วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ภาวนา ๔

  ภาวนา


๑. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ, การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ)

๒. สีลภาวนา (การเจริญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน)

๓. จิตตภาวนา (การเจริญจิต, พัฒนาจิต, การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น)

๔. ปัญญาภาวนา (การเจริญปัญญา, พัฒนาปัญญา, การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทําจิตใจให้เป็นอิสระ ทําตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา)

ในบาลีที่มา ท่านแสดงภาวนา ๔ นี้ ในรูปที่เป็นคุณบทของบุคคล จึงเป็น ภาวิต ๔ คือ ภาวิตกาย ภาวิตศีล ภาวิตจิต ภาวิตปัญญา (ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว) บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็นพระอรหันต์


💥

กัตตุกัมยตาฉันทะ ความพอใจคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทํา, ความต้องการที่จะทำ ได้แก่ ฉันทะที่เป็นกลางๆ ดีก็ได้ ชั่วก็ได้ แต่โดยทั่วไปหมายถึงฉันทะที่เป็นกุศล คือกุศลฉันทะ หรือธรรมฉันทะ ต่างจากกามฉันทะที่เป็นแต่ฝ่ายอกุศล




เมื่อจบการศึกษา คนก็พัฒนาเป็น ภาวิต

เมื่อจบการศึกษา คนก็พัฒนาเป็น “ภาวิต”



ดังที่ว่าแล้ว หน้าที่ต่อมรรค ได้แก่ ภาวนา แปลว่า พัฒนา หรือเจริญ คือ ลงมือทำ ปฏิบัติ จึงมีคำที่เรียกรวมว่า “มรรคภาวนา

เพื่อช่วยให้มรรคภาวนา คือการพัฒนากระบวนชีวิตนี้ก้าวหน้าไปอย่างดีที่สุด ก็จึงจัดตั้งระบบการศึกษาที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” ขึ้นมา

เมื่อการศึกษาได้ผลดี มรรคภาวนาดำเนินไปสำเร็จสมบูรณ์ ก็ทำให้บุคคลนั้นๆ เป็น “ภาวิต” คือเป็นคนที่พัฒนาแล้ว แยกเป็น ๔ ด้าน คือ

๑. ภาวิตกาย มีกายที่พัฒนาแล้ว คือมีความสัมพันธ์ดีต่อสิ่งแวดล้อมด้านธรรมชาติและวัตถุธรรม รู้จักชื่นชมรมณีย์ ดูเป็นฟังเป็น กินเป็น ใช้เป็น

๒. ภาวิตศีล ศีลที่พัฒนาแล้ว คือมีความสัมพันธ์ที่ดีงามเกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม อยู่กันด้วยไมตรี ไม่เบียดเบียน ช่วยเหลือกัน

๓. ภาวิตจิต มีจิตใจที่พัฒนาแล้ว คือมีคุณภาพจิตดี มีคุณธรรม จิตใจเข้มแข็ง เช่น พากเพียร อดทน มีสติ มีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ

๔. ภาวิตปัญญา มีปัญญาที่พัฒนาแล้ว คือมีความรู้เข้าใจเข้าถึงสัจธรรม ที่ทำจิตใจให้เป็นอิสระ รู้จักใช้ปัญญาแก้ปัญหา และทำการให้สำเร็จ

เอาการฝึกจากข้างนอกเข้าไปขับเคลื่อนกระบวนชีวิตข้างใน

พัฒนามรรคาชีวิต ด้วยการศึกษาที่สอดคล้อง


- เอาการฝึกจากข้างนอกเข้าไปขับเคลื่อนกระบวนชีวิตข้างใน


ได้บอกแล้วว่าต้องรู้หลักกิจในอริยสัจ และปฏิบัติต่ออริยสัจแต่ละอย่างนั้นๆ ให้ถูกต้อง ทุกข์บอกว่าต้องจับให้ได้ว่าเป็นทุกข์อะไรอย่างไร สมุทัยบอกว่าต้องทำให้หมดเหตุสิ้นปัจจัย นิโรธบอกว่าต้องทำให้สำเร็จโดยหักปัจจัยให้ได้ แล้วมรรคก็ปฏิบัติตั้งแต่วินิจฉัยจับทุกข์ให้ได้ และเมื่อรู้เหตุปัจจัยของมัน รู้จุดที่ต้องแก้ไขแล้ว ก็ลงมือทำให้สำเร็จผลไปตามนั้น

ท่านเปรียบไว้เหมือนแพทย์จะบำบัดโรครักษาคน เริ่มต้นต้องวินิจฉัยจับให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร แล้วสืบค้นให้ได้ว่าเชื้อหรือตัวการก่อโรคคืออะไร แล้วการบำบัดจะสำเร็จหายโรคได้อย่างไร เช่นด้วยการให้ยาพวกไหน ผ่าตัดที่จุดใด จากนั้นก็ถึงมรรคคือดำเนินปฏิบัติการในการบำบัดรักษา จะสั่งยาอะไรๆ เท่าไร จะผ่าตัด จะทำกายภาพบำบัด ฯลฯ ก็ดำเนินกันไป

