วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พุทธ กับ พราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเดียวกันหรือไม่ ?


พิสูจน์ความจริง! "พุทธ" กับ "ฮินดู" คือศาสนาเดียวกันหรือไม่? สรุปชัดจากคัมภีร์ | เสียงจากไดอารี่ - YouTube



พุทธ-มุสลิม 2 แนวคิด คนละขั่ว





 ชาวพุทธ-มุสลิมต้องรู้! '2 ศาสนา' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!



ทำไม อิสลาม กับ ยูดาย ถึงเกลียดกัน

  ทำไม 2 ศาสนานี้ ถึงเกลียดกัน? "อิสลาม VS ยูดาย" ความขัดแย้ง 1,000 ปี!! 




  สาเหตุความขัดแย้งระหว่าง  ศาสนาอิสลาม  และ ศาสนายูดาย (ชาวยิว) มีรากฐานซับซ้อนทั้งในมิติประวัติศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา และปัจจัยทางการเมือง โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

 

1. สายเลือดและจุดกำเนิดทางศาสนา (รากเหง้าเดียวกัน)

 

 ทั้งสองศาสนาต่างนับถือ   อับราฮัม (อิบรอฮีม)  เป็นบรรพบุรุษร่วมกัน แต่แตกสายสืบเชื้อสายและพันธสัญญาต่างกัน:

 

👉 ศาสนายูดาย:   เชื่อว่าสายสืบพันธสัญญาที่แท้จริงจากพระเจ้าสืบทอดผ่าน  อิสอัค (อิสฮาก)  ลูกชายของอับราฮัมกับซาร่า นำไปสู่การเป็นชนชาติยิว


👉 ศาสนาอิสลาม:   เชื่อว่าสายเลือดของ  อิสมาเอล (อิสมาอิล)  ลูกชายของอับราฮัมกับนางฮากา คือบรรพบุรุษของชาวอาหรับ และนำไปสู่สายศาสดาองค์สุดท้ายคือ นบีมูฮัมหมัด

 

2. ความแตกต่างทางหลักคำสอนและมุมมองเรื่องศาสดา

 

👉 ศาสนายูดาย:   มองว่าคัมภีร์โตราห์และคำสอนดั้งเดิมมอบให้กับ "ชนชาติที่ถูกเลือก" (ยิว) โดยเฉพาะ และยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ (ผู้ช่วยให้รอด) ในอนาคต


👉 ศาสนาอิสลาม:   ยอมรับศาสดาในอดีต (รวมถึงโมเสสและเดวิด) แต่เชื่อว่าคำสอนดั้งเดิมถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลา พระเจ้าจึงส่ง  นบีมูฮัมหมัด  มาพร้อมคัมภีร์อัลกุรอานเพื่อเป็นความจริงขั้นสุดท้าย และเปิดรับคนทุกเชื้อชาติ ไม่จำกัดเฉพาะสายเลือดใดสายเลือดหนึ่ง

 

3. การอ้างสิทธิ์เหนือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ (นครเยรูซาเล็ม)

 

  เยรูซาเล็มเป็นศูนย์รวมจิตใจระดับสูงสุดของทั้งสองศาสนา ทำให้เกิดการแย่งชิงและอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์:

 

👉 สำหรับชาวยิว:   เป็นที่ตั้งของวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งโซโลมอน (เหลือเพียงกำแพงตะวันตก/กำแพงร้องไห้) และเป็นแผ่นดินแห่งพันธสัญญา


👉 สำหรับชาวมุสลิม:  เป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักซอ สถานที่สำคัญอันดับ 3 ทางศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นจุดที่นบีมูฮัมหมัดเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ในเหตุการณ์อิสรออ์และมิอ์ราจ

 

 4. ปัจจัยทางการเมืองและลัทธิชาชาตินิยมในยุคสมัยใหม่

 

  แม้ในอดีตยุคกลาง ชาวยิวและมุสลิมเคยอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างสงบสุขในหลายพื้นที่ (เช่น ในจักรวรรดิออตโตมัน หรือแคว้นอันดาลูเชีย) แต่ความขัดแย้งมารุนแรงและตึงเครียดสูงสุดในศตวรรษที่ 20 จาก:

