ศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์เดิมนั้น โยมก็รู้อยู่แล้วเขานับถือเทพเจ้าต่าง ๆ มากมาย
การนับถือเทพเจ้านั้นเพื่ออะไร ? ก็เพื่อจะได้ไปอ้อนวอนขอผลนั่นเอง ไปอ้อนวอนเซ่นสรวงบวงสรวงตลอดจนบูชายัญ คิดหาทางเอาอกเอาใจเทพเจ้า
จะให้ท่านบันดาลสิ่งที่ต้องการให้
คนอินเดียติดเรื่องเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันต้องอ้อนวอนเทพเจ้า เทพเจ้าก็มีฤทธิ์สามารถเก่งกาจเหลือเกิน
พระพุทธศาสนาอยู่ในอินเดียนานๆ มา บางทีก็ชักไม่มั่นคงในหลักเหมือนกัน
ชักอยากจะสนองความต้องการของประชาชนที่อยากจะมีผู้มาช่วยดลบันดาลอะไรที่ต้องการให้
เมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
เขามีเทพเจ้าไว้ให้อ้อนวอน เอ๊ะ
ศาสนาพุทธเราไม่มี ทำอย่างไรดี
ก็มานึกว่าพระโพธิสัตว์ท่านเป็นผู้เสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
เราจะต้องให้คนมานับถือพระโพธิสัตว์แล้วอ้อนวอนขอผลจากพระโพธิสัตว์
ให้พระโพธิสัตว์ท่านมาช่วย ก็จะมีคู่แข่งที่มาแทนเทพเจ้าของฮินดูได้
ตกลงพุทธศาสนายุคหลังก็มีพระโพธิสัตว์อีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์แบบเดิม
คงจะมาคิดกันว่า เอ๊ะ พระโพธิสัตว์ที่ท่านมาช่วยมนุษย์ทั้งหลาย
ท่านมีมหากรุณา แต่ทีนี้จะมาช่วยอย่างไร
พระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าที่เล่ากันมาในชาดกท่านก็สิ้นชีวิตไปหมดแล้วก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม
ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้สิ้นไปหมดแล้ว พระพุทธเจ้าเองก็ปรินิพพานไปแล้ว ทำอย่างไรดี
ก็มีหลักว่าพระพุทธเจ้าใดก็ตาม
จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตต้องเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน
เราทำอย่างไรจะให้พระโพธิสัตว์ยังอยู่แล้วก็มาช่วยคนได้
ก็ต้องเอาพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่หวังพึ่งพระโพธิสัตว์เก่า
ๆ ไม่ได้แล้ว ต้องเอาพระโพธิสัตว์ใหม่ ๆ
จึงได้เกิดมีพระโพธิสัตว์หลายองค์ ในอินเดียก็เกิดมีพระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี
พระวัชรปาณี พระสมันตภัทรและพระอะไรต่าง ๆ หลายองค์ พระโพธิสัตว์เกิดในอินเดียยุคหลังนี้จึงมาก
ในสมัยพุทธกาลนั้น พระโพธิสัตว์ที่มีชื่อเหล่านี้ไม่มี
มามีในสมัยยุคปลายในประเทศอินเดีย
พระโพธิสัตว์ท่านเหล่านี้ท่านยังอยู่เพราะจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
จึงสามารถมาช่วยคนได้ ตกลงเราจึงหวังอ้อนวอนจากท่านเหล่านี้ได้
ใครมีความเดือดร้อนเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์
อยากจะได้ผลประโยชน์อะไรก็ไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์เหล่านี้เอาใช่ไหม?
ตกลงว่ามีพระโพธิสัตว์มาคอยช่วยเทียบกันได้กับศาสนาฮินดูที่เขามีเทพเจ้าไว้ช่วย
พอแข่งกันได้ ไปคิดแข่งในแง่นี้
มาตอนนี้คติพระโพธิสัตว์มันกลับกัน คือ เดิมนั้นพระโพธิสัตว์ท่านเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
ทำความดี เราต้องเอาแบบอย่างพระองค์
เราต้องเสียสละบำเพ็ญความดีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างนั้น
ตอนนี้เราคิดว่า เรามีผู้ที่จะช่วยอยู่แล้ว
เราไม่ต้องทำอะไรเราจึงพากันไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน
แทนที่จะคิดทำดีอย่างพระโพธิสัตว์ในอดีต
นี่คือคติพระโพธิสัตว์ที่เพี้ยนผิดไป
โยมจะต้องรู้ทัน ความหมายเดิมนั้นท่านไปนับถือพระโพธิสัตว์
ให้เราทำดีอย่างท่าน เสียสละอย่างท่าน
แต่มาปัจจุบันกลายเป็นนับถือพระโพธิสัตว์จะได้ไปขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์
อันนี้จะผิดหรือจะถูก ตัดสินได้เองเลยใช่ไหม
พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายานที่มีชื่อเสียงมากก็ คือ พระอวโลกิเตศวร
เพราะเป็นผู้มีมหากรุณา ช่วยเหลือปลดเปลื้องความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้ เมื่อพระพุทธศาสนามหายานเข้าสู่ประเทศจีน
เป็นต้น พระอวโลกิเตศวรก็เข้าไปด้วย ต่อมาในประเทศจีน พระอวโลกิเตศวรได้เปลี่ยนนามเป็นพระกวนอิมก็คือองค์เดียวกัน พระอวโลกิเตศวรเดิมนั้นเป็นผู้ชาย แต่พอไปเมืองจีนไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิง ทำไมเปลี่ยนเป็นผู้หญิง ก็เป็นเรื่องของตำนาน มีหลายตำนาน
ตำนานหนึ่งเล่าว่าพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีนประชวรเป็นโรคที่รักษาให้หาย
แพทย์หลวงแพทย์ชาวบ้านอะไรก็ไม่มีใครรักษาหาย จึงร้อนถึงพระโพธิสัตว์
พระอวโลกิเตศวรกวนอิม ต้องมารักษา
แต่จะเข้าไปรักษาได้อย่างไร ท่านเป็นผู้ชาย
พระราชวังฝ่ายในเขามีกฎมณเฑียรบาลห้ามผู้ชายเข้าไป
ก็ต้องแปลงร่างเป็นผู้หญิงแล้วเข้าไปรักษาพระราชธิดาจนกระทั่งหายจากโรคนั้น
เสร็จแล้วไม่ได้กลับร่างเป็นผู้ชาย จึงเป็นผู้หญิงมาจนบัดนี้ นี่คือเจ้าแม่กวนอิม
ตอนนี้เจ้าแม่กวนอิมเข้ามาประเทศไทยแล้ว
เราจะต้องนับถือเจ้าแม่กวนอิมให้ถูก ถ้าเรานับถือพระโพธิสัตว์อย่างถูกต้องจะต้องนับถือในแง่ที่ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมความดีสูงส่ง
เป็นผู้มีมหากรุณา เสียสละ บำเพ็ญคุณธรรม ช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้อื่น
ทำความดีไม่ย่อท้อ เราก็เช่นกัน เราก็จะต้องบำเพ็ญคุณธรรมช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่ใช่ไปหวังพึ่งอ้อนวอนขอผลประโยชน์จากท่านเพราะอันนั้นจะทำให้ผิดหลักพระศาสนา
คือผิดหลักกรรม ไม่หวังผลจากการกระทำ กลายเป็นหวังผลจากสิ่งศักดิ์สิทธ์ไป
อันนี้เป็นเรื่องที่ตั้งเป็นข้อสังเกตให้โยมได้พิจารณาในสภาพปัจจุบัน
เพราะเราจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มาก ถ้าเราตั้งตัวไม่ถูก ไม่อยู่ในหลัก
เราก็พลาด ตกหรือหลุดหล่นไปจากพระศาสนา
ดังนั้นเป็นยังไง ๆ ต้องยึดหลักกรรมไว้ให้ได้ คือหวังผลจากการกระทำ
ไม่หวังผลจากความศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์การดลบันดาลของผู้วิเศษ
เอาละอันนี้ก็ขอผ่านไป
คำถามอีกข้อหนึ่งว่า พระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ เรารู้ว่าความหมายต่างกัน
พระโพธิสัตว์นั้นยังบำเพ็ญบารมีอยู่ จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป แต่ตอนนี้ยังไม่หมดกิเลส ส่วนพระอรหันต์นั้นเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ละโลภะ โทสะ
โมหะ ได้หมด
พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง คำว่าพระอรหันต์นี้กว้างอย่าไปนึกว่าพระพุทธเจ้าต่างจากพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เราเรียกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เติมพระอรหันต์ เข้าไปข้างหน้า หมายความว่าพระอรหันต์นั้นมีหลายประเภท
พระอรหันต์ที่ได้ตรัสรู้เอง ค้นพบสัจธรรมด้วยพระองค์เองแล้วสามารถที่จะประกาศธรรมสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย เรียกว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เป็นพระอรหันต์ประเภทที่หนึ่ง
ประเภทที่สอง คือประเภทรู้สัจธรรมด้วยตนเอง
แต่ไม่ถนัดในการที่จะไปสั่งสอนประกาศธรรมให้ผู้อื่นได้รู้ตาม
คือขาดความสามารถในเชิงการสั่งสอน เรียกว่า ปัจเจกพุทธ
ประเภทที่สาม ก็คือ พระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
ที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วรู้ตาม ไม่ได้ค้นพบสัจธรรมเอง
ต้องมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า นี่เป็นพระอรหันต์ประเภทที่ ๓ เรียกว่า อนุพุทธ
พระสาวกทั้งหลายก็เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น คือเป็นพระอรหันตสาวก
ที่เรียกว่าพระอนุพุทธ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอัสสชิ พระอุรุเวลกัสสปะ
ที่เคยเป็นชฎิลมาก่อน พระมหากัสสปเถระ ที่เป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑
พระอัญญาโกณทัญญะ ที่อยู่ในปัญจวัคคีย์ และอีกมากมายล้วนเป็นพระอรหันต์
พระอรหันต์ เป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว จึงต่างกันกับพระโพธิสัตว์
แต่ทั้งพระโพธิสัตว์ และพระอรหันต์ ท่านล้วนแต่ทำความดีทั้งนั้น ไม่ทำความชั่ว
พระโพธิสัตว์
ก็ตั้งใจทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น
พระพุทธเจ้าก็ช่วยเหลือสัตว์มนุษย์ทั้งหลาย จาริกไปประกาศพระศาสนาสั่งสอนเพื่อจะให้สรรพสัตว์ได้พ้นจากความทุกข์ประสบความสุขที่แท้จริง
พระองค์ทำงานไม่ได้หยุดไม่หย่อน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
เพื่อช่วยมนุษย์ทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน
พอมีพระอรหันต์ไม่กี่องค์พระพุทธเจ้าก็ส่งไปประกาศพระศาสนาโดยตรัสว่า
จงจาริกไปประกาศธรรมะ แสดงธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
นี่เรื่องของพระอรหันต์ ท่านทำกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่มนุษย์ เพราะฉะนั้นท่านก็ทำความดี พระโพธิสัตว์ก็ทำความดี ต่างก็ทำความดี ถามว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างการทำความดีของพระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ อันนี้เป็นอีกหลักหนึ่ง ถ้าโยมตอบได้ก็แสดงว่าเข้าใจหลักพระศาสนาลึกซึ้งยิ่งขึ้น คิดในใจดูก่อน แล้วอาตมาจะตอบให้ฟัง
ทีนี้จะตอบแล้ว มีความแตกต่างกันอยู่ที่เป็นข้อสำคัญ ๒ ประการ
ประการที่หนึ่ง พระโพธิสัตว์ที่ทำความดีนั้น ท่านทำด้วยปณิธาน
หมายความว่ามีความตั้งใจไว้
จะบำเพ็ญบารมีก็เอาปณิธานหรือความตั้งใจมั่นนั้นมาเป็นเครื่องนำตัวเอง
ทำให้เกิดพลังในการที่จะทำความดี ทำความดีแน่วแน่ ทำความดีไม่ท้อถอย
แล้วท่านก็ทำความดีเต็มที่
เพราะฉะนั้นเราจะว่าทำความดีหย่อนก็ไม่เชิงเพราะท่านทำจริง ๆ ไม่ย่อหย่อน
แต่การที่ไม่ย่อหย่อนนั้นมีความไม่สมบูรณ์ในตัว คือท่านจะต้องอยู่ด้วยปณิธาน
ที่ท่านทำไปนั้นทำไปด้วยปณิธาน ท่านตั้งปณิธานไว้ว่า
ท่านจะทำความดีอันนี้ท่านก็ทำไปใหญ่เลย มีความมั่นคงเด็ดเดี่ยวในการกระทำนั้น
แต่เรียกว่าทำด้วยปณิธาน
ตอนนี้มาดูพระอรหันต์มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ท่านทำความดีด้วยอะไร
อะไรเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทำความดี โยมตอบได้ไหม? ไม่ใช่ด้วยปณิธาน