บอกแล้วว่า อริยสัจ ๓ ข้อแรกเป็นเรื่องของหลักของกระบวนของธรรมชาติ เราจะให้มันเป็นไปตามนั้น มนุษย์ก็ต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติตามมรรค มรรคจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ โดยที่ว่าเมื่อเรารู้หลักรู้กระบวนใน ๓ ข้อแรกนั้นแล้ว เราก็สามารถมาจัดวางเป็นระบบปฏิบัติการในการทำให้สำเร็จได้อย่างดีที่สุด พระพุทธเจ้าก็คือทรงรู้หลักรู้กระบวนของธรรมชาติที่นำมาเรียกว่าอริยสัจ ๓ ข้อนั้นชัดแจ้งแล้ว จึงทรงจัดวางระบบกระบวนวิธีปฏิบัติเรียกว่ามรรค เป็นอริยสัจข้อที่ ๔ ขึ้นมา

ตามหลักกิจในอริยสัจนี้ หน้าที่ของเราต่อมรรค คือ “ภาวนา” ที่แปลว่า พัฒนา คือลงมือทำ ปฏิบัติ ทำให้เจริญเพิ่มพูนก้าวหน้าไป โดยมุ่งเป้าใหญ่ไปที่ทุนปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ตัวนำกระบวนชีวิต ที่พูดไปแล้ว

ทีนี้มรรคนั้น เป็นกระบวนชีวิต เป็นเรื่องการเจริญพัฒนาภายในชีวิตของแต่ละคน ตั้งต้นแต่พัฒนาสัมมาทิฏฐิอย่างที่ว่าแล้ว

แต่มนุษย์นี้ ด้วยปัญญานี่แหละ ก็รู้จักที่จะจัดการจากภายนอกมาช่วยให้คนพัฒนากระบวนชีวิตข้างในด้วย

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ในการที่คนจะพัฒนาปัญญาของเขานั้น คนอื่นก็มาช่วยให้เขาพัฒนาตัวของเขาได้ เป็นการจัดการจากภายนอก เหมือนกับมาป้อนอาหารให้ แต่ที่จริงก็คือเขาต้องเคี้ยวต้องกลืนอย่างน้อยต้องย่อยเอง และแม้แต่ที่มาป้อนให้นั้น ก็เป็นการมาช่วยให้ฝึกตัวให้หัดตักกินเองได้ต่อไป

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ

๑. ปัจจัยภายนอก: ปรโตโฆสะ "เสียงจากผู้อื่น" เช่น ครูอาจารย์ สื่อที่ดี กัลยาณมิตร มาบอกเล่า แนะนําบรรยาย อธิบาย ให้ฟังข่าวสาร

๒. ปัจจัยภายใน: โยนิโสมนสิการ “ทำในใจโดยแยบคาย” รู้จักคิดรู้จักพิจารณา เช่น คิดวิเคราะห์แยกแยะ คิดค้นสืบสาวเหตุปัจจัย

ปัจจัยภายนอกก็มาเชื่อมโยงกับปัจจัยภายในได้ด้วย อย่างใน ๒ ข้อนี้ ครูอาจารย์ กัลยาณมิตร ก็มาแนะนำสอนบอกวิธีให้คนนั้นๆ ฝึกตัวให้รู้จักคิดรู้จักโยนิโสมนสิการ นี่คือปัจจัยภายนอกมาช่วยชักนำเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจัยภายใน

การประสานปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอก การที่คนอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น คำสอนคำบอกเล่า ชักนำ หรือรู้จักใช้ปัจจัยภายนอกเป็นเครื่องนำในการฝึกตนของเขา ที่จะทำให้กระบวนชีวิตของตน พัฒนาขึ้นไปนี้ เรียกว่าเป็น “สิกขา” คือการศึกษา การเรียนรู้ การฝึกการหัด

พระพุทธเจ้าทรงใช้ความรู้ในการพัฒนามรรค มาจัดตั้งวางระบบสิกขาคือการศึกษานั้นขึ้น โดยสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาชีวิตของคน ที่มี ๓ แดน คือ ปัญญา พฤติกรรมแห่งศีล และจิตใจหรือสมาธิ แต่ในสิกขานี้ ทรงลำดับใหม่ เป็นพฤติกรรมแห่งศีล จิตใจหรือสมาธิ และปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา คือ การศึกษา ๓ ด้าน

เป็นอันว่า กระบวนมรรค มี ๓ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ/จิตใจ

ระบบสิกขา มี ๓ คือ ศีล สมาธิ/จิตใจ ปัญญา


ทำไมจึงลำดับใหม่ แทนที่จะเริ่มที่ปัญญา กลายเป็นเริ่มที่ศีลคือด้านพฤติกรรม นี่คือว่า มรรคซึ่งเป็น กระบวนชีวิตในตัวคนก็เป็นของมันอย่างนั้น ดังได้บอกแล้วว่ามรรคคือกระบวนชีวิตเริ่มด้วยปัญญา สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ แล้วกระบวนก็ดำเนินไปตามธรรมดาแห่งธรรมชาติของมัน

แต่การศึกษานี่เป็นการจัดการของคน ที่ทำจากข้างนอกเข้าไป ซึ่งต้องดูให้เหมาะว่าจะทำอะไร อย่างไรที่จะไปขับเคลื่อน ไปหนุนไปดุนไปดันให้กระบวนชีวิตนั้นพัฒนาไปอย่างได้ผลดี บางทีก็ไปเสริมไปซ่อมเป็นจุดเป็นตอน มันเหมาะกันหรือต้องการตรงไหน ก็ไปจัดการตรงนั้น

เรื่องระบบสิกขา/การศึกษานี้ จะพูดอีกยาวข้างหน้า ในที่นี้จะพูดแค่พอเห็นลักษณะทั่วไปของไตรสิกขา ที่ต่างออกไปจากมรรค แต่มาจัดแต่งเสริมเติมมรรคนั้นให้สมบูรณ์ โดยจัดให้คนศึกษาเพื่อพัฒนามรรคของเขา

