วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หลวงตาสุจน์





หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน

 

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้  มีการแชร์ภาพและเรื่องราวของ  "หลวงตาสุจย์"  พร้อมบอกว่า  อยากกลับไทยแล้ว เนื่องจากอยู่เขมรปีกว่ายอมรับอดอยากไม่มีคนใส่บาตร หวังคนไทยให้อภัย ไม่มีวันไหนที่จะไม่คิดถึงสุรินทร์บ้านเกิด

 

ล่าสุด หลวงตาสุจย์ เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก Such NaNa โต้เดือดข่าวลืออยากกลับไทย ระบุว่า... " Gu พูดที่ไหน เมื่อไหร่ เอาหลักฐานมา? อย่าเขียนเอาความสะใจเอายอด? ระวังเวรกรรมด้วย"

 

นอกจากนี้ หลวงตาสุจย์ ยังโพสต์คลิปขณะนั่งร่วมโต๊ะกับพระสงฆ์หลายรูป ซึ่งมีอาหารวางอยู่ตรงหน้า พร้อมระบุข้อความว่า "ไม่อดอยากเลย"

 

 หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน






หญิงผู้พิสูจน์พระเจ้าด้วยชีวิต


.'เมื่อมูฮัมหมัดได้สังหารพ่อแม่ของอาอีซะแล้วจึงนำเธอมาเป็นภรรยาในขณะที่เธอมีอายุเพียง 6 ขวบ ... เมื่อมูฮัมหมัดเกิดความใคร่ในตัวอาซะจึงได้พยายามสอดองคชาตของตนเข้าไปในปัสสาวะมรรคของอาอีซะ  แต่พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าก็สอดไม่ได้  จึงได้สำเร็จความใคร่ที่ปาก และขาหนีบของเธอ'..

..'จนกระทั่งอาอีซะมีอายุได้ 9 ขวบ (มีประจำเดือน) มูฮัมหมัดจึงเข้าสวรรค์กับอาอีซะได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา'..

..'จากนั้น ได้ประกาศให้สาวกแต่งงานกับเด็กหญิงอายุ 9 ขวบได้ และที่สำคัญชาวมุสลิมได้ทำประตูสู่สวรรค์เป็นลักษณะคล้ายอวัยวะเพศของเด็กผู้หญิงไว้ที่เมืองเมกกะเพื่อให้ชาวมุสลิมทั่วโลกได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ด้วยการจูบ และลูบคลำรูปอวัยวะเพศหญิงเพราะมีความเชื่อว่าจะได้เข้าสวรรค์  อีกทั้งจะได้สมปรารถนาในสิ่งที่ตนปรารถนาทุกประการอีกด้วย'..


 https://www.facebook.com/photo/?fbid=673880990722645&set=a.150256639751752




โองการกำราบเมีย

 

"โองการกำราบเมีย"

โองการนี้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ออกมาจัดการเมียนบีมูฯ หลังจากเมีย 2 คน (อาอิชะห์+ฮัฟเซาะห์) ไม่พอใจที่มูฮำหมัดเอาเมียทาสคนใหม่มานอนในบ้าน  (หลังจากที่มีเมียเดิมเป็นโหลแล้ว)  จึงร่วมกันแข็งข้อจนเขาต้องหนีเมียไปอยู่ถ้ำเป็นเดือน

โองการนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ "คำสอน" ในคัมภีร์ที่สาวกต้องท่องจำ และหลายคนนำมาใช้กำราบเมียตัวเองต่อ เมื่อต้องการเอาเมียเพิ่ม โดยเมียเดิมไม่ยินยอมพร้อมใจ

แต่ถ้าเมีย(คนที่เริ่มเก่า)ของมูฮำหมัดไม่โวย ก็คงไม่มี "โองการ[กำราบเมีย]" มาขู่ว่าจะให้เขาหย่าพวกเธอและจะหาเมียใหม่ที่หัวอ่อนกว่าพวกเธอ 2 คน


https://www.facebook.com/photo/?fbid=3251821021516434&set=a.869221086443118




👭 เรื่องของเรื่อง




👳ในช่วงปีที่ 6 หลังจากฮิจเราะห์ อาณาจักรของอิสลามเริ่มขยายใหญ่โตเป็นปึกแผ่นขึ้นมาก มูฮัมหมัดได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเข้ารับอิสลามให้กับเหล่าบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยโดยรอบ หนึ่งในนั้นคือส่งถึงเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียได้ส่งสารขอบคุณ และได้ส่งของขวัญบางส่วนกลับมาเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งในของขวัญนั้นมีทาสสาวพี่น้องชาวคริสต์คอปติกมาเรียห์และซีรีนห์อยู่ด้วย  มูฮัมหมัดได้มอบซีรีนห์ให้กับหนึ่งในซอฮาบะห์ และได้มอบมาเรียห์ให้กับฮัฟเซาะฮ์ 1 ในภรรยาของเขาไว้ใช้งานในบ้าน


วันหนึ่ง ซึ่งเป็นเวรปรนนิบัตินบีของฮัฟเซาะฮ์  นบีได้มาหานางที่บ้านและพบกับมาเรียอีกครั้ง นบีเกิดความสนใจในตัวมาเรียห์ขึ้นมา  จึงออกอุบายบอกกับฮัฟเซาะฮ์ไปว่า  พ่อของนางกำลังตามตัวอยู่  ฮัฟเซาะฮ์ออกจากบ้านไปที่บ้านอุมัรแต่ไม่พบกับพ่อของนางอยู่ที่นั่น จึงได้รีบกลับมาที่บ้านตัวเอง  กลับพบว่าสามีกำลังร่วมเตียงกับทาสของนางอยู่ในขณะนั้น


