วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

จากทะเลทรายสู่บัลลังก์น้ำมัน

 Facebook


💢จากทะเลทรายสู่บัลลังก์น้ำมัน : ประวัติศาสตร์นองเลือดของการก่อกำเนิดซาอุดีอาระเบีย





บนแผนที่โลกในปัจจุบัน มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการตามตระกูลผู้ก่อตั้ง?

ประเทศนั้นคือ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งชื่อตามราชวงศ์อัล-ซาอูด

ทุกท่าน ประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกนี้ ไม่ใช่นิทานทะเลทรายที่เกิดจากการเจรจาอย่างสันติบนโต๊ะกลม

แต่มันคือหน้าประวัติศาสตร์ทางทหารที่เต็มไปด้วยเลือด การทรยศ กลยุทธ์แบบ Realpolitik ที่แยบยล และพันธมิตรทางอาวุธกับมหาอำนาจตะวันตก

เรามาแยกแยะกันว่า ชนเผ่าอาหรับที่ขาดแคลนกลุ่มหนึ่ง สามารถลุกขึ้นสร้างจักรวรรดิยิ่งใหญ่กลางทะเลทรายอันแห้งแล้งได้อย่างไร

เพื่อเข้าใจที่มาของประเทศนี้ เราต้องย้อนกลับไปยังปี ค.ศ. 1744

ในเวลานั้น คาบสมุทรอาหรับอยู่ในสภาพแตกแยก เต็มไปด้วยชนเผ่าเบดูอินที่ทำสงครามปล้นสะดมกันเอง

ในเมืองเล็กชื่อ ดิริยาห์ (Diriyah) ได้เกิดพันธมิตรสำคัญระหว่างหัวหน้าเผ่า มูฮัมหมัด บิน ซะอุด
และนักศาสนา มูฮัมหมัด บิน อับดุลวาฮาบ

ทั้งสองได้ทำข้อตกลงที่เรียบง่ายแต่ส่งผลทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมหาศาล

มูฮัมหมัด บิน ซะอุด ต้องการความชอบธรรมทางศาสนาเพื่อรวมชนเผ่าอาหรับ ขณะที่ มูฮัมหมัด บิน อับดุลวาฮาบ ต้องการอำนาจทางทหารเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์การฟื้นฟูศาสนา

การผสมผสานระหว่างดาบกับอุดมการณ์ศาสนานี้ ก่อให้เกิดรัฐซาอุแห่งแรก

พวกเขาเปิดฉากสงครามขยายอำนาจอย่างรุนแรง จนสามารถยึดครองเกือบทั้งคาบสมุทรอาหรับ รวมถึงนครศักดิ์สิทธิ์มักกะฮ์และมะดีนะฮ์

แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งมีศูนย์กลางที่อิสตันบูลตกใจอย่างมาก

จักรวรรดิออตโตมันไม่อาจปล่อยให้นครศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ในมือชนเผ่าทะเลทราย

สุลต่านจึงส่งแม่ทัพจากอียิปต์คือ อิบราฮิม พาชา พร้อมปืนใหญ่สมัยใหม่มาทำลายรัฐซาอุแห่งแรก

ในปี 1818 เมือง ดิริยาห์ ถูกทำลายจนราบคาบ และผู้นำ อับดุลเลาะ บิน ซะอุด ถูกจับไปยังอิสตันบูลและประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน

ดูเหมือนว่าราชวงศ์ซาอูดจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่จิตวิญญาณของตระกูลนี้ไม่เคยตาย

หลังความพยายามฟื้นตัวผ่านรัฐซาอุแห่งที่สอง ซึ่งสุดท้ายล่มสลายจากสงครามภายในและการแทรกแซงของตระกูลคู่แข่ง ตระกูลราชีดี ทำให้พวกเขาต้องลี้ภัยไปยังคูเวต

ที่นี่เอง จุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพครั้งยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้น

ตัวเอกของเรา คือ อับดุลอาซิซ บิน ซะอุด

ในคืนหนึ่งของเดือนมกราคม ปี 1902 เขาพร้อมผู้ติดตามราว 40 คน บุกเข้าเมืองริยาด อย่างลับๆ

ในการปฏิบัติการแบบคอมมานโด พวกเขายึด ป้อมมัสมัค สังหารผู้ว่าการ และทวงคืนเมืองหลวงของบรรพบุรุษ

ชัยชนะนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาแพร่ไปทั่วชนเผ่าเบดูอิน

เขาเริ่มรวมอำนาจทีละดินแดน

เพื่อสร้างกองทัพที่มั่นคง เขาก่อตั้งกองกำลังศาสนาชื่อ “อิควาน” ซึ่งเป็นนักรบที่ถูกปลูกฝังความเชื่ออย่างเข้มข้น