- สิกขาเป็นการจัดการจากข้างนอก:

• เอาวินัย ที่เป็นกำหนดข้อสิกขา (สิกขาบท) เป็นกฎ เป็นกติกา ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาศีล

• เอากรรมฐาน (สิ่งหรือเรื่องที่เอามาให้ใจทำงาน) ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาสมาธิจิต

• เอาอุเทศนิเทศปริปุจฉาสากัจฉาปัญหาวิจัย ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาปัญญา

- สิกขาเริ่มต้นที่ศีล คือพฤติกรรมกายวาจา ที่แสดงออกภายนอก เป็นส่วนที่ปรากฏในการดำเนินชีวิต และไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่น ที่นอกตัว ที่แวดล้อม คือทางสังคม และทางกายภาพ ซึ่งจำเป็นสำหรับการที่จะมีชีวิตอยู่ให้รอดให้ดี จึงจำเป็นต้องรีบจัดการให้เป็นไปด้วยดี ให้เร็วไวทันการแต่เริ่มต้น

- ในเรื่องพฤติกรรมนี้แหละ เมื่อคนมีชีวิตเป็นอยู่ ก็จำเป็นต้องมีพฤติกรรม พอแสดงพฤติกรรม ตอบสนองอะไรอย่างไร โดยเร็วไว ก็จะเกิดเป็นพฤติกรรมเคยชิน ซึ่งติดตัวไปเรียกได้ว่าตลอดชีวิต การศึกษาจึงรีบเข้ามานำพาจัดการในการฝึกหัดหรือชวนให้ทำในทางที่จะมีพฤติกรรมเคยชินที่ดีไปแต่ต้น เฉพาะอย่างยิ่งด้วยการฝึกวินัย ซึ่งจะทำให้ได้เป็นศีลคือเป็นปกติประจำตัวอย่างนั้น และเมื่อออกไปแพร่ในสังคม ก็เป็นวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะความเจริญหรือไม่ของสังคมนั้น

- เรื่องของศีลที่ปรากฏตามพฤติกรรมทางกายวาจาการหาเลี้ยงชีพนี้ เทียบกับเรื่องจิตใจ และปัญญา ก็เป็นของหยาบ ปรากฏ มองเห็นง่าย และจัดการได้สะดวกกว่า และในเวลาที่เราจัดการกับพฤติกรรมนี้ ก็เป็นธรรมดาตามกระบวนการของชีวิต ที่องค์ฝ่ายจิตใจ และองค์ฝ่ายปัญญา ก็ย่อมทำงานหรือดำเนินไปด้วย เราก็จึงใช้การฝึกพฤติกรรมนี่แหละ เป็นสื่อให้ได้ฝึกจิตใจ และฝึกปัญญาไปด้วยกัน เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาที่จะต้องให้รู้เข้าใจพฤติกรรมหรือเรื่องที่ฝึกนั้น และถ้าจะฝึกศึกษาให้ได้ผลดี ก็เน้นโดยตระหนักไว้ด้วยให้ฝึกศึกษาด้วยความรู้เข้าใจไม่เพียงเรื่องที่พูดที่ทำ แต่รู้เข้าใจเหตุผล ความมุ่งหมาย เป็นต้น ของกรณีนั้นๆ ให้ได้อย่างดี ก็จะเป็นการพัฒนาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นตัวนำกระบวนชีวิต ตรงจุดหัวใจของการพัฒนา ก็จะเป็นการศึกษาที่สมชื่อแท้จริง

- พฤติกรรมที่เป็นเรื่องของศีลนี้ ดังว่าแล้ว เป็นเรื่องออกมาข้างนอก เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมดี อยู่ร่วมสังคมได้ดี เกื้อกูลกัน ตั้งแต่ไม่มีความหวาดระแวงภัยและความเดือดร้อนใจมารบกวนเป็นต้นไป ก็เป็นพื้นฐานให้แก่การพัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญา และให้โอกาสแก่การพัฒนาจิตใจ และพัฒนาปัญญานั้น เช่นจิตใจน้อมไปสู่ความสงบ ประณีตขึ้น พร้อมที่จะมีความสุข มีเวลามีโอกาสมีความพร้อมมากขึ้นที่จะคิดค้นคว้าไตร่ตรองเรื่องราวและทำการที่จะให้ปัญญาได้พัฒนา

- เมื่อเป็นเรื่องที่คนจัดการได้ ไม่ใช่ต้องไปในกระบวนตามลำดับอย่างในมรรค สิกขาคือการศึกษาดูว่า ตรงไหน ส่วนไหนหย่อน อ่อนไป บกพร่อง หรือควรจะให้เข้มคมพิเศษ ก็ไปจัดการซ่อมเสริม เติมแต่ง เน้นการฝึกการทำให้เข้มแข็งมั่นคงเป็นจุดเป็นส่วนเป็นแห่งๆ ไป ก็ได้

- ในแดนของจิตใจและปัญญา เอาเป็นว่ายังไม่ต้องพูดถึง แต่แง่หนึ่งที่ควรเน้นไว้ คือ ที่จัดแดนจิตใจไว้ก่อนปัญญานั้น เพราะจิตใจเป็นที่ทำงานของปัญญา จึงเน้นการฝึกเตรียมจิตใจให้พร้อมดีที่สุดสำหรับการทำงานของปัญญา เช่น ให้เป็นสมาธิมีจิตที่สงบใส ปัญญาจะได้มองเห็นชัดเจน ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรบัง ให้เป็นจิตที่มีตัตรมัชฌัตตุเบกขา คือใจลงตัวกับทุกสิ่งมองดูนิ่ง ให้ปัญญาเห็นชัดเต็มที่ตรงตามที่มันเป็นไม่เอนเอียง ไม่ขาดไม่เกิน