นบีอ้างว่านางทาสนี้เป็นที่อนุมัติแก่ตนเองแล้วตาม กุรอ่าน 33:50  "โอ้ นะบีเอ๋ย!  เราได้อนุมัติแก่เจ้าในบรรดาภริยาของเจ้า ซึ่งเจ้าได้มอบมะฮัรแก่พวกเธอ และ **สิ่งที่มือขวาของเจ้าครอบครอง** (ทาส) ... ที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าและอัลลอฮฺเป็น ผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ"


แต่ฮัฟเซาะฮ์ยังคงรู้สึกโกรธเป็นอันมาก เนื่องจากมาเรียนั้นเป็นทาสของนางไม่ใช่ของนบี และวันนั้นเป็นเวรของนาง แต่นบีกลับมาร่วมเตียงกับทาสของนางในวันของนางบนเตียงของนางในบ้านของนางเอง นบีจึงปลอบนางโดยให้สัญญาว่าถ้านาง "ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรับรู้อีก" ต่อไปนบีกำหนดจะให้มาเรียมไม่อนุมัติแก่ตัวท่านเองอีกต่อไปแล้ว จึงคลายคำกังวลของฮัฟเซาะฮ์ไปได้


หากแต่ผ่านมาอีกไม่นานฮัฟเซาะฮ์ได้มาพบว่าน้าบีร่วมเตียงกับทาสของนางซ้ำอีก นบีแก้ตัวว่า  ได้มีกุรอานประทานลงมาใหม่  ยกเลิกคำสัญญาที่นบีได้ให้ไว้กับนางไปแล้ว กุรอ่าน 66:1-2  "โอ้นะบีเอ๋ย  ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่ **อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติ** แก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจบรรดาภริยาของเจ้าเล่า? .... แน่นอนอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่พวกเจ้าแล้วในการ **แก้คำสาบาน** ของพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองพวกเจ้า และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ"


ในวันต่อๆมาหลังจากนั้น นบีพบว่าเหล่าบรรดาภรรยาแสดงท่าทีบึ้งตึงต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาอิชะห์และฮัฟเซาะฮ์ นบีรู้ได้ทันทีว่าฮัฟเซาะฮ์ได้เอาเรื่องที่นบีแอบกินตับสาวใช้ไปเล่าให้บรรดาภรรยาคนอื่นๆฟังด้วยหมดแล้ว


นบีจึงได้ไปเผชิญหน้ากับฮัฟเซาะฮ์อีกครั้งเพื่อสอบถามว่า  ฮัฟเซาะฮ์เองที่เผยแพร่เรื่องราวนี้ใช่ไหม?  ฮัฟเซาะฮ์แย้งว่านบีรู้ได้ยังไง?  นบีก็บอกว่าอัลเลาะห์เป็นคนบอกมาเอง กุรอ่าน 66:3  "และจงรำลึกขณะที่ท่านนะบีได้บอกความลับเรื่องหนึ่งแก่ภริยาบางคนของเขา ครั้นเมื่อนางได้บอกเล่าเรื่องนี้ (แก่คนอื่น) และอัลลอฮฺได้ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่เขา (ท่านนะบี) เขาก็ได้แจ้งบางส่วนของเรื่องนี้ และไม่แจ้งบางส่วน  ครั้นเมื่อเขา (ท่านนะบี) ได้แจ้งเรื่องนี้แก่นาง นางได้กล่าวว่า ใครบอกเล่าเรื่องนี้แก่ท่าน ?  เขา (ท่านนะบี) กล่าวว่าพระผู้ทรงรอบรู้ พระผู้ทรงตระหนักยิ่ง ทรงแจ้งแก่ฉัน" ***ลงท้าย *ฉัน* ได้ยังไง  กุรอ่านมันเป็นคำของพระเจ้าไม่ใช่เรอะ?***


ฮัฟเซาะฮ์ตกใจมากที่อัลเลาะห์แจ้งความลับแก่นบี หลังจากนั้น  นบีจึงได้เรียกรวมเหล่าภรรยาและประทานกุรอานบทกำราบภรรยาขึ้นมา  อัลเลาะห์จะมอบเมียใหม่ที่ดีกว่าพวกเจ้าให้แก่นบี  หากนบีหย่าพวกเจ้าเสีย  กุรอ่าน 66:5  "หากเขาหย่าพวกนาง  บางทีพระเจ้าของเขาจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่เขามีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง  เป็นหญิงที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นหญิงผู้ศรัทธา  เป็นหญิงผู้ภักดี  เป็นหญิงผู้ขอลุแก่โทษ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการถือศิลอด เป็นหญิงที่เป็นหม้าย และที่เป็นหญิงสาว"