ด้วยกองกำลังนี้ การขยายอำนาจของเขาแทบหยุดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้มาจากกำลังภายในเท่านั้น

ในช่วง สงครามโลก ครั้งที่ 1 อังกฤษ ต้องการพันธมิตรในอาหรับเพื่อล้มออตโตมัน

พวกเขาจึงสนับสนุน อิบนู ซะอุด ผ่านบุคคลอย่าง วิลเลียม เชกสเปียร์ และ เพอร์ซี ค็อกซ์

ในสนธิสัญญาดาริน อังกฤษรับรองอำนาจของเขา พร้อมเงินและอาวุธ

เป้าหมายถัดไปคือดินแดนฮิญาซ ซึ่งมีนครศักดิ์สิทธิ์

พื้นที่นี้ปกครองโดย ชารีฟ ฮุเซน

แต่ในเกมการเมือง ไม่มีมิตรแท้ถาวร

เมื่อ ฮุเซน ไม่สอดคล้องกับอังกฤษ พวกเขาก็ปล่อยให้อิบนุ ซาอูด โจมตี

ภายในปี 1925 มักกะฮ์ มะดีนะฮ์ และเจดดาห์ตกอยู่ในมือซาอูด

แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น
กองกำลังอิควานเริ่มควบคุมยาก และต้องการทำสงครามต่อกับอีรัก และ คูเวต

อิบนุ ซาอูด ต้องเลือกระหว่างกองกำลังของตนกับความสัมพันธ์กับอังกฤษ

เขาเลือกอำนาจรัฐ

ในปี 1929 ในยุทธการซาบิลลา เขาใช้ปืนกลปราบอิควาน

เมื่อศัตรูถูกกำจัดหมด ทางสู่การสร้างรัฐก็เปิดกว้าง

วันที่ 23 กันยายน 1932 ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการ

6 ปีต่อมา ในปี 1938 มีการค้นพบน้ำมันจำนวนมหาศาล

“ทองคำสีดำ” นี้ดึงดูดสหรัฐ เข้ามาเป็นพันธมิตรใหม่แทนอังกฤษ

ตั้งแต่นั้น ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์นี้ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน

นี่คือเรื่องราวของรัฐที่ถือกำเนิดจากดาบ เลือด และพันธมิตรต่างชาติ

มันพิสูจน์ว่า ในโลกภูมิรัฐศาสตร์ การผสมผสานระหว่างอุดมการณ์และความเป็นจริงทางอำนาจ คือสูตรแห่งชัยชนะ

ซุบฮานัลลอฮ์ เมื่อมองประวัติศาสตร์อันนองเลือดนี้ เราควรตระหนักว่า ไม่ว่ามนุษย์จะวางแผน ยึดอำนาจ หรือพึ่งพามหาอำนาจเพียงใด ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว

ไม่มีจักรวรรดิใดที่สร้างบนเลือดและกลอุบายจะยืนยงตลอดไป

สุดท้ายแล้ว ทุกอำนาจของมนุษย์จะล่มสลาย และมีเพียงอำนาจของอัลลอฮ์เท่านั้นที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์ และทรงตัดสินทุกหยดเลือดที่หลั่งไหล





💣 โลกคือสนามสอบ




โลกมุสลิมตะวันออกกลาง

Facebook


👳 ความสัมพันธ์ถึงจุดแตกหัก สื่อยักษ์ใหญ่รายงานว่า (29 มี.ค. 69) - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ตัดสินใจใช้ "ยาแรง" ทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด ด้วยการสั่งอายัดทรัพย์สินของบุคคลและนิติบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน และกองทัพ IRGC รวมมูลค่ากว่า 18 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินมหาศาล ที่เคยใช้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอิหร่านผ่านดูไบ






นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ "วีซ่าปลิว" ครั้งใหญ่ เมื่อทางการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตพำนัก (Residency Permits) ของชาวอิหร่านทั่วยูเออี (UAE)

💢ยกเลิกสิทธิพำนักถาวรของชาวอิหร่าน รวมถึง "Golden Visa" ซึ่งให้สัญญาพำนักยาวนานถึง 99 ปี "โดยไม่มีข้อยกเว้น"

มีรายงานว่า ชาวอิหร่านจำนวนมากที่อยู่นอกประเทศ ถูกปฏิเสธไม่ให้เดินทางกลับเข้ามายูเออีอีกต่อไป

ขณะที่สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และมัสยิด ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในยูเออี ถูกสั่งปิดทำการทั้งหมด

มาตรการล่าสุดระดับนี้เรียกได้ว่า เป็นการ สั่งล้างกระดาน และ "ตัดขาด" ความสัมพันธ์ทางการเงินและสังคมกับอิหร่านอย่างถาวร เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เป้าหมายพลเรือนในยูเออีตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา


Facebook

ทรัมป์ เป็นพ่อค้า รมต. กระทรวงสงคราม เป็นผู้สื่อข่าว

สู้กับลูกอัลลอฮ์ที่ยอมสละชีพเพื่อพ่อได้ทุกลมหายใจ 














💣อดีตบางประการเกี่ยวกับสงครามได้กลับมาเคาะประตูทำเนียบขาวอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ส่งเครื่องบินรบของสหรัฐฯ และอิสราเอลไปทิ้งระเบิดลงที่อิหร่าน

💢การไม่เรียนรู้จากอดีตหมายความว่าขณะนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับทางเลือกอันยากลำบาก หากเขาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ เขาอาจต้องพยายามประกาศชัยชนะที่คงไม่มีใครหลงเชื่อหรือยิ่งขยายวงความรุนแรงของสงคราม

ความจริงที่เก่าแก่ที่สุดข้อหนึ่งมาจากนักยุทธศาสตร์การทหารชาวปรัสเซียและเยอรมนี เฮลมุท ฟอน โมลท์เคอ ที่กล่าวว่า "ไม่มีแผนใดอยู่รอดได้หลังการเผชิญหน้ากับศัตรูครั้งแรก" เขาเขียนไว้ในปี 1871 ซึ่งเป็นปีที่เยอรมนีรวมชาติเป็นจักรวรรดิ นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของยุโรปมากพอ ๆ กับที่สงครามครั้งนี้อาจมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติตะวันออกกลาง

แต่บางทีทรัมป์อาจชอบคำพูดสมัยใหม่ของนักชกอย่าง ไมค์ ไทสัน ที่ว่า "ทุกคนมีแผนจนตอนที่คุณโดนชก" สิ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์มากกว่าคือคำพูดของหนึ่งในอดีตผู้นำ ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเวอร์ นายพลชาวอเมริกันผู้บัญชาการการยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์เมื่อปี 1944 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันสองสมัยในทศวรรษ 1950

ไอเซนฮาวเวอร์กล่าวไว้ว่า "แผนการนั้นไร้ค่า แต่การวางแผนต่างหากที่สำคัญยิ่ง" เขาหมายความว่าวินัยและกระบวนการวางแผนเพื่อทำสงครามทำให้สามารถเปลี่ยนทิศทางได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

สำหรับทรัมป์ สิ่งที่ไม่คาดฝันคือความแข็งแกร่งของระบอบการปกครองอิหร่าน ดูเหมือนว่าเขาหวังไว้ว่าจะเหตุการณ์ครั้งนี้จะเหมือนกับการลักพาตัวอย่างรวดเร็วของกองทัพสหรัฐฯ เมื่อเดือน ม.ค. ที่สหรัฐฯ จับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา และ ซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขาได้ โดยปัจจุบันทั้งคู่ถูกคุมขังอยู่ในนครนิวยอร์กและกำลังรอการพิจารณาคดี และ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีของมาดูโรขึ้นดำรงตำแหน่งแทนและรับคำสั่งจากวอชิงตัน

ความหวังว่าจะได้รับชัยชนะในทำนองเดียวกับของมาดูโร แสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของทรัมป์ต่อความแตกต่างระหว่างเวเนซุเอลาและอิหร่าน


 เหตุใดการทำสงครามตามสัญชาตญาณของทรัมป์กำลังไม่ได้ผล






ฯลฯ

ความดื้อรั้นของอิหร่าน

ทว่าเตหะรานยังคงยืนหยัด พร้อมกับการต่อสู้กลับ และตอนนี้ทรัมป์ก็กำลังค้นพบว่าทำไมบรรพบุรุษของเขาจึงไม่เคยพร้อมจะเข้าร่วมกับเนทันยาฮูในสงครามที่เลือกเองเพื่อทำลายสาธารณรัฐอิสลาม


ฝ่ายตรงข้ามของระบอบการปกครองอิหร่านไม่ได้ลุกฮือขึ้นสู้ พวกเขารู้ดีว่าเมื่อเดือน ม.ค. กองกำลังของรัฐบาลได้สังหารผู้ประท้วงไปหลายพันคน และมีการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการว่าใครก็ตามที่คิดจะพยายามประท้วงซ้ำอีกจะถูกปฏิบัติเยี่ยงศัตรูของรัฐ

ระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นศัตรูที่ทั้งดื้อรั้น โหดเหี้ยม และมีการจัดระเบียบอย่างดี ระบอบก่อตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติปี 1979 ที่โค่นล้มกษัตริย์ชาห์ จากนั้นก็ถูกหล่อหลอมขึ้นในความทุกข์ยากแสนสาหัสของสงครามแปดปีกับอิรัก ระบอบการปกครองนี้สร้างขึ้นบนสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุคคล และได้รับการเสริมกำลังด้วยความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่งและอุดมการณ์แห่งการพลีชีพ นั่นหมายความว่าการสังหารผู้นำ แม้ว่าจะน่าตกใจและสร้างความก่อกวนได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นก็ไม่สามารถโค่นล้มระบอบการปกครองได้

หลังจากการสังหารหมู่ในเดือน ม.ค. รัฐบาลอิหร่านจะพิจารณาว่าการเสียชีวิตของชาวอิหร่านอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะด้วยฝีมือของกองกำลังของระบอบการปกครองเอง หรือระเบิดของสหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นราคาที่ยอมรับได้เพื่อความอยู่รอด








วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

จ๊าตพม่าจะเป็นกระดาษ

 




ประท้วงใหญ่






มะกันประท้วง No Kings ต้านทรัมป์ ทำเนียบขาวเย้ย พวกเกลียดจนขาดเหตุผล


💢 การประท้วงขนาดใหญ่ต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในชื่อ “No Kings” เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐในวันที่ 28 มีนาคม โดยมีรายงานการประท้วงทั่วทั้ง 50 รัฐ ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสต่อต้านสงครามอิหร่านและการดำเนินนโยบายแบบรวบอำนาจของทรัมป์ ที่ถูกเสียดสีว่าทำตัวประดุจดั่งกษัตริย์




“ทรัมป์ต้องการปกครองเราเหมือนเผด็จการ แต่ที่นี่คืออเมริกา อำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคนที่อยากเป็นกษัตริย์หรือพวกมหาเศรษฐีที่เป็นพวกพ้องของเขา” ผู้จัดงานระบุ ทั้งนี้ มีการวางแผนจัดกิจกรรมมากกว่า 3,200 จุดทั่วทั้ง 50 รัฐ

ด้านโฆษกทำเนียบขาวตอบโต้โดยเรียกการประท้วงดังกล่าวว่าเป็น “เวทีบำบัดสำหรับระบายอารมณ์ของพวกที่มีอาการเกลียดทรัมป์” ทั้งยังบอกด้วยว่า คนที่สนใจเรื่องนี้มีแค่พวกนักข่าวที่ได้รับค่าจ้างให้มาทำข่าวเท่านั้น


Facebook


 Facebook







Facebook



-  ฝ่ายหนุน

Facebook



วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

เมื่อกฎหมายล่า คณะสงฆ์

Facebook

“พระภิกษุ” คือ จุดอ่อน ที่เรียก “ตบทรัพย์” ของกระบวนการ “มิจฉาชีพ” ทั้งนอกและในเครื่องแบบได้ง่ายสุด

อย่ามัวแต่นั่ง “หลับตา-ภาวนา” คิดว่ากูแน่!! อย่างเดียว

ยุคนี้..กฎหมายกำลังไล่ล่าพระสงฆ์แล้ว??



เมื่อกฎหมาย!! ล่า“คณะสงฆ์” - THE KEY NEW



วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

For Iran

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเผยโครงการ For Iran เปิดรับเด็กวัย 12-13 ปี เข้าร่วมสงคราม ภารกิจลาดตระเวน ตั้งด่าน ตลอดจนงานขนส่ง


 


กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ประกาศลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนสงครามในโครงการ "For Iran" ลงเหลือเพียง 12-13 ปี โดยราฮิม นาดาลี เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้นโยบายนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีเยาวชนเรียกร้องขอมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงตัดสินใจเปิดรับให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามาช่วยงานระดับปฏิบัติการ ทั้งการลาดตระเวน การตั้งด่านตรวจ และงานด้านโลจิสติกส์หรือการขนส่ง ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่กำลังดำเนินอยู่

การประกาศนโยบายดังกล่าวสร้างความกังวลในระดับสากล เนื่องจากอิหร่านมีพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่สั่งห้ามไม่ให้เด็กเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทหารในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด แต่ทางเจ้าหน้าที่ IRGC ยังคงเดินหน้าสนับสนุนให้เด็กวัยเรียนเข้าสู่กองกำลังหากมีความประสงค์ โดยอ้างว่าเป็นงานสนับสนุนและวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นการท้าทายหลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสวัสดิภาพของเยาวชนในพื้นที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง




Facebook


Facebook


จากทะเลทรายสู่บัลลังก์น้ำมัน

  Facebook 💢จากทะเลทรายสู่บัลลังก์น้ำมัน : ประวัติศาสตร์นองเลือดของการก่อกำเนิดซาอุดีอาระเบีย บนแผนที่โลกในปัจจุบัน มีเพียงประเทศเดียวเท่า...