 

👉 การก่อตั้งรัฐอิสราเอล  (ปี 1948):   หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวได้รับการจัดตั้งประเทศอิสราเอลบนดินแดนปาเลสไตน์  ส่งผลให้เกิดการสูญเสียดินแดนและการย้ายถิ่นฐานของชาวอาหรับปาเลสไตน์


👉 สงครามอาหรับ-อิสราเอล:   ความขัดแย้งเปลี่ยนจากเรื่องความเชื่อทางศาสนาไปสู่การแย่งชิงอธิปไตย ดินแดน และทรัพยากรทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบจนถึงปัจจุบัน


ทำไมอิสลามและยิวจึงไม่กินหมู

 พิสูจน์ความจริง! ทำไมอิสลามและยิวถึงห้ามกินเนื้อหมู? สรุปชัดจากคัมภีร์ | เสียงจากไดอารี่ - YouTube


  ข้อห้ามไม่ให้รับประทานเนื้อหมูในศาสนายิวและศาสนาอิสลาม มีทั้งเหตุผลทางศาสนาตามบันทึกในคัมภีร์หลัก และปัจจัยแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้

 

1. บัญญัติในคัมภีร์ทางศาสนา


👉 ศาสนายิว (ยิว / คัมภีร์โตราห์):

  ตามหลักศาสนายิว  อาหารที่รับประทานได้เรียกว่า คอเชอร์ (Kosher) ซึ่งในคัมภีร์โตราห์ (หนังสือเลวีนิติ บทที่ 11 และบัญญัติคู่มือ) ระบุไว้ว่า สัตว์บกสี่เท้าที่จะกินได้ต้องมีลักษณะ "เคี้ยวเอื้อง และ มีกีบเท้าแยก"

 

👉 หมูมีกีบเท้าแยกแต่  ไม่ได้เคี้ยวเอื้อง  จึงถูกจัดเป็นสัตว์ที่ไม่สะอาด (Unclean) และห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด

 

👉ศาสนาอิสลาม  (มุสลิม / คัมภีร์อัลกุรอาน):

  อาหารที่อนุมัติให้รับประทานเรียกว่า ฮาลาล (Halal) ส่วนสิ่งที่สั่งห้ามเรียกว่า ฮารอม (Haram) คัมภีร์อัลกุรอานระบุห้ามกินเนื้อหมูไว้อย่างชัดเจนในหลายซูเราะฮ์ (เช่น ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 173)

 

👉 หลักคำสอนถือว่าการปฏิบัติตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์) เป็นการแสดงความศรัทธาและการนอบน้อม ซึ่งบัญญัติห้ามนี้คลุมถึงผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบทั้งหมดที่มาจากหมู

 

2. มุมมองทางประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา

 นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยา (เช่น Marvin Harris) ได้อธิบายปัจจัยแวดล้อมในแถบตะวันออกกลางยุคโบราณไว้ดังนี้:

 

👉 สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม:  ภูมิภาคตะวันออกกลางมีสภาพอากาศแห้งแล้งและเป็นทะเลทราย หมูเป็นสัตว์ที่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เพราะหมูไม่มีต่อมเหงื่อ ต้องใช้น้ำหรือโคลนในการระบายความร้อน และกินอาหารจำพวกธัญพืชเหมือนมนุษย์ ซึ่งแย่งแหล่งอาหารของคนในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลน

 

👉 สัตว์เลี้ยงที่ไม่เหมาะแก่การเร่อน่าน:  แตกต่างจากแพะ แกะ หรืออูฐ ที่กินหญ้า ให้สวมขน ให้นม และขับเคลื่อนย้ายฝูงไปตามทะเลทรายได้ง่าย หมูไม่สามารถเดินทางไกลและให้ได้เพียงเนื้ออย่างเดียว

 

3. ด้านสุขอนามัยในอดีต

👉 ในยุคโบราณ หมูเป็นพาหะของพยาธิและเชื้อโรคหลายชนิด (เช่น พยาธิตัวจี๊ด พยาธิตัวตูด หรือพยาธิทริคิเนลลา) ประกอบกับสภาพอากาศร้อนทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย การประกอบอาหารในสมัยนั้นอาจไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้สมบูรณ์ ข้อห้ามทางศาสนาจึงเป็นกลไกปกป้องสุขอนามัยของชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

