| ดินแดนแห่งคราบเลือดและน้ำตา |
จุดแตกหัก 4,000 ปี! "พระเจ้าองค์เดียวกัน" แต่ทำไมถึงแตกสายเลือด?
กษัตริย์ของมาเลเซียที่บังคับให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาอิสลาม - Pantip
บุคคลในหัวข้อของเจ้าของกระทู้ยกมานั้น
เป็นสุลต่านแห่งรัฐมะละกา
ส่วนประเทศมาเลเซียเพิ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งได้รวมเอาดินแดนของรัฐทางเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยามเข้าไปด้วย
แต่ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเขามักจะนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐสุลต่านมะละกา
เมื่อไหร่ก็ตามที่ มุสลิม มีอำนาจทางการเมือง
การญิฮาด ก็จะตามมา
เมื่อ "รัฐสุลต่าน" เกิดขึ้น ณ ที่ใด
สุลต่านองค์นั้น ย่อมบังคับใช้กฎหมายชาริอะห์ในการปกครองดินแดนของตนเอง
ผู้อยู่ใต้การปกครองที่ไม่นับถือศาสนาอิสลาม หรือ กาเฟร นั้น
ถือว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมายชาริอะห์ ย่อมถูกลงโทษ ตามกฎหมายชาริอะห์
อิสลามที่เข้ามาให้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้น
เป็น นิกายสุหนี่ มัซฮับ ซาฟีอี มาจากอินเดียตอนใต้ ซึ่งให้ผู้ปกครองมุสลิม
สามารถทำ ญิฮาด กับผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามได้เลย
สามารถนำเอาอัลกรุอ่าน ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ
มาบังคับใช้ได้ทันที เพราะเป็นผู้ได้รับชัยชนะทางการทหารและกุมอำนาจทางการเมืองแล้ว
กาเฟรผู้อยู่ใต้การปกครอง จึงมีทางเลือกแค่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
อพยพหนีไปอยู่ที่อื่น หรือ ตาย เท่านั้น
ดินแดนแห่งใดก็ตาม เมื่อกลายเป็น รัฐสุลต่าน
ซึ่งปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์ ก็จะเกิดการบังคับให้นับถือศาสนาอิสลามตามมา
ตามประวัติศาสตร์ อิสลาม
เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพ่อค้ามุสลิม มีการสร้างชุมชน และ หมู่บ้าน
ตามชายฝั่งทะเลตามเส้นทางการค้า
และทำการค้าขายกับโลกมุสลิมที่รุ่งเรืองทางฟากตะวันตก
จนสามารถสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
พร้อม ๆ กับการเพิ่มประชากรมุสลิม และสามารถยึดอำนาจทางการเมือง และการทหาร
ในดินแดนแห่งนั้นได้ จนกระทั่งสามารถตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง เป็น สูลต่าน
ได้ในที่สุด
บางครั้ง ราชา หรือ ผู้นำ
ในดินแดนแห่งนั้นต้องการค้าขายกับโลกมุสลิม ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม
เปลี่ยนการปกครองดินแดนของตนเองเป็น "รัฐสุลต่าน"
แล้วปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์
ซึ่งก็มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามกับคนผู้อยู่ภายใต้ปกครองตนเอง
จนจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามด้วย
การบังคับคนท้องถิ่นให้นับถือศาสนาอิสลามนั้น
เกิดขึ้นที่เกาะสุมาตรา ตอนบน ซึ่งตอนแรกพ่อค้ามุสลิมใช้เป็นที่จอดพักเรือค้าขาย
แต่งงานกับหญิงท้องถิ่น และอำนาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความมั่งคั่ง กระทั่ง
ราชาหรือผู้นำ ในดินแดนแห่งนี้ได้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม
และตั้งรัฐสุลต่านแห่งแรกปกครองดินแดนแห่งนี้ในคริสศตวรรษที่ 13 เรียกชื่อว่า
รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai ปัจจุบันคือ
จังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ไม่ว่าเศษฐกิจและการเมืองของรัฐสุลต่าน Samudera