เรื่องสิกขาคือการศึกษา ขอพักไว้แค่นี้ก่อน


กระบวนการดำเนินชีวิตที่ดี เริ่มด้วยมีปัญญานำหน้ากระบวน

 - กระบวนการดำเนินชีวิตที่ดี เริ่มด้วยมีปัญญานำหน้ากระบวน



มรรคที่เป็นการพัฒนาชีวิตบนฐานแห่งความจริงของกฎธรรมชาตินั้น ดำเนินไปตามกระบวนปัจจยาการฝ่ายนิโรธ ที่ตั้งต้นว่า “อวิชฺชาย...นิโรธา สงฺขารนิโรโธ” คือดับอวิชชา นี่คือกระบวนการดับทุกข์ปลอดไร้ปัญหาดำเนินไปด้วยการพัฒนาปัญญายิ่งขึ้นไป จนอวิชชาดับหาย กลายเป็นมีวิชชา เข้าถึงภาวะที่ทุกข์สลาย ปัญหาหายหมดไป ดังนั้น มรรคจึงเริ่มด้วยปัญญา และปัญญาเริ่มแรกนั้นก็ต้องการให้มีพอเป็นทุนตั้งต้น

ปัญญาที่เป็นทุนของแต่ละคนนั้น เรียกว่า “ทิฏฐิ” (แปลว่า การมองเห็น, ปัญญาเท่าที่มีอยู่รู้เข้าใจ มองเห็นอะไรๆ) คือ บุคคลนั้นมีความรู้ความเข้าใจอะไรอย่างไรแค่ไหน ความรู้ความเข้าใจเท่าที่เขามีนั้น ก็ลงตัวเป็นความเห็น ความเชื่อ เป็นความยึดถือ เป็นหลักการที่ยึดถือไว้ เรียกได้ว่าเป็นข้อสรุป หรือเป็นผลรวมแห่งความรู้ความเข้าใจของเขา หรือปัญญาเท่าที่มีที่ถึงในเวลานั้น เรียกสั้นๆ ว่า ทิฏฐิ ซึ่งเชื่อถือยึดถือมองเห็นอย่างนั้น ได้แค่นั้น แล้วทิฏฐินั้นก็จะเป็นตัวนำในกระบวนการดำเนินชีวิตของเขา

เมื่อบุคคลมีปัญญารู้เข้าใจเป็นทิฏฐิที่มองเห็นแค่ไหนอย่างไร เขาก็ คิดการ ดำริเรื่องราวต่างๆ เรียกว่า “สังกัปป์” ไปตามทิฏฐิ ในแนวทางของความเชื่อความยึดถือเข้าใจมองเห็นอย่างนั้น และได้แค่นั้น จะเรียกว่าคิดสนองทิฏฐิ ก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็สามารถทำให้สังกัปป์คิดแผกผันในทางที่ย้อนกลับมา ปรับแก้แปรเปลี่ยนทิฏฐิได้ (ตัวทำงานหรือวิธีการจัดการกับความคิดที่ควรใช้ให้มาก ได้แก่ โยนิโสมนสิการ)

๒ อย่าง คือ ทิฏฐิ และสังกัปป์ (“สังกัป” ก็ได้) นี้ เป็นพวก ปัญญา

เมื่อคนสังกัปป์ ดำริ คิดการอะไร อย่างไร เขาก็จะแสดงออกมาสู่การปฏิบัติเป็นพฤติกรรม ด้วย “วาจา” เป็นการพูดจาปราศรัยบอกกล่าวเจรจา ด้วย “กัมมันตะ” เป็นการกระทำและทำการต่างๆ ทางกาย เช่น ใช้มือ เท้า ศีรษะ และด้วย “อาชีวะ” เป็นงานการหาเลี้ยงชีพ โดยเป็นไปตามสังกัปป์ ที่ออกมาจากทิฏฐิของเขา คือปัญญาวิสัยที่เขามีอย่างนั้นๆ

๓ อย่าง คือ วาจา กัมมันตะ และอาชีวะนี้ เป็นจำพวก ศีล

การทำงานของปัญญาก็ดี การที่คิดแล้วจะแสดงออกทำการทางกายวาจาอาชีวะก็ดี ต้องอาศัยจิตใจ เป็นแดนเป็นแหล่งดำเนินให้เป็นไป

ก็แลในจิตใจนี้ นอกจากตัวแกนนำในการคิดในการที่จะทำจะพูดอะไรๆ คือเจตนาที่ตั้งใจจำนงแล้ว ตัวที่เป็นแรงขับดันขับเคลื่อน หรือบางทีเรียกว่าแรงจูงใจ ก็คือความอยากความปรารถนาหรือความต้องการ ที่เรียกว่า “ฉันทะ” เมื่อคนสังกัปป์นั้น ความคิดการอะไรๆ ต่างๆ ก็จะดำเนินไปกับฉันทะที่ต้องการใครใฝ่ปรารถนาอย่างนั้นๆ