หลังจากเหตุการณ์นี้นบีได้ยกเลิกเวรที่จะหมุนเวียนไปตามบ้านภรรยาไปถึง หนึ่งเดือน และใช้ช่วงเวลานั้นไปอยู่กับมาเรียห์แทน  นางไม่ได้อยู่รวมกับภรรยาคนอื่นๆของนบีในเมืองมะดีนะห์  แต่มีบ้านสวนอยู่ที่ชานเมืองแทน  นางเป็นคนเดียวในหมู่ภรรยา (หลังจากนางเคาะดีญะฮ์ตายไป) ที่ตั้งท้องกับนบี  จนกระทั่งให้กำเนิดบุตรชาย "อิบราฮิม" ขึ้นมานางจึงได้เป็นไท  หากแต่เด็กชายตายตั้งแต่อายุน้อยในภายหลัง  นักวิชาการส่วนหนึ่งไม่ได้ยอมรับนางเป็นหนึ่งในภรรยาของนบี  เนื่องจากไม่พบว่ามีการนิกะห์กันชัดเจน  นางน่าจะเป็นเพียงนางสนม/นางบำเรอ/เมียเก็บ/เมียน้อย อะไรแบบนั้นมากกว่า จึงไม่ถือเป็น "มารดาแห่งผู้ศรัทธา" เหมือนภรรยาคนอื่นๆของนบี





อินเดีย: ชาวมุสลิม 9 คนถูกจับกุมฐานจ่ายเงินให้ชาวฮินดูมากกว่า 100 คน

อินเดีย: ชาวมุสลิม 9 คนถูกจับกุมฐานจ่ายเงินให้ชาวฮินดูมากกว่า 100 คนเพื่อเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม

 

20 พฤศจิกายน 2021 12:00 น.โดยคริสติน ดักลาส-วิลเลียมส์

 

การจ่ายเงินให้ชาวบ้านยากจนเพื่อเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี 2016 มีการเปิดเผยว่า ซากีร์ ไนค์ ซึ่งได้รับการขนาน นามว่าเป็น “ผู้นำทางศาสนาอิสลามที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับสามในอินเดีย”  และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ร็อกสตาร์แห่งการเผยแพร่ศาสนาทางโทรทัศน์และผู้สนับสนุนศาสนาอิสลามสมัยใหม่”  ได้จ่ายเงินให้คนยากจนเพื่อเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ไนค์ ซึ่งมีช่อง Peace Channel ที่มีผู้ชมถึง 100 ล้านคน ได้รับการยกย่องใน “พรสวรรค์” พิเศษของเขาในการชักจูงให้ผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  แต่ต่อมานักสืบของตำรวจมุมไบได้เปิดเผยว่า ไนค์ และมูลนิธิวิจัยอิสลามที่ไม่แสวงหาผลกำไรของเขา ได้ทำการเปลี่ยนศาสนาอย่างผิดกฎหมาย “ให้แก่ผู้คนประมาณ 800 คน โดยจ่ายเงินให้พวกเขาโดยใช้เงินที่ได้รับจากต่างประเทศ

 

ในศาสนาอิสลามกระแสหลัก  การเผยแพร่ศาสนาในทุกรูปแบบได้รับอนุญาตแทบทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมายคือการนำโลกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอิสลาม

 

การเผยแพร่ศาสนาอิสลามโดยใช้เงินจากน้ำมันก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลของซาอุดีอาระเบียในพื้นที่ยากจนของปากีสถาน ซึ่งชาวซาอุดีอาระเบียได้สร้างโรงเรียนขึ้น  การขายลัทธิวะฮาบีโดยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจช่วยให้สามารถควบคุมประชากรได้

 

"ใครไปเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเหล่านี้บ้าง?

 

พวกเขาถูกคัดเลือกมาจากชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่าง ในพื้นที่อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน มีสมาชิกจากชนเผ่าปัชตุนที่สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาเหล่านี้ มีเด็กจากครอบครัวชาวนา และบางครั้งก็มีเด็กจากชนชั้นกลางระดับล่างที่พวกเขาสามารถคัดเลือกได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปากีสถาน  ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาประเภทอื่นใดเลย...

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอุดมการณ์ที่โรงเรียนเหล่านี้เผยแพร่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหล่อหลอมความคิดในโลกมุสลิม ดังนั้น หากการศึกษาแบบปกติไม่ได้เป็นการอบรมสั่งสอนผู้คน แต่โรงเรียนที่เผยแพร่ลัทธิคลั่งศาสนากลับเป็นการอบรมสั่งสอนผู้คน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัลยแพทย์สมองก็รู้ได้ว่าผลกระทบต่อสังคมจะเป็นอย่างไร

 

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือกลุ่ม “ดาราแห่งวงการเทศน์ทางโทรทัศน์” (เช่น ซากีร์ ไนค์) หรือรัฐมุสลิมร่ำรวยอย่างซาอุดีอาระเบียที่จ่ายเงินให้คนยากจนเพื่อเปลี่ยนศาสนา ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในศาสนาอิสลาม และสิ่งที่สอนให้กับผู้ที่เปลี่ยนศาสนานั้นไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็นสิ่งที่โลกชอบเรียกว่า “ลัทธิสุดโต่ง” แต่แท้จริงแล้วมันคือกระแสหลักของศาสนาอิสลาม

 

“ตำรวจในรัฐคุชราตแจ้งความดำเนินคดีกับ 9 คน ในข้อหา ‘บังคับเปลี่ยนศาสนา’ ชาวเผ่ากว่า 100 คน ให้มานับถือศาสนาอิสลาม” หนังสือพิมพ์ฮินดูสถานไทมส์, 17 พฤศจิกายน 2021:

 

ตำรวจแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า มีการลงบันทึกแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคล 9 คน รวมถึงชายท้องถิ่นคนหนึ่งที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอนดอน ในข้อหาล่อลวงชาวเผ่าจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตภารุช รัฐคุชราต ให้เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามโดยใช้เงินที่รวบรวมมาจากต่างประเทศ