ลักษณะที่สำคัญของพระอรหันต์ท่านเรียกว่าเป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนแล้ว
หมายความว่าตัวเองได้เข้าถึงจุดหมายแล้ว เข้าถึงประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาตนแล้ว เข้าถึงนิพพานแล้ว
พระอรหันต์เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนแล้ว
ไม่มีอะไรจะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป
จึงเป็นชีวิตที่เป็นอยู่และทำอะไรเพื่ออะไร ? ก็ทำเพื่อผู้อื่นอย่างเดียว ที่ทำอย่างนั้นทำด้วยอะไร ? เพราะเป็นธรรมชาติของท่านอย่างนั้น
เป็นธรรมดาของท่านเพราะท่านไม่มีอะไรที่ต้องทำเพื่อตัวเองแล้ว
ถ้าว่าให้ลึกซึ้งลงไป พระโพธิสัตว์ยังต้องทำเพื่อตัวเองนะ เพราะท่านยังต้องทำให้ตัวเองได้ตรัสรู้ จะต้องทำด้วยปณิธาน คือการตั้งความปรารถนาเพื่อตัวเองจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อตัวเองจะได้บรรลุพระนิพพาน แต่พระอรหันต์นั้นท่านบรรลุนิพพานแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว ไม่มีอะไรจะทำเพื่อตัวเองอีก จึงเป็นธรรมดาของท่านที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไปตามเหตุผลตามผล โดยไม่ต้องอาศัยปณิธาน
อันนี้เป็นความแตกต่างระหว่างพระโพธิสัตว์ กับ พระอรหันต์ ในการทำความดีประการที่หนึ่ง
ต่อไป ประการที่สอง
ความไม่สมบูรณ์ในการทำความดีของพระโพธิสัตว์
เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ยังไม่รู้แจ้งสัจธรรม
การทำความดีของท่านนั้น
จึงทำโดยยังไม่มีปัญญาสูงสุดที่รู้ธรรมแจ่มแจ้ง ความดีนั้นเป็นเรื่องของธรรม
แต่ผู้ที่จะประพฤติธรรมได้สมบูรณ์ จะต้องรู้สัจธรรม รู้ความจริงของธรรมชาติทั้งหมด
ทีนี้ความดีที่เรานำมาประพฤติปฏิบัตินั้น
ตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรม คือตัวความจริงในธรรมชาติในกฎธรรมชาติ
พระโพธิสัตว์ยังไม่รู้
ยังไม่เข้าใจถึงความจริงอันนั้น
แล้วท่านทำความดีได้อย่างไร ?
ท่านก็ทำตามที่รู้ที่เข้าใจยึดถือกันอยู่ในโลกในสังคมมนุษย์ในยุคนั้น
ๆ ที่ยึดถือว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีเป็นความดีอันนั้นท่านทำเต็มที่ ท่านให้ถึงที่สุดอย่างที่ไม่มีคนอื่นทำได้
ความดีในความหมายที่มนุษย์จะทำได้ทั่วไป พระโพธิสัตว์ต้องยอดเยี่ยมทำได้สูงสุด
จุดที่ไม่สมบูรณ์อยู่ที่ว่า
ท่านทำได้แค่นั้นแหละ
แค่เท่าที่มนุษย์รู้ว่าอะไรคือความดี
ท่านไม่ได้ทำด้วยปัญญาที่รู้แจ้งสัจธรรม ไ ม่เหมือนพระอรหันต์ ที่ท่านทำด้วยรู้แจ้ง มีปัญญาหยั่งถึงสัจธรรมด้วยความเห็นจริง
เห็นความสัมพันธ์ในกฎธรรมชาติ ด้วยปัญญาถ่องแท้
เรื่องที่ว่ามานี้
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักในพระพุทธศาสนา
ซึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เราควรจะมีความรู้เข้าใจ
ถ้าเรามีความรู้เข้าใจเป็นหลักอยู่อย่างนี้แล้ว เราจะไม่หวั่นไหว
เราจะวางตัวได้ถูกต้อง และเราก็จะเดินไปในทางสู่ความก้าวหน้าในหลักพระพุทธศาสนายิ่ง
ๆ ขึ้นไป
มิฉะนั้นแล้ว เราจะถูกดึงเฉออกไปจากหลักพุทธศาสนา จากหลักการที่ถูกต้อง
นอกจากหล่นจากพุทธศาสนาแล้ว ก็อาจจะแกว่งไกวไถลลงไปสู่ความเสื่อมได้
ขอให้เรามีศรัทธาที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยให้มีคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกาที่ดี ตั้งแต่ข้อ ๑
เริ่มต้นด้วยศรัทธาที่ถูกหลักพระศาสนา
เชื่ออย่างมีหลักการ มีเหตุผล ไม่งมงาย
มั่นในคุณพระรัตนตรัย เป็นต้น ไปจนกระทั่งข้อที่ ๓
ที่ยกมาพูดเป็นพิเศษว่าสัมพันธ์กับยุคนี้ คือ ไม่ตื่นข่าวมงคล หวังผลจากกรรม
ไม่หวังผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ดังที่กล่าวมาแล้ว