ฉันทะนั้น มี ๒ อย่าง คือ

๑. ตัณหาฉันทะ เรียกสั้นๆ ว่า ตัณหา คือความอยากให้ตัวตนได้เสพเสวยสนองรับการปรนเปรอ หรือได้เสริมขยายความยิ่งใหญ่ เช่นอวดโอ่โก้เก๋ เป็นข้อที่ไม่ควรให้เกิดให้มีขึ้น

๒. กุศลฉันทะ เรียกสั้นๆ ว่า ฉันทะ คือความอยากความพอใจให้คนนั้นๆ ให้สิ่งหรือสัตว์นั้นๆ อยู่ในภาวะที่ดีงามหมดจดสดใสเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของเขาของมัน และอยากทำให้เขาให้มันดีงามสมบูรณ์อย่างนั้น มีชื่อเต็มว่า “กัตตุกัมยตาฉันทะ” เป็นคุณธรรมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

ฉันทะที่อยู่ในใจดำเนินไปกับความคิดนี้ ดังที่บอกแล้วว่าเป็นแรงขับดัน หรือขับเคลื่อนต้นทางของความพยายาม คือ “วายามะ” ที่จะเดินหน้าก้าวไปในการคิดค้นพิจารณาไต่ตรองมองเหตุผลพูดจาชี้แจงแถลงความทำกิจทำการทั้งหลาย ซึ่งเป็นความแกล้วกล้ารุดหน้าบุกฝ่าไปไม่ระย่อท้อถอย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วิริยะ (ที่ท่านหนุนมากคือ พยายามในการละมิจฉาทิฏฐิ และทำปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิให้เต็ม)

ในการพยายามก้าวไปกับสังกัปในการคิดค้นพูดจาทำการนั้น ก็ต้องมีภาวะที่ใจตื่นพร้อม อยู่กับกิจอยู่กับงาน ไม่ใจลอยเผลอไผล ไม่พลาด ไม่หลงลืม จับได้ตามทันอยู่กับการที่ทำ อยู่กับเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้นๆ อันใดผิด-ร้าย ก็เลิก-ละ-กั้น-ยั้งได้ทัน อันใดถูก-ใช่ ก็จับไว้มั่น การเพียรพยายามจึงจะสำเร็จผล นี่คือมี “สติ

เมื่อมีสติ ใจตื่นพร้อม ทันต่อความเป็นไป ไม่เผลอไม่พลาด จับเรื่องรับงานไว้ให้แล้ว ก็ต้องมี “สมาธิ” คือภาวะที่ใจเป็นหนึ่งเดียว ตั้งมั่น มุ่งแน่ว อยู่ตัว ได้ที่ ซึ่งเอาคุณสมบัติเกี่ยวข้องที่เป็นกำลังพลตัวทำงานของจิตมารวมกันมั่นแน่มุ่งแน่วไปที่เรื่องที่งานนั้น กิจกรรมทุกอย่างของชีวิตจึงจะดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งคือสร้างโอกาสให้ปัญญาทำงาน จัดการกับสิ่งทั้งหลาย และพัฒนาไปได้อย่างดีที่สุด

๓ อย่าง คือวายามะ (รวมทั้งฉันทะที่เป็นตัวเริ่มนำหน้าของวายามะนั้น) สติ และสมาธินี้ เป็นพวก จิต (แต่นิยมเรียกด้วยชื่อว่า สมาธิ ที่ถือเป็นตัวแทน)

เป็นอันว่ามรรค (หรือปฏิปทา) คือทางดำเนินชีวิต หรือกระบวนชีวิตของคนนี้ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ คือ ทิฏฐิ สังกัปป์ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ และ สมาธิ จัดรวมเป็น ๓ พวกหรือ ๓ หมวด คือ ปัญญา ศีล และ จิต/สมาธิ

มรรคา ทางชีวิตนี้ ที่ดำเนินไปผิด ก็เป็นมรรคซึ่งมีองค์ประกอบ ๘ ที่ผิด เป็นมิจฉา เริ่มด้วยมีทิฏฐิ-ผิด เรียกว่ามีมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็มี มิจฉาสังกัปป์ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ และมิจฉาสมาธิ ถ้าดำเนินไปผิดอย่างนี้ มรรคก็เป็นมิจฉามรรค แต่นิยมเรียกว่า มิจฉาปฏิปทา

ทีนี้ ถ้ามรรคา ทางชีวิตนั้น จะดำเนินไปถูกต้อง ก็ต้องเป็นมรรคซึ่งมีองค์ ๘ ที่ถูกต้อง เป็นสัมมา เริ่มด้วยมีทิฏฐิ-ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แล้วก็มี สัมมาสังกัปป์ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ถ้าดำเนินไปถูกอย่างนี้ มรรคก็เป็นสัมมามรรค ที่นิยมเรียกว่า สัมมาปฏิปทา เรียกให้งามว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค (หรือ อริยอัษฎางคิกมรรค)

แน่นอนว่า เราต้องการมรรคที่เป็นสัมมาปฏิปทา เป็นทางชีวิตที่ถูกต้อง เป็นกระบวนสัมมามรรคของคน ที่ทำให้กระบวนปัจจยาการ นิโรธวารของธรรมชาติดำเนินไป

ดังได้บอกแล้วข้างต้น มรรคเริ่มด้วยปัญญา และปัญญาเริ่มแรกนั้นก็ต้องให้มีพอเป็นทุนตั้งต้น ที่นี้ปัญญาที่เป็นทุนของแต่ละคนนั้น เรียกว่า “ทิฏฐิ” และก็ได้บอกแล้วด้วยว่า กระบวนมรรคที่ถูกต้อง เป็น สัมมามรรค นั้น เริ่มต้นด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมา คือเริ่มต้นด้วย สัมมาทิฏฐิ