 

เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจอาโมดกล่าวว่า ชาวเผ่ากว่า 100 คนจาก 37 ครอบครัวในชุมชน "วาสวะฮินดู" ซึ่งทั้งหมดอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกังการิยา ตำบลอาโมด อำเภอภารุช จังหวัดอุรุกวัย ถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนาโดยการเสนอเงินและสิ่งล่อใจอื่นๆ

 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “ผู้ต้องหาได้ใช้ประโยชน์จากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และการไม่รู้หนังสือของสมาชิกในชุมชนชนเผ่า เพื่อล่อลวงให้พวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในช่วงระยะเวลานาน” ผู้ต้องหาเกือบทั้งหมด 9 คนเป็นคนในพื้นที่ ยกเว้นคนหนึ่งที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอนดอนและระบุชื่อว่า เฟฟดาวาลา ฮาจี อับดุล ซึ่งเป็นผู้ระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

 

“กิจกรรมการเปลี่ยนศาสนาอย่างผิดกฎหมายโดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ใช้เงินทุนที่รวบรวมมาจากต่างประเทศนั้นเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานในหมู่บ้าน ผู้ต้องหาล่อลวงสมาชิกชุมชนฮินดูวาสาวาโดยเสนอเงินและความช่วยเหลืออื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนศาสนาพวกเขาให้เป็นอิสลามอย่างฉ้อฉลโดยการสมรู้ร่วมคิดทางอาญา”

 

   https://jihadwatch.org/2021/11/india-nine-muslims-arrested-for-paying-over-100-hindus-to-convert-to-islam?fbclid=IwAR0HHwQNls4IoC60u3vRLt_u5y9i5xjZ_Wg1hg3g45bywDRIW4rQ-MKPLO4





 พากย์ไทย:   มุสลิมจะทำอย่างไรในเทศกาลคริสต์มาส ดร.ซากิร ไนค์




 สำนักงานสืบสวนแห่งชาติอินเดียกล่าวว่าจะติดต่อตำรวจสากลเพื่อขอความช่วยเหลือในการจับกุม “นายซากิร ไนค์” ที่ถูกข้อหาก่อการร้ายและฟอกเงิน



สอนลัดตัดทุ่งมุ่งสู่นิพพาน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงาน ปปง. จับกุม “อาจารย์ต้น” อายุ 48 ปี เจ้าลัทธิ “มายด์ แอนด์ โซล” ตามหมายจับศาลอาญา หลังตั้งตนเป็นผู้วิเศษ อ้างมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับร่าง สามารถสื่อสารเจ้ากรรมนายเวรและปลดกรรมให้ผู้ศรัทธาได้

 

ผู้ต้องหาใช้วิธีจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรม หลอกให้เหยื่อจ่าย “ค่าครู” และ “ค่าลดละกรรม” อ้างเป็นทางลัดสู่นิพพาน มีผู้เสียหายอย่างน้อย 14 ราย ความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท ก่อนพบเงินถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวและบริษัทบังหน้า เพื่อนำไปใช้ชีวิตหรูหรา

 

   https://www.facebook.com/photo/?fbid=1449487953215649&set=a.761176905380094




วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

คำถามสำหรับชาวพุทธ (๔)

 

   ต่อไป  มีอีกเรื่องซึ่งเกี่ยวกับความวิเศษด้วยเหมือนกัน  บางทีก็สับสนกับความเป็นพระอริยะ-พระอรหันต์ คือ เรื่องพระโพธิสัตว์

 

   ในพระพุทธศาสนามีเรื่องพระโพธิสัตว์  เราก็นับถือพระโพธิสัตว์  พระโพธิสัตว์คือใคร ไม่ต้องตอบก็ได้  โยมก็รู้อยู่แล้ว  พระโพธิสัตว์คือท่านผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 

   พระพุทธเจ้าของเรานี้  ก่อนจะตรัสรู้ก็เคยเป็นพระโพธิสัตว์ตอนที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ออกบรรพชาแล้วเข้าไปแสวงหาธรรมอยู่ในป่าก็เป็นพระโพธิสัตว์  ยังไม่ได้ตรัสรู้   จนกระทั่งตรัสรู้ในวันเพ็ญวิสาขบูชา คือวันเพ็ญเดือนหก  เสร็จแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้า  ก่อนเป็นพระพุทธเจ้าจึงเป็นพระโพธิสัตว์มาตลอด

 

   เราจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ในปัจจุบันชาติ คือก่อนจะตรัสรู้ ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วเราก็มีเรื่องเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ในอดีตก่อนชาตินี้อีกมากมายที่เราเรียกว่าชาดก ๕๔๗ เรื่อง แสดงถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี่เอง เรียกว่า ๕๐๐ ถ้วนหรือ ๕๕๐ ชาติ แต่นับกันที่ตัวเลขจริงได้ ๕๔๗ เรื่อง

 

   ทีนี้เมื่อเรามีพระโพธิสัตว์  เรานับถือพระโพธิสัตว์  เรานับถืออย่างไรจึงจะถูกต้อง

 

   เวลานี้ก็มีพระโพธิสัตว์เกิดขึ้น อย่างที่กำลังนิยมมากคือ เจ้าแม่กวนอิม แล้วโยมรู้ไหม พระโพธิสัตว์ที่เรียกว่ากวนอิมนี้คือใคร ?  มีความเป็นมาอย่างไร ? บางทีก็เรียกตาม ๆ กันไปว่าพระโพธิสัตว์ แต่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าท่านมาจากไหน ไปอย่างไรมาอย่างไร เป็นพระโพธิสัตว์ได้อย่างไร