- Pasai ขึ้นอยู่กับต่างชาติที่เป็นมุสลิมทั้งสิ้น
กฎหมายชาริอะห์ มัซฮับ ซาฟิอี
ที่บังคับใช้ในอินเดีย และถูกถ่ายทอดมายัง รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai บังคับให้คนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม
เมื่อถูกต่อต้าน มุสลิมก็สามารถทำสงครามศาสนา หรือ ญิฮาด ได้ตามอัลกรุอ่าน
ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ ดังนั้นเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14
มุสลิมก็สามารถควบคุมดินแดนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราไว้ได้
ปรเมศวร ที่ต่อมาเป็น
สุลต่านองค์แรกของรัฐสุลต่านแห่งมะละกา ซึ่งก่อตั้งในต้นศตวรรษที่ 15
ก็แต่งงานกับหญิงมุสลิมลูกครึ่งอาหรับ จากรัฐสุลต่าน Samudera - Pasai นี่เอง
มะละกา
ในขณะนั้นเป็นเมืองท่าที่ทำการค้ากับอินเดียที่เป็นมุสลิม
และมีทหารที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ทหารมุสลิมเหล่านี้เองเป็นผู้เสนอให้
ปรเมศวร แต่งงานกับหญิงมุสลิม เพื่อให้เขาได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหารมุสลิม และ
มีเครือข่ายการค้าขายกับมุสลิม ทำให้ ปรเมศวร เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม
ความขัดแย้งระหว่างปากีสถาน และอินเดีย
บนดินแดน แคชเมียร์ มีมาอย่างเนิ่นนาน
แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น
เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่สิบเก้า
หลังจากที่อังกฤษรุกรานซิกข์ และได้รับชัยชนะในปี 1846
แทนที่อังกฤษจะปกครองดินแดนด้วยตนเอง กลับให้อำนาจการปกครองกับชาวฮินดู ในฐานะ “มหาราชา”
ในยุคจักรวรรดิอังกฤษ
แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นหนึ่งใน 560
รัฐที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ ในการประกาศเอกราช
ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับสิทธิเลือกที่จะอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง
ระหว่าง อินเดียและปากีสถาน โดยต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและศาสนาของประชากรที่อาศัยอยู่
ณ ที่นั้น
มหาราชา ฮาริ สิงห์ โดกรา (Hari Singh
Dogra) ผู้ครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ขณะนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้
เนื่องจากตัวพระองค์นับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้น
มหาราชาจึงไม่ตัดสินใจที่จะรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่กลับลงนามในข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว กับ
ปากีสถาน
เพื่อที่ประชาชนในแคว้นยังสามารถทำการค้า
การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อสื่อสารกับประชาชนของปากีสถานได้
ขณะที่แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงใดๆ กับประเทศอินเดีย
ในเดือนตุลาคม ปี 1947 ชนเผ่าปัชตุน (Pashtun)
จากชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานเข้ารุกรานแคว้นแคชเมียร์ นอกจากนั้น
ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแคว้น
เพื่อต่อต้านกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานในความพยายามจะรวมเข้ากับปากีสถาน จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้มหาราชา ฮาริ สิงห์ ตัดสินใจนำแคว้นชัมมู
และแคชเมียร์เข้าร่วมกับอินเดีย
โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านกำลังพลและอาวุธจากอินเดีย
ภายหลังจากที่มหาราชา ฮาริ สิงห์
ลงนามในการส่งมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) กับ
วี พี เมนอน ผู้แทนนายกรัฐมนตรี ชวาฮาร์ลัล เนหรุ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1947
ในเช้าวันต่อมา (27 ตุลาคม) กองกำลังอินเดียเคลื่อนพลทางอากาศเข้าสู่กรุง Srinagar
หรือศรีนคร เมืองใหญ่ที่สุดในแคชเมียร์ นับตั้งแต่นั้นมา ความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน
ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี
แคว้นชัมมูและแคชเมียร์
เป็นต้นตอขอข้อพิพาทในภูมิภาคเอเชียใต้ตลอดมานับตั้งแต่อังกฤษคืนเอกราชให้ดินแดนจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ
และเป็นชนวนเหตุสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึง 4 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1947-1949
หรือที่เรียกว่า “The First Kashmir War” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปี 1947
ปากีสถานให้การสนับสนุนวาร์ซิรี (Warxiri) และมาอูซุด (Mausud) นำทหารชาวเขาจากชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
โดยอ้างว่ามาทำการปลดปล่อยชาวแคชเมียร์จากมหาราชา ฮาริ สิงห์
และสามารถยึดครองดินแดนได้ถึง 1 ใน 3 ของแคว้น
ทำให้มหาราชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดีย
เยาหะราล เนห์รู นายยกรัฐมนตรีขณะนั้น
ตัดสินใจส่งทหารบกลำเลียงทางอากาศลงที่ศรีนคร (เมืองหลวงแคชเมียร์) เมื่อวันที่ 27
ตุลาคม ค.ศ. 1947 เวลา 09.00 ได้ทันก่อนที่ปากีสถานจะเข้ายึดสนามบิน
เกิดการปะทะกันหลายครั้ง หลังจากนั้น
รัฐบาลอินเดียยื่นประท้วงต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ซึ่งองค์การสหประชาชาติมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1949
โดยกำหนดแนวหยุดยิง (Line of Control) แบ่งแคชเมียร์ตะวันออก ชัมมู
และลาดัคห์ เป็นเขตยึดครองของอินเดีย ส่วนแคชเมียร์ตะวันตก (ปากีสถาน เรียกว่า
“อาซัค” หมายถึงแคชเมียร์) เป็นเขตยึดครองของปากีสถาน
ครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1965-1966
หรือที่เรียกว่า “The Second Kashmir War” สงครามแคชเมียร์ครั้งที่ 2
เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 เมื่อปากีสถานส่งกำลังทหารเข้าโจมตี Runn
of Kachehh โดยอ้างว่าเป็น “วันปลดปล่อยแคชเมียร์” (Kashmir
Revolt Day) ซึ่งตรงกับการฉลองครบรอบ 12 ปีที่เชค
อับดุลลาห์ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพชาวแคชเมียร์ถูกจับกุม
ปากีสถานส่งหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธทันสมัยรุกเข้ายึดศรีนคร
ทำลายสถามบินปาธาน-กฏอดัมขปูร์ และฮัลวารา พร้อมทั้งส่งกำลังพลร่มเข้าสู่ปัญจาบ
รัฐบาลอินเดียได้ยื่นประท้วงสหรัฐอเมริกา
กล่าวหาปากีสถานใช้อาวุธทันสมัยละเมิดแนวหยุดยิง รุกรานแคชเมียร์ในเขตยึดครองอินเดีย
สหรัฐฯ จึงได้ระงับการขายอาวุธให้ปากีสถาน
ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1965 และประกาศวางตัวเป็นกลาง อินเดียส่งกำลังทหารตอบโต้
สามารถยึดดินแดนกลับคืนมาได้ และรุกคืบหน้าใกล้ถึงเมืองละฮอร์ (Lahore) ของปากีสถาน
จนทำให้ปากีสถานต้องยอมหยุดยิงและเจรจาสงบศึก (The Tashkent Declaration) เมื่อ
ค.ศ. 1966 ที่เมือง Tashkent
ครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1971