นี่คือจุดสําคัญ เพราะถ้าจุดเริ่มต้นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะตามมาด้วยสัมมาทั้งหลาย ตั้งแต่ สัมมาสังกัปป์ เป็นต้นไป รวมกันเป็นสัมมามรรค หรือสัมมาปฏิปทา ที่จะนำไปถึงจุดหมาย จึงต้องรู้ไว้เป็น บทนำว่า สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ ที่เป็นทุนเริ่มต้นนั้น คือทิฏฐิ ที่รู้เข้าใจยึดถือเชื่อถือมองเห็นตามหลักการว่าอย่างไร

พูดอย่างกว้างๆ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นถูกต้อง ก็คือความรู้เข้าใจมองเห็นตลอดจนเชื่อตาม หลักการของความเป็นเหตุเป็นผล ที่อ้างอิงความจริงของธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของปัจจยาการ และธรรมดาของไตรลักษณ์

จะพูดง่ายๆ รวมๆ ก็ได้ว่า สัมมาทิฏฐิ นั้น คือปัญญารู้เข้าใจเชื่อในหลักอริยสัจ ๔ (เพราะอริยสัจ ๔ ก็ คือระบบเหตุผล ที่นำเสนอกฎธรรมชาติแห่งปัจจยการ ดังที่ได้พูดมาแล้ว)

อย่างไรก็ตาม ในตอนเริ่มเข้าสู่มรรคานี้ ความรู้เข้าใจเชื่อถือ ชนิดที่เกื้อกูล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคม จำพวกความรู้ดีรู้ชั่ว เชื่อว่าบุญ-บาปมี เชื่อว่ากรรมดี-ชั่ว มีผลมีวิบาก เชื่อว่าทานมีผล เป็นต้น ก็เป็นทิฏฐิต้นทุน ที่จะช่วยให้ก้าวหน้าไปในมรรคได้ ท่านเรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นโลกีย์ เป็นความรู้ความเข้าใจที่ทำให้มองเห็นถูกต้อง (อยู่ในแนวทางของความเป็นเหตุเป็นผล ที่จะไปต่อเชื่อมกับความเข้าใจสภาวะและความเป็นไปตามเหตุปัจจัยได้) เข้าทางได้

เมื่อมีสัมมาทิฏฐิดังว่านี้แล้ว ก็นับว่ามีปัญญาต้นทุนที่จะเริ่มดำเนินก้าวไปได้ในมรรคาชีวิต ที่เป็นสัมมาปฏิปทา

จึงสรุปแสดงระบบของมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา พอเห็นรูปเค้า ดังนี้


   



   💥


ไตรลักษณ์ ลักษณะสามอาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓. อนัตตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน (คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลง่ายๆ ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”)
ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า ไตรลักษณ์; ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนไม่เที่ยง คงทนอยู่มิได้ เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น จึงเรียกว่า สามัญลักษณะ; ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า ธรรมนิยาม

ในพระไตรปิฎก หลักนี้ชื่อว่า ธมฺมนิยามตา ส่วนไตรลักษณ์ และสามัญลักษณะ เป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคอรรถกถา


ระบบของมัชฌิมาปฏิปทา

 ระบบของมัชฌิมาปฏิปทา


- อริยสัจ ๔ ออกแสดงทางมรรคาชีวิต ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา

จากปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ์ ที่เป็นความจริงตามธรรมดาของธรรมชาติ มาเป็นอริยสัจ อันเป็นความจริงเพื่อความรู้เข้าใจภายในปัญญาวิสัยของมนุษย์ และในอริยสัจ ๔ นั้น ก็มีมรรค ซึ่งเป็นการนำความรู้ในความจริงของธรรมชาติ มาจัดวางเป็นระบบปฏิบัติการในการพัฒนาความเป็นอยู่การดำเนินชีวิต โดยมนุษย์สามารถใช้ความรู้ในความจริงของธรรมชาตินั้นมาใช้มาปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์และแก่โลกทั้งหมดได้อย่างดีที่สุด

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ในความหมายหนึ่งก็คือ การที่มนุษย์หลุดพ้นเป็นอิสระจากอำนาจของ (ความเชื่อต่อ) พระพรหมเทพผู้เป็นใหญ่ ที่สร้างและจัดสรรบันดาลชีวิตและสังคมของมนุษย์ โดยที่มนุษย์สามารถจัดการกับชีวิตกับสังคมกับโลกเอง ด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริงสากลของธรรมชาตินั้น

ดังว่าแล้ว อริยสัจ ๓ ข้อแรก เป็นเรื่องของความจริงตามธรรมดาของธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ ที่นำเสนอต่อปัญญาของมนุษย์ โดยจัดวางตั้งไว้เป็นฐาน เป็นที่อ้างอิง ซึ่งปฏิบัติการของมนุษย์ในอริยสัจข้อที่ ๔ จะต้องเป็นไปและให้เกิดผลสมตามหรือสอดคล้องกับความจริงของธรรมชาติในอริยสัจ ๓ ข้อแรกนั้น

เมื่อการปฏิบัติ หรือดำเนินมรรคสอดคล้องสมตามความจริงของกฎธรรมชาติ ดังที่แสดงในอริยสัจทั้ง ๓ ข้อต้นนั้น ก็เป็นการปฏิบัติ เป็นวิถีชีวิตที่ตรงกลางพอดีที่จะให้บรรลุจุดหมาย เรียกว่าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ดังที่แปลกันว่าเป็นทางสายกลาง ซึ่งมีลักษณะที่บอกกำกับไว้คร่าวๆ ว่า ไม่กลายเป็นสุดโต่งที่พลาดไป ทั้งทางตึงเครียดบีบคั้นตัวให้ยากลำบาก และทางย่อหย่อนที่สยบอยู่กับการบำเรอตัว