 

   อย่างน้อยโยมต้องรู้หลักก่อนว่า ความเป็นพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ที่ว่าต้องบำเพ็ญบารมี บำเพ็ญคุณธรรมอย่างยวดยิ่งอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปจะบำเพ็ญกันไม่ไหว  ตั้งใจจะบำเพ็ญความดีข้อไหน  เช่น บำเพ็ญทาน  ก็บำเพ็ญได้อย่างสูงสุดจนกระทั่งสละชีวิตของตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นได้  เรียกว่าให้ชีวิต จะบำเพ็ญความเพียรพยายาม  ก็เพียรพยายามอย่างยวดยิ่ง ไม่มีระย่อท้อถอย  แม้ต้องสิ้นชีวิตก็ยอม นี่คือการบำเพ็ญบารมี หมายถึงคุณธรรมที่บำเพ็ญอย่างยวดยิ่ง

 

   พระโพธิสัตว์เมื่อบำเพ็ญบารมีครบแล้วก็คือได้พัฒนาพระองค์อย่างเต็มที่แล้ว ก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วเราก็นับถือพระโพธิสัตว์นั้น  นับถืออย่างไร ?  นับถือเพื่ออะไร?

 

   ก็ขอตอบสั้น ๆ คือ นับถือเพื่อเอาเป็นแบบอย่าง  เอาพระโพธิสัตว์เป็นตัวอย่าง เป็นตัวอย่างอย่างไร?

 

   พระโพธิสัตว์นั้นกว่าจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านต้องทำความดีมากมาย เพียรพยายามทำมายาวนานอย่างยากลำบากมาก ประสบอุปสรรคมาก แต่ก็ทำมาตลอดโดยไม่ระย่อท้อถอย จนประสบความสำเร็จ ท่านจึงเป็นตัวอย่างในการทำความดีของเรา

 

   พระโพธิสัตว์นั้นท่านมีปณิธานด้วย คือตั้งใจจะทำความดีอันไหนก็ทำจริง ๆ ทำเต็มที่แล้วก็มั่นคงด้วย เราก็ต้องพยายามทำอย่างนั้น โดยมีพระโพธิสัตว์เป็นแบบอย่าง จนกระทั่งเราสามารถเสียสละตัวเองได้เพื่อทำความดีนั้น ตลอดจนกระทั่งว่าพระโพธิสัตว์นี่เสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่น เราก็ต้องสามารถเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อช่วยเหลือสังคม นี่คือคติพระโพธิสัตว์

 

   อันนี้ก็โยงมาหาพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นหลัก พระพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ได้ก็เป็นมาด้วยความเพียรพยายามและทำความดีมามากมาย เพราะอย่างนี้จึงทำให้เราเกิดความซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้า นี่ประการหนึ่ง

 

   ประการที่สองก็คือเป็นการเตือนตัวเราให้สำนึกในหน้าที่ ที่จะพัฒนาตัวที่จะทำความดีเพื่อจะบรรลุคุณธรรมเบื้องสูง

 

   การที่จะบรรลุสิ่งที่ดีงามประเสริฐสูงสุดเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยการหวังหรืออ้อนวอนเฉย ๆ แต่จะต้องเพียรพยายามทำ ฉะนั้น คนเราทุกคนจะต้องพัฒนาตัวเอง ต้องตั้งใจทำความดี คติพระโพธิสัตว์เตือนใจเราว่าเราจะต้องตั้งใจทำความดี บำเพ็ญคุณธรรมต่าง ๆ พร้อมกันนั้นก็เป็นกำลังใจแก่เราในเมื่อเราได้เห็นประวัติของพระโพธิสัตว์ว่าท่านทำความดีมากมาย อย่างเข้มแข็งและเสียสละ เราได้เห็นตัวอย่างแล้วเราก็มีกำลังใจที่จะทำความดีนั้นให้ตลอด บางทีเราทำความดีไป  เราเป็นปุถุชน บางทีเราก็อ่อนแอ เมื่อไปพบอุปสรรคบางอย่างหรือไม่ได้รับผลที่ปรารถนา เราก็เกิดความท้อแท้ เกิดความผิดหวัง

 

   คนจำนวนมากจะเป็นอย่างนี้  ทำความดีไประยะหนึ่งก็ไม่เข้มแข็งจริง  ไม่มั่นคงจริง  ไปประสบอุปสรรค หรือไม่ได้รับผลตอบแทนที่ต้องการก็เกิดความท้อถอย  แล้วก็บ่นเพ้อ เอ้อ  เราอุตส่าห์ทำดีมานักหนา ไม่เห็นได้ดีเลย  แล้วก็มองไปในด้านตรงข้ามว่า อ้าว คนนั้นคนนี้เขาทำไม่ดี  เขาทำชั่วด้วยซ้ำ  ทำไมได้ดีอย่างที่พูดกันว่า  “ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป”  อะไรต่าง ๆ  ก็จะตัดพ้อร้องทุกข์ขึ้นมาแล้วก็พาลพาโลพาเลเลยเลิกทำความดี อันนี้จะเป็นผลเสีย

 