เป็นสงครามที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับแคชเมียร์
แต่เกี่ยวพันกับสงครามการแยกตัวของปากีสถานตะวันออก หรือ บังคลาเทศในปัจจุบัน (Bangladesh
Liberation War) ดินแดนทางทิศตะวันออกของปากีสถานซึ่งประชากรส่วนใหญ่เชื้อสาย
Bengali ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถาน ด้วยเหตุความรุนแรงในวงกว้างที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้อพยพชาว Bengali หลายล้านคนหนีตายมายังประเทศอินเดีย ในครั้งนั้น
อินเดียร่วมกับกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังคลาเทศ (Mukti
Bahini หรือที่รู้จักกันในนามของ “Freedom
Fighter”) สามารถเอาชนะกองกำลังปากีสถาน ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดประเทศบังคลาเทศ
ครั้งที่ 4
สงครามคาร์กิล ระหว่างวันที่ 26
พฤษภาคม – 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 หรือที่เรียกว่า “Kargil War” ปากีสถานเปลี่ยนยุทธวิธีการรบจากการใช้กำลังเผชิญหน้ามาเป็นการใช้ยุทธวิธีในการทำให้อินเดีย
Bleed through a thousand cuts เหมือนกับที่ปากีสถานได้ทำกับอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน
และในที่สุดโซเวียตก็พ่ายแพ้
ปากีสถานใช้นักรบศักดิ์สิทธ์ของพระผู้เป็นเจ้า
หรือ “Jihad” ต่อสู้กับพวกนอกศาสนา
คือ อินเดีย โดยเปิดค่ายผู้ก่อการร้ายในเขตแคชเมียร์ของปากีสถาน ในสงครามครั้งนี้ แม้อินเดียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่อินเดียพบกับความสูญเสียมหาศาล ทหารอินเดียหลายกองพันต้องสังเวยชีวิต ส่วนปากีสถานสามารถเรียกร้องให้นานาชาติหันมาสนใจปัญหาแคชเมียร์ได้ในระดับหนึ่ง
ช่วงกลางศตวรรษที่ 20
ได้มีสัญญาณแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2
ประเทศมีวี่แววว่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
ทั้งสองประเทศต่างเปิดการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง
และได้มีการเปิดเส้นทางรถโดยสารระหว่าง 2 ฝากฝั่งแคชเมียร์ในปี 2005 ขณะที่ในปี
2006 ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟและเส้นทางการค้าหลังจากปิดมา 60
ปีตรงบริเวณรอยต่อแบ่งเขตการปกครองแคชเมียร์ของอินเดียและปากีสถาน
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายที่กรุงมุมไบในเดือนพฤศจิกายนปี
2008 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเริ่มย่ำแย่ลงอีกครั้ง อินเดียได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ 2
ฉบับไปยังปากีสถาน
เพื่อประท้วงที่ปากีสถานไม่อาจหยุดผู้ก่อการร้ายที่อาศัยอยู่ในประเทศตนได้
เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019
จากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเขตพูลวามา ซึ่งเป็นดินแดนแคชเมียร์ในส่วนที่อยู่ในการควบคุมของอินเดีย
ทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังตำรวจกึ่งทหารเสียชีวิต 46 นาย
นับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ไร้วัตถุขาดศาสนวัตถุก็ว่างเปล่าโบ๋เบ๋ เปรียบเหมือนคนไม่มีร่างกาย มีแต่วิญญาณ แต่ไม่รู้อยู่ไหน
ชาวพุทธบ้านเราบางคนบางกลุ่ม แอนตี้วัตถุ สร้างวัดสร้างโบสถ์กันทำไมใหญโตสิ้นเปลืองเปล่าๆ มันไม่ใช่ธรรมะว่า วัตถุก็ธรรมะ คงเคยได้ยินแต่ไม่ฉุกคิด วัตถุธรรม, รูปธรรม ลองคิดดูสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเลย ไม่มีศาสนวัตถุที่บ่งว่าเป็นเอกลักษณ์พุทธ คนรุ่นต่อๆมาจนถึงรุ่นเราเนี่ยจะดูพุทธจากอะไร ... วัดก็ไม่มี โบสถ์ก็ไม่มี เจดีย์ก็ไม่มี ประเพณีก็ไม่มี เราจะดูจากอะไร