คำว่า อริยสัจ มีแง่ความหมายที่ควรรู้เข้าใจไว้บ้าง

 - คำว่า "อริยสัจ" มีแง่ความหมายที่ควรรู้เข้าใจไว้บ้าง



ในแง่ของภาษาหรือถ้อยคำ มีข้อควรรู้เข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “อริยสัจ” พอเป็นความรู้ประกอบไว้เล็กน้อย

อริยสัจ ถ้าเขียนตามคำเดิมในภาษาบาลี ก็เป็นอริยสัจจ์ (อริยสจฺจฺ) ซึ่งแยกได้เป็น ๒ คำ คือ อริย+สัจจ์

อริย แปลกันมาว่า ประเสริฐ และสัจจ์ คือสัจจะ ก็แปลว่า ความจริง รวมกันแล้วจึงแปลตามตัวว่า ความจริงอันประเสริฐ

แต่มีเรื่องราวที่เป็นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อได้รู้แล้ว ก็จะช่วยให้มองเรื่องราวรวมทั้งความหมายของคำว่าอริยสัจนี้ลึกลงไปอีก

คำบาลี “อริย” ที่เขียนอย่างไทยเป็น อริยะ และแปลกันว่า ประเสริฐ นี้ มีรูปในภาษาสันสกฤตว่า “อารฺย” ซึ่งเขียนอย่างไทยเป็น อารยะ เมื่อว่าตามความเป็นมาดั้งเดิม คำว่า อริยะ หรืออารยะนี้ เป็นคำเรียกชื่อเผ่าพันธุ์ของชนโบราณพวกหนึ่ง (ชาวตะวันตกเขียนเป็น Aryans ซึ่งไทยเราเรียกตามว่า “อารยัน”) เดิมอยู่ในเอเชียกลาง พวกอริยะ/อริยกะ/อารยะ/อารยัน นี้ถนัดในการสู้รบ ได้อพยพลงมาเข้าครองอิหร่าน (Iran มีความหมายว่า “Land of the Aryans’, MS Encarta, 2009) แล้วจากอิหร่านได้ยกมาบุกรุกชมพูทวีป

เมื่อเข้าครองชมพูทวีปมั่นคงแล้ว ได้มีการจัดระบบสังคมโดยอ้างว่าพระพรหมสร้างโลก และทรงจัดแบ่งคนเป็น ๔ วรรณะ คือ กษัตริย์ (เจ้านาย) พราหมณ์ (นักบวช, เจ้าตำรา) แพศย์ (พ่อค้า) และศูทร (คนชั้นต่ำ ทาส และกรรมกร) พวกอริยะ/อริยกะ/อารยะ/อารยันนี้เป็น ๓ วรรณะต้น กดคนพื้นถิ่นเดิมลงเป็นศูทร แล้ววรรณะทั้ง ๔ นั้นก็สืบกันมาตามชาติกำเนิด คำว่าอริยะ/อารยะที่เป็นชื่อของเผ่าชนผู้ชนะ ได้กลายเป็นคำแสดงสถานะที่สูง ล้ำเลิศ อะไรๆ ที่ดีงาม ก็ต้องเป็นอริยะ ดังความหมายที่ไทยเราแปลอริยะว่าประเสริฐ

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ค้นพบธรรมตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แม้ว่าโดยพระชาติจะทรงเป็นชนชาว อริยะ/อารยัน ในวรรณะกษัตริย์ (ขตฺติโย ชาติยา,ที.ม. ๑๐/๕๕/๕๙) แต่ได้ทรงตั้งสังฆะขึ้น ให้เป็นชุมชนปราศจากวรรณะ และทรงสอนคนให้ไม่ถือวรรณะ ไม่ถือสูงต่ำดูถูกกันโดยชาติกำเนิด แต่ให้นับถือกันด้วยกรรม คือการที่ทำ ธรรมที่ประพฤติ

ทรงสอนให้คนเข้าใจความหมายของอริยะที่ว่าประเสริฐเลิศล้ำนั้นใหม่ ว่าคนเป็นอริยะ/อารยะมิใช่โดยชาติกำเนิด แต่เป็นโดยศีล (ความประพฤติ) โดยธรรม (คุณภาพจิตใจ) โดยปัญญา มิใช่ด้วยความเป็นนักรบ เก่งกล้าแต่ไปเบียดเบียนเขา ดังที่ตรัสเป็นคาถาว่า คนจะเป็นอริยะด้วยการเบียดเบียนทำร้ายชีวิตทั้งหลาย ก็หาไม่ แต่ด้วยอหิงสาต่อชีวิตทั้งปวง จึงเรียกว่าเป็นอริยะ/อารยะ (ขุ.ธ. ๒๕/๒๙/๕๐)

พระพุทธเจ้าทรงนำประชาชนให้เปลี่ยนความคิดความเข้าใจใหม่มามองความเป็นอริยะ/อารยะว่าอยู่ที่ความจริงความดีงามที่ธรรมที่ปัญญา ดังเห็นได้ชัดในการที่ทรงใช้คำเรียกใหม่ๆ มากมายที่มี “อริย” นำหน้า เช่น อริยสาวก อริยสาวิกา (ต่อมามีอริยบุคคล) อริยธรรม (อารยธรรม) อริยวินัย อริยวงศ์ ตลอดมาถึงคำว่า อริยสัจจ์นี้