๊US go home








กลับบ้าน




 

''ชาวอิรัก'' ฉลองใหญ่ทั่วประเทศ''สหรัฐฯ'' ถอนกำลังทหารทั้งหมด l TNN World l 1 Oct 2026 - YouTube



ซุนหนี่ กับ ชีอะห์ จะฟัดกันเองอีกไหม 









รอคอยมานานแสนนาน

 


https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02YFuc8anTPUDhcANRx29dGAKhL9xMrKpEXnY9NQ4dMpTS7Zqj9DSCrq5qCxwk9oFKl&id=100093435602334&rdid=UwJ8PBw9tmEnjV2q#





   เผยชีวิต "สาธุฮินดู" ผู้บำเพ็ญตบะยืนยาวนาน 12 ปี ยอมสละชีวิตทางโลกเพื่อความภักดีต่อพระศิวะ

มถุรา, อินเดีย — เรื่องราวของ "เฑาลัต คิริ จี มหาราช" (Dowlath Giri Ji Maharaj) นักบวชหรือสาธุ (Sadhu) วัยกลางคนในเมืองมถุรา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย กำลังเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วโลก หลังจากมีการเปิดเผยวิถีชีวิตการบำเพ็ญตบะขั้นรุนแรงด้วยการ "ยืนต่อเนื่องเป็นเวลา 12 ปี โดยไม่เคยนั่งหรือนอนราบเลย"

เฑาลัต คิริ อดีตนักศึกษาผู้ยอมละทิ้งการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและอนาคตทางโลก ได้หันเข้าสู่เส้นทางสายจิตวิญญาณ โดยเลือกปฏิบัติธรรมตามแนวทางโบราณของฮินดูที่เรียกว่า "ขะเฑศวรี" (Khadeshwari) หรือที่รู้จักกันในนาม "นักบวชผู้ไม่ยอมนั่ง" เพื่อแสดงความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่อองค์พระมหาเทพ (พระศิวะ) ด้วยความเชื่อว่าการทรมานร่างกายเพื่อละกิเลสและความสบายทางโลก จะช่วยให้เขาได้เข้าถึงนิมิตหรือการรับรู้ถึงองค์เทพเจ้า

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เฑาลัต คิริ ใช้ชีวิตในท่ายืนตลอด 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งในเวลานอนหลับ เขาจะใช้วิธีดัดแปลงราวไม้หรือผูกผ้าเป็น "เปลญวนพยุงตัว" ไว้ใต้รักแร้และหน้าอก เพื่อทิ้งน้ำหนักตัวลงไปและหลับตาพักผ่อนในท่ายืน ส่วนการขับถ่ายจะทำในท่าย่อตัวโดยมีราวพยุง และไม่ยอมให้ร่างกายส่วนสะโพกหรือหลังสัมผัสพื้นเลย

การยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ขาและเท้าของเขามีอาการบวมโตอย่างหนัก (สภาวะ Edema) จนผิวหนังตึงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทำให้ในทุกๆ วัน บรรดาลูกศิษย์และผู้เลื่อมใสที่แวะเวียนมายังอาศรม จะต้องช่วยกันนำน้ำมัน สมุนไพร และน้ำยาฆ่าเชื้อมานวดชะโลมและทำความสะอาดบาดแผลที่ขาเพื่อประคองอาการ

แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน เฑาลัต คิริ จะเปิดเผยว่าเขายังไม่ได้รับนิมิตหรือเห็นภาพองค์พระศิวะตามที่หวังไว้ แต่เขายังคงยืนยันที่จะปฏิบัติบำเพ็ญตบะเช่นนี้ต่อไปด้วยความศรัทธาที่ยังคงแน่วแน่ไม่เสื่อมคลาย



พุทธ กับ พราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเดียวกันหรือไม่ ?

พิสูจน์ความจริง! "พุทธ" กับ "ฮินดู" คือศาสนาเดียวกันหรือไม่? สรุปชัดจากคัมภีร์ | เสียงจากไดอารี่ - YouTube