สัญลักษณ์พุทธสร้างให้เกลื่อนเมืองเหมือนพม่าได้ประโยชน์ทั้งทางจิตใจ ทั้งเป็นแหล่งชื่นชมของชนต่างชาติศาสนานำเงินตราเข้าประเทศ ศาสนาอื่นๆเขาก็มีวัตถุใหญ่โตโอฬาร เคยนึกถึงประเด็นนี้ไหม
ถาวรวัตถุ สิ่งของที่มั่นคง ได้แก่ ของที่สร้างด้วยอิฐ ปูน หรือโลหะ
เช่น โบสถ์ เจดีย์
วิหาร เป็นต้น
- หลักฐานยืนยัน อิสลามวางแผนในการขยายประชากรมุสลิมในประเทศไทยและสร้างมัสยิดให้ครบทุกจังหวัดของไทยพูดในงาน อีสานขาว ปี 2559 👇
ปราสาทนครวัด กัมพูชา
นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นหมู่ปราสาทในประเทศกัมพูชาและเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยพื้นที่รวมกว่า 162.6 เฮกเตอร์ (1.6 ล้านตารางเมตร ซึ่งเท่ากับ 402
เอเคอร์)
แรกเริ่มนั้นสร้างขึ้นเป็นเทวลัยในศาสนาฮินดูเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุ
ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัดในศาสนาพุทธในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12
นครวัดสร้างขึ้นในช่วงต้นของคริสศตวรรษที่ 12
โดยพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 แห่งเมืองยโสธรปุระ
(ในปัจจุบันคือเมืองพระนคร) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเขมร
สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเทวลัยประจำรัฐและเป็นสุสานฝังพระศพ
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการนับถือในลัทธิไศวนิกายของกษัตริย์องค์ก่อนๆ
เหตุเพราะนครวัดนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุแทนที่จะเป็นพระศิวะ
และเนื่องจากเป็นปราสาทที่ได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุดในบริเวณที่ตั้งโดยรอบ
นครวัดจึงเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่ยังคงความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง
โดยนครวัดถือจุดสูงสุดของรูปแบบการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรแบบดั้งเดิม
และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา มีการปรากฏอยู่บนธงชาติ
และได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชาที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว
บริกรรม
1. (ในคำว่า “ถ้าผ้ากฐินนั้นมีบริกรรมสำเร็จดีอยู่”) การตระเตรียม, การทำความเรียบร้อยเบื้องต้น เช่น ซัก
ย้อม กะ ตัด เย็บ เสร็จแล้ว 2.
สถานที่เขาลาดปูน ปูไม้ ขัดเงา หรือชักเงา โบก ปูน ทาสี เขียนสี แต่งอย่างอื่น
เรียกว่าที่ทำบริกรรม ห้ามภิกษุถ่มน้ำลาย หรือ นั่งพิง 3. การนวดฟั้น ประคบ
หรือถูตัว 4.
การกระทำขั้นต้นในการเจริญสมถกรรมฐาน คือ
กำหนดใจโดยเพ่งวัตถุ หรือ นึกถึงอารมณ์ที่กำหนดนั้น ว่าซ้ำๆ
อยู่ในใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทำใจให้สงบ
5. เลือนมาเป็นความหมายในภาษาไทย
หมายถึง ท่องบ่น, เสกเป่า
จากที่มั่นใจว่าจะยึดให้ได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมง จนไม่เหลือความมั่นใจ คู่แข่งก้าวหน้าพัฒนาอาวุธ แต่ตัวเองก็ยังมีเดิมๆ
สถานทูตฯ ประกาศ ถึงคนไทยในรัสเซีย เตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
รัสเซียรัวถล่มต่อเนื่อง! ยูเครนสังเวยพุ่ง 22 ศพ-เจ็บนับร้อย กว่า 40,000 คนหนีตาย
ดินแดนแห่งคราบเลือดและน้ำตา จุดแตกหัก 4,000 ปี! "พระเจ้าองค์เดียวกัน" แต่ทำไมถึงแตกสายเลือด?