   เมื่อได้เห็นประวัติของพระโพธิสัตว์ก็จะเกิดกำลังใจว่า  พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านทำความดี  ท่านลำบากกว่าเราเยอะแยะอย่างที่ว่าเมื่อกี้  บางทีต้องเสียสละชีวิตก็มี  บางทีพระองค์ทำความดีมากมาย  เขาไม่เห็นความดี  เขาเอาพระองค์ไปฆ่า  พระองค์ก็ไม่ท้อถอย แล้วก็ทำความดีต่อไป  เรามานึกดูตัวเราทำความดีแค่นี้แล้วจะมาท้อถอยอะไร  พระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ลำบากกว่าเรา  ประสบอุปสรรคมากกว่าเรามากมาย ไปท้อถอยทำไม พอเห็นคติพระโพธิสัตว์อย่างนี้  เราก็มั่นคงในความดี สู้ต่อไป นี่แหละเป็นแบบอย่าง นี่คือการนับถือพระโพธิสัตว์ที่ถูกต้อง

 

   ท่านสอนมา ท่านเล่าเรื่องพระโพธิสัตว์มา ก็เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เราในการทำความดี เป็นเครื่องเตือนใจเราไว้ ทำให้เรามีกำลังใจ แล้วเราก็เดินหน้าเรื่อยไปไม่ท้อถอย

 

   ตอนหลังมันเกิดปัญหา คือพระพุทธศาสนาในอินเดียระยะหลังแข่ง กับ ศาสนาฮินดู





   ศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์เดิมนั้น  โยมก็รู้อยู่แล้วเขานับถือเทพเจ้าต่าง ๆ มากมาย การนับถือเทพเจ้านั้นเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้ไปอ้อนวอนขอผลนั่นเอง  ไปอ้อนวอนเซ่นสรวงบวงสรวงตลอดจนบูชายัญ  คิดหาทางเอาอกเอาใจเทพเจ้า  จะให้ท่านบันดาลสิ่งที่ต้องการให้ คนอินเดียติดเรื่องเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันต้องอ้อนวอนเทพเจ้า  เทพเจ้าก็มีฤทธิ์สามารถเก่งกาจเหลือเกิน

 

   พระพุทธศาสนาอยู่ในอินเดียนานๆ มา  บางทีก็ชักไม่มั่นคงในหลักเหมือนกัน ชักอยากจะสนองความต้องการของประชาชนที่อยากจะมีผู้มาช่วยดลบันดาลอะไรที่ต้องการให้

 

   เมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  เขามีเทพเจ้าไว้ให้อ้อนวอน เอ๊ะ  ศาสนาพุทธเราไม่มี ทำอย่างไรดี ก็มานึกว่าพระโพธิสัตว์ท่านเป็นผู้เสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เราจะต้องให้คนมานับถือพระโพธิสัตว์แล้วอ้อนวอนขอผลจากพระโพธิสัตว์ ให้พระโพธิสัตว์ท่านมาช่วย ก็จะมีคู่แข่งที่มาแทนเทพเจ้าของฮินดูได้ ตกลงพุทธศาสนายุคหลังก็มีพระโพธิสัตว์อีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์แบบเดิม

 

   คงจะมาคิดกันว่า เอ๊ะ พระโพธิสัตว์ที่ท่านมาช่วยมนุษย์ทั้งหลาย ท่านมีมหากรุณา แต่ทีนี้จะมาช่วยอย่างไร พระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าที่เล่ากันมาในชาดกท่านก็สิ้นชีวิตไปหมดแล้วก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

   เมื่อพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้สิ้นไปหมดแล้ว  พระพุทธเจ้าเองก็ปรินิพพานไปแล้ว  ทำอย่างไรดี  ก็มีหลักว่าพระพุทธเจ้าใดก็ตาม  จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตต้องเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน  เราทำอย่างไรจะให้พระโพธิสัตว์ยังอยู่แล้วก็มาช่วยคนได้  ก็ต้องเอาพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่หวังพึ่งพระโพธิสัตว์เก่า ๆ ไม่ได้แล้ว  ต้องเอาพระโพธิสัตว์ใหม่ ๆ จึงได้เกิดมีพระโพธิสัตว์หลายองค์ ในอินเดียก็เกิดมีพระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี พระวัชรปาณี พระสมันตภัทรและพระอะไรต่าง ๆ หลายองค์ พระโพธิสัตว์เกิดในอินเดียยุคหลังนี้จึงมาก

 

   ในสมัยพุทธกาลนั้น พระโพธิสัตว์ที่มีชื่อเหล่านี้ไม่มี มามีในสมัยยุคปลายในประเทศอินเดีย พระโพธิสัตว์ท่านเหล่านี้ท่านยังอยู่เพราะจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต จึงสามารถมาช่วยคนได้ ตกลงเราจึงหวังอ้อนวอนจากท่านเหล่านี้ได้ ใครมีความเดือดร้อนเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์ อยากจะได้ผลประโยชน์อะไรก็ไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์เหล่านี้เอาใช่ไหม?