จากภูมิหลังที่เล่ามานี้ จึงเห็นได้ว่า ผู้รู้ชาวตะวันตกในยุคแรกๆ ที่ศึกษาพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ รู้จักเรื่องชนชาติอารยันมาก่อน เมื่อมาพบคำว่า อริยสัจจ์/อารยสัตยะ จึงแปลว่า Aryan Truth ก่อนมานิยมใช้ Noble Truth ในบัดนี้

ว่าตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ “อริยสัจจ์” แปลความหมายได้หลายอย่าง คือ ความจริงของชนผู้อริยะ, ความจริงที่เป็นอริยะ, ความจริงที่พระอริยะทั้งหลาย (ชนผู้อารยะ) รู้เข้าใจ, ความจริงที่ทำให้ผู้ตรัสรู้เป็นอริยะ, ความจริงที่เป็นอย่างนั้น (คงอยู่อย่างนั้น ไม่ผันแปร ไม่เป็นอย่างอื่น)

พูดได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงนำความคิดความเข้าใจของคนไปในทิศทางใหม่สู่ความจริงแห่งสัจจะของกฎธรรมชาติที่เป็นสากล การประกาศสัจจะที่ประจักษ์ด้วยปัญญามนุษย์นี้ ท่านใช้คำว่าเป็นการหมุนธรรมจักรคือวงล้อแห่งธรรม ที่ใครๆ ไม่ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวะ มาร พรหม ต้านไว้ให้หมุนกลับไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์ที่โลกธาตุสั่นไหว ปรากฏแสงสว่างยิ่งล้ำเหนือเทวานุภาพ

ทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อ ให้ถูกต้อง

 - ทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อ ให้ถูกต้อง



การรู้เข้าใจและทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อให้ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จะพูดไว้สั้นๆ พอป้องกันความเข้าใจและการปฏิบัติ ไม่ให้ผิดพลาด

หน้าที่ต่ออริยสัจ ๔ นั้น เรียกตามถ้อยคำเดิมว่า กิจในอริยสัจ ได้แก่

๑. กิจในทุกข์ = ปริญญา (กำหนดรู้) คือ รู้จักเข้าใจเท่าทันทุกข์, รู้เข้าใจปัญหาและกำหนดรู้ขอบเขตของมัน เหมือนแพทย์วินิจฉัยโรค

๒. กิจในสมุทัย = ปหานะ (ละ) คือ กำจัดต้นตอหรือสาเหตุของทุกข์ ของปัญหา ทำให้หมดสิ้นไป

๓. กิจในนิโรธ = สัจฉิกิริยา (ทําให้แจ้ง) คือ ประจักษ์แจ้ง เข้าถึงภาวะที่ปลอดทุกข์ ปราศจากปัญหาบรรลุจุดหมาย

๔. กิจในมรรค = ภาวนา (เจริญ) คือ ดำเนินหรือปฏิบัติตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ลงมือทำ

ที่ว่าป้องกันมิให้เข้าใจและประพฤติปฏิบัติผิดพลาด ก็เช่นว่า

- ในข้อแรก คือทุกข์ เรามีหน้าที่ปริญญา รู้จักเข้าใจเท่าทันมัน เพื่อจะได้พร้อมที่จะแก้ไขสลายทุกข์ให้ตรงเรื่อง ถูกจุดถูกที่ และหมดจดเต็มที่ เราไม่มีหน้าที่ไปเป็นทุกข์มีทุกข์หรือแบกทุกข์เอาไว้แต่อย่างใดเลย ในข้ออื่น

ต่อๆ ไป เราก็ต้องทำหน้าที่ต่อมันให้ตรงตามกิจในแต่ละข้อนั้นๆ

- ถ้าเข้าใจหลักเท่าที่ได้พูดมา จะมองเห็นว่า ๓ ข้อต้น คือ ทุกข์ สมุทัย และนิโรธนั้น เป็นเรื่องของสภาวธรรม ที่เป็นไปตามปัจจยาการ หรือพ้นจากปัจจยาการ ตามธรรมดาของธรรมชาติ ดังได้บอกแล้วว่ามนุษย์ จะทำอะไรแก่มันโดยตรงไม่ได้ (จึงอยู่ในภาคมัชเฌนธรรมเทศนา) มีเพียงข้อที่ ๔ คือมรรคอย่างเดียวที่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะทำจะปฏิบัติได้ ส่วนใน ๓ ข้อแรก เราได้แค่รู้เข้าใจมัน เช่นรู้กิจหรือหน้าที่ต่อมันว่าอย่างนั้นๆ แล้ว เมื่อจะให้กิจนั้นๆ เป็นไปจนสำเร็จ ก็ต้องมาทำมาปฏิบัติในข้อมรรค

ย้ำว่า สามข้อแรก คือ ทุกข์ สมุทัย และนิโรธ อยู่ในภาคแห่งธรรมดาของธรรมชาติ คือภาคมัชเฌนธรรมเทศนา จึงมีข้อที่ ๔ คือมรรคอย่างเดียว ที่เป็นเรื่องปฏิบัติการของมนุษย์ ซึ่งจัดเป็นภาคมัชฌิมาปฏิปทา



💬

สภาวธรรม สิ่งที่มีภาวะของมันเอง, สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน




ภาวนา ๔

  ภาวนา ๔ ๑. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยด...