖ พรรษา
ท่านปู่ดูแลท่านมาจนประมาณชนมายุ ๘ พรรษา ต่อนั้นมาท่านอยู่ในความดูแลของท่านลุง
นามว่าอาบูตาลิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าฮะชิม
ครั้นชนมายุ ๒๕ พรรษา
ท่านได้ทำงานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าขายของเศรษฐินีหม้ายนามว่าขะติยะฮ์ [Khadijah
เนื่องจากหาสมุดจดวิชาไม่พบ การเขียนสะกดตัวอักษรอาจจะไม่แม่นยำนัก
ต้องพึ่งตำราฝรั่ง]
ต่อมา
เมื่อท่านได้สมรสกับท่านขะติยะฮ์แล้ว และมีเวลาหาความสงบมากขึ้น ประมาณ ค.ศ.
610/พ.ศ.๑๑๕๓ เมื่อชนมายุ ๔๐ พรรษา มีเรื่องว่า ขณะไปหาความสงบในถ้ำ
ท่านได้มองเห็นว่าพระอัลเลาะฮฺเจ้าได้มอบพระโองการให้ท่านสั่งสอน
ต่อแต่นี้
ท่านได้รับพระวิวรณพจน์เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อันรวมกันเป็นพระคัมภีร์
"อัล-กุรอ่าน” ซึ่งมีหลักการสูงสุดว่า มีพระเจ้าพระองค์เดียวคืออัลเลาะฮฺ [Allah]
และพระมุฮัมมัด เป็นนบี คือ ศาสดาผู้ประกาศพระวจนะของพระองค์
(ฝรั่งว่า prophet)
เมื่อพระนบีมุฮัมมัดเผยแพร่คำสอนในเมืองมักกะฮ์
ได้มีผู้ไม่พอใจเป็นปฏิปักษ์มุ่งร้าย
แต่ท่านลุงผู้เป็นหัวหน้าเผ่าได้ช่วยคุ้มครองท่านจนกระทั่งถึงประมาณ
ค.ศ.619/พ.ศ.๑๑๖๒ ท่านลุงถึงมรณกรรม และในเวลาใกล้กันนั้น ท่านเศรษฐินีขะติยะฮ์ผู้ภรรยาก็ถึงมรณกรรม
ท่านจึงขาดผู้คุ้มครอง
ท่านมองเห็นภัยจากการที่จะถูกบีบคั้นและห้ามสั่งสอน
จึงพร้อมด้วยสาวกเวลานั้นประมาณ ๗๐ คน
ตกลงตัดความสัมพันธ์สายเลือดกับเผ่าในเมืองมักกะฮ์ และในปี 622/๑๑๖๕
ได้พากันอพยพออกจากเมือง มักกะฮ์ ไปอยู่ที่เมืองยาธริบ [Yathrib] ที่บัดนี้
เรียกว่า มะดีนะฮ์ [Medina] ห่างขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๔๐๐ กม.
เหตุการณ์สำคัญนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแห่งศักราชของศาสนาอิสลาม ที่เรียกว่า “ฮิจเราะฮ์” (hegira, hijrah,หรือ hijra เป็นคำอาหรับ แปลว่า อพยพ และศักราชของอิสลามจึงเท่ากับ พ.ศ. ๑๑๖๕)
💢ลึกๆมุสลิมเป็นนักรบ เป็นลัทธิการเมือง ไม่ใช่ศาสนา
ที่สอนให้คนกำจัดอกุศลมูลในจิตใจ ❤
ในเมืองมะดีนะฮ์ ก็มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างเผ่าต่างๆ มาก รวมทั้งพวกยิว นบีต้องสู้รบทั้งกับชาวเมืองมักกะฮ์ และขยายวงสัมพันธ์ในเมืองมะดีนะฮ์
กองคาราวานการค้าของชาวเมืองมักกะฮ์ ต้องผ่านทางมะดีนะฮ์
พระนบีมุฮัมมัดได้ยกกำลังไปซุ่ม และรบตัดกำลังพวกมักกะฮ์ ทำให้พวกนั้นอ่อนกำลังลง
และทางมะดีนะฮ์มีกำลังเพิ่มขึ้น พระนบีมุฮัมมัดมีชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในปี 624/๑๑๖๗
แม้ว่าปีต่อมาจะพ่ายแพ้
พวกมักกะฮ์ยกกำลังใหญ่ มีกำลัง ๑๐,๐๐๐ มาล้อมตีเมืองมะดีนะฮ์ ในปี
627/๑๑๗๐ แต่ท่านรบชนะทำให้พวกมักกะฮ์แตกพ่ายกลับไป
ในเมืองมะดีนะฮ์เอง พระนบีก็ต้องใช้เวลาในการผนึกกำลัง
มีการปราบพวกที่แข็งข้อ หรือไปเข้ากับพวกมักกะฮ์ โดยเฉพาะมีพวกยิวอยู่ ๓ เผ่า ซึ่งท่านได้ปราบปรามสำเร็จ
เฉพาะอย่างยิ่งมียิวเผ่าหนึ่ง (Banu Qurayza) ที่กล่าวกันว่าคิดการร้ายต่อท่านระหว่างที่พวกมักกะฮ์มาล้อมตี
ท่านจึงต้องปราบใหญ่โดยสังหารผู้ชายทั้งหมด
และขายผู้หญิงและเด็กเป็นทาสออกพ้นไปจากมะดีนะฮ์
ครั้นถึงเดือนมกราคม ปี 630/๑๑๗๓ เมื่อทางมักกะฮ์อ่อนกำลังตีมะดีนะฮ์ไม่สำเร็จ
และทางเศรษฐกิจก็เปลี้ย เพราะเส้นทางคาราวานถูกตัด พระนบีมุฮัมมัดจึงยกกำลังพล ๑๐,๐๐๐
ไปยังมักกะฮ์ และฝ่ายเมืองนั้นเปิดเมืองรับยอมอ่อนน้อมโดยดี
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ฝ่ายศัตรูถูกสังหารเพียง ๒๘ คน และฝ่ายมุสลิมเสียชีวิตเพียง
๒ คน
พระนบีมุฮัมมัดใช้เวลา ๑๕-๒๐ วัน จัดการวางระบบบริหารปกครองเมืองมักกะฮ์
โดยเฉพาะได้ทำลายรูปเคารพ (idols) ให้หมดจากมหาวิหารกะบะฮ์ (บางทีใช้เขียนเป็น กะอุ บะฮุ Kabah ฝรั่งมักเขียน
kaaba) และศาสนสถานใกล้เคียง แล้วกลับสู่มะดีนะฮ์
ในช่วงนี้ พระนบีต้องออกรบกับชนเผ่าอื่นๆ
ที่เข้มแข็ง เมื่อท่านชนะ ต่อมาก็มีชนเผ่าต่างๆ ส่วนมากมาขอเข้าด้วย
จนกระทั่งก่อนที่พระนบีเสด็จสวรรค์ในวันที่ ๘ มิถุนายน ปี 632/๑๑๗๕
ท่านไม่เพียงเป็นผู้ปกครองอาระเบียทั้งหมดเท่านั้น แต่ได้เคยยาตราทัพ ๓๐,๐๐๐
ไปกำราบชายแดนซีเรียแล้วด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น