 

   ตกลงว่ามีพระโพธิสัตว์มาคอยช่วยเทียบกันได้กับศาสนาฮินดูที่เขามีเทพเจ้าไว้ช่วย พอแข่งกันได้ ไปคิดแข่งในแง่นี้

 

   มาตอนนี้คติพระโพธิสัตว์มันกลับกัน คือ เดิมนั้นพระโพธิสัตว์ท่านเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ทำความดี เราต้องเอาแบบอย่างพระองค์ เราต้องเสียสละบำเพ็ญความดีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างนั้น

 

   ตอนนี้เราคิดว่า เรามีผู้ที่จะช่วยอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรเราจึงพากันไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน แทนที่จะคิดทำดีอย่างพระโพธิสัตว์ในอดีต

 

   นี่คือคติพระโพธิสัตว์ที่เพี้ยนผิดไป

 

   โยมจะต้องรู้ทัน ความหมายเดิมนั้นท่านไปนับถือพระโพธิสัตว์ ให้เราทำดีอย่างท่าน เสียสละอย่างท่าน แต่มาปัจจุบันกลายเป็นนับถือพระโพธิสัตว์จะได้ไปขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์

 

   อันนี้จะผิดหรือจะถูก ตัดสินได้เองเลยใช่ไหม

 

   พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายานที่มีชื่อเสียงมากก็  คือ พระอวโลกิเตศวร เพราะเป็นผู้มีมหากรุณา  ช่วยเหลือปลดเปลื้องความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย

 

   พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้  เมื่อพระพุทธศาสนามหายานเข้าสู่ประเทศจีน เป็นต้น พระอวโลกิเตศวรก็เข้าไปด้วย  ต่อมาในประเทศจีน  พระอวโลกิเตศวรได้เปลี่ยนนามเป็นพระกวนอิมก็คือองค์เดียวกัน  พระอวโลกิเตศวรเดิมนั้นเป็นผู้ชาย  แต่พอไปเมืองจีนไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิง  ทำไมเปลี่ยนเป็นผู้หญิง  ก็เป็นเรื่องของตำนาน มีหลายตำนาน

 

   ตำนานหนึ่งเล่าว่าพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีนประชวรเป็นโรคที่รักษาให้หาย แพทย์หลวงแพทย์ชาวบ้านอะไรก็ไม่มีใครรักษาหาย จึงร้อนถึงพระโพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวรกวนอิม ต้องมารักษา

 

   แต่จะเข้าไปรักษาได้อย่างไร ท่านเป็นผู้ชาย พระราชวังฝ่ายในเขามีกฎมณเฑียรบาลห้ามผู้ชายเข้าไป ก็ต้องแปลงร่างเป็นผู้หญิงแล้วเข้าไปรักษาพระราชธิดาจนกระทั่งหายจากโรคนั้น เสร็จแล้วไม่ได้กลับร่างเป็นผู้ชาย จึงเป็นผู้หญิงมาจนบัดนี้ นี่คือเจ้าแม่กวนอิม

 

   ตอนนี้เจ้าแม่กวนอิมเข้ามาประเทศไทยแล้ว เราจะต้องนับถือเจ้าแม่กวนอิมให้ถูก ถ้าเรานับถือพระโพธิสัตว์อย่างถูกต้องจะต้องนับถือในแง่ที่ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมความดีสูงส่ง เป็นผู้มีมหากรุณา เสียสละ บำเพ็ญคุณธรรม ช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้อื่น ทำความดีไม่ย่อท้อ เราก็เช่นกัน เราก็จะต้องบำเพ็ญคุณธรรมช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่ไปหวังพึ่งอ้อนวอนขอผลประโยชน์จากท่านเพราะอันนั้นจะทำให้ผิดหลักพระศาสนา คือผิดหลักกรรม ไม่หวังผลจากการกระทำ กลายเป็นหวังผลจากสิ่งศักดิ์สิทธ์ไป

 

   อันนี้เป็นเรื่องที่ตั้งเป็นข้อสังเกตให้โยมได้พิจารณาในสภาพปัจจุบัน เพราะเราจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มาก ถ้าเราตั้งตัวไม่ถูก ไม่อยู่ในหลัก เราก็พลาด ตกหรือหลุดหล่นไปจากพระศาสนา

 

   ดังนั้นเป็นยังไง ๆ ต้องยึดหลักกรรมไว้ให้ได้ คือหวังผลจากการกระทำ ไม่หวังผลจากความศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์การดลบันดาลของผู้วิเศษ เอาละอันนี้ก็ขอผ่านไป

 

   คำถามอีกข้อหนึ่งว่า  พระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์  เรารู้ว่าความหมายต่างกัน พระโพธิสัตว์นั้นยังบำเพ็ญบารมีอยู่  จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป  แต่ตอนนี้ยังไม่หมดกิเลส  ส่วนพระอรหันต์นั้นเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ละโลภะ โทสะ โมหะ ได้หมด

 

   พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง คำว่าพระอรหันต์นี้กว้างอย่าไปนึกว่าพระพุทธเจ้าต่างจากพระอรหันต์  พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง  เราเรียกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เติมพระอรหันต์  เข้าไปข้างหน้า  หมายความว่าพระอรหันต์นั้นมีหลายประเภท

 

   พระอรหันต์ที่ได้ตรัสรู้เอง  ค้นพบสัจธรรมด้วยพระองค์เองแล้วสามารถที่จะประกาศธรรมสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย  เรียกว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เป็นพระอรหันต์ประเภทที่หนึ่ง

 

 ประเภทที่สอง คือประเภทรู้สัจธรรมด้วยตนเอง แต่ไม่ถนัดในการที่จะไปสั่งสอนประกาศธรรมให้ผู้อื่นได้รู้ตาม คือขาดความสามารถในเชิงการสั่งสอน เรียกว่า ปัจเจกพุทธ

 

 ประเภทที่สาม ก็คือ พระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วรู้ตาม ไม่ได้ค้นพบสัจธรรมเอง ต้องมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า นี่เป็นพระอรหันต์ประเภทที่ ๓ เรียกว่า อนุพุทธ

 

   พระสาวกทั้งหลายก็เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น คือเป็นพระอรหันตสาวก ที่เรียกว่าพระอนุพุทธ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอัสสชิ พระอุรุเวลกัสสปะ ที่เคยเป็นชฎิลมาก่อน พระมหากัสสปเถระ  ที่เป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ พระอัญญาโกณทัญญะ ที่อยู่ในปัญจวัคคีย์ และอีกมากมายล้วนเป็นพระอรหันต์

 

   พระอรหันต์  เป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว จึงต่างกันกับพระโพธิสัตว์ แต่ทั้งพระโพธิสัตว์ และพระอรหันต์ ท่านล้วนแต่ทำความดีทั้งนั้น ไม่ทำความชั่ว

 

   พระโพธิสัตว์  ก็ตั้งใจทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น  พระพุทธเจ้าก็ช่วยเหลือสัตว์มนุษย์ทั้งหลาย จาริกไปประกาศพระศาสนาสั่งสอนเพื่อจะให้สรรพสัตว์ได้พ้นจากความทุกข์ประสบความสุขที่แท้จริง

 

   พระองค์ทำงานไม่ได้หยุดไม่หย่อน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยมนุษย์ทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน พอมีพระอรหันต์ไม่กี่องค์พระพุทธเจ้าก็ส่งไปประกาศพระศาสนาโดยตรัสว่า จงจาริกไปประกาศธรรมะ แสดงธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

 

   นี่เรื่องของพระอรหันต์  ท่านทำกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่มนุษย์  เพราะฉะนั้นท่านก็ทำความดี พระโพธิสัตว์ก็ทำความดี  ต่างก็ทำความดี  ถามว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างการทำความดีของพระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์  อันนี้เป็นอีกหลักหนึ่ง  ถ้าโยมตอบได้ก็แสดงว่าเข้าใจหลักพระศาสนาลึกซึ้งยิ่งขึ้น  คิดในใจดูก่อน  แล้วอาตมาจะตอบให้ฟัง

 

   ทีนี้จะตอบแล้ว มีความแตกต่างกันอยู่ที่เป็นข้อสำคัญ ๒ ประการ

 

     ประการที่หนึ่ง  พระโพธิสัตว์ที่ทำความดีนั้น  ท่านทำด้วยปณิธาน หมายความว่ามีความตั้งใจไว้ จะบำเพ็ญบารมีก็เอาปณิธานหรือความตั้งใจมั่นนั้นมาเป็นเครื่องนำตัวเอง ทำให้เกิดพลังในการที่จะทำความดี ทำความดีแน่วแน่ ทำความดีไม่ท้อถอย แล้วท่านก็ทำความดีเต็มที่

 

   เพราะฉะนั้นเราจะว่าทำความดีหย่อนก็ไม่เชิงเพราะท่านทำจริง ๆ ไม่ย่อหย่อน แต่การที่ไม่ย่อหย่อนนั้นมีความไม่สมบูรณ์ในตัว คือท่านจะต้องอยู่ด้วยปณิธาน ที่ท่านทำไปนั้นทำไปด้วยปณิธาน ท่านตั้งปณิธานไว้ว่า ท่านจะทำความดีอันนี้ท่านก็ทำไปใหญ่เลย มีความมั่นคงเด็ดเดี่ยวในการกระทำนั้น แต่เรียกว่าทำด้วยปณิธาน

 

   ตอนนี้มาดูพระอรหันต์มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ท่านทำความดีด้วยอะไร อะไรเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทำความดี โยมตอบได้ไหม? ไม่ใช่ด้วยปณิธาน ลักษณะที่สำคัญของพระอรหันต์ท่านเรียกว่าเป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมายความว่าตัวเองได้เข้าถึงจุดหมายแล้ว เข้าถึงประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาตนแล้ว  เข้าถึงนิพพานแล้ว

 

   พระอรหันต์เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนแล้ว  ไม่มีอะไรจะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป จึงเป็นชีวิตที่เป็นอยู่และทำอะไรเพื่ออะไร ?   ก็ทำเพื่อผู้อื่นอย่างเดียว  ที่ทำอย่างนั้นทำด้วยอะไร ? เพราะเป็นธรรมชาติของท่านอย่างนั้น เป็นธรรมดาของท่านเพราะท่านไม่มีอะไรที่ต้องทำเพื่อตัวเองแล้ว

 

   ถ้าว่าให้ลึกซึ้งลงไป พระโพธิสัตว์ยังต้องทำเพื่อตัวเองนะ  เพราะท่านยังต้องทำให้ตัวเองได้ตรัสรู้   จะต้องทำด้วยปณิธาน  คือการตั้งความปรารถนาเพื่อตัวเองจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  เพื่อตัวเองจะได้บรรลุพระนิพพาน  แต่พระอรหันต์นั้นท่านบรรลุนิพพานแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว  ไม่มีอะไรจะทำเพื่อตัวเองอีก  จึงเป็นธรรมดาของท่านที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น  ไปตามเหตุผลตามผล โดยไม่ต้องอาศัยปณิธาน

 

   อันนี้เป็นความแตกต่างระหว่างพระโพธิสัตว์ กับ พระอรหันต์ ในการทำความดีประการที่หนึ่ง

 

   ต่อไป ประการที่สอง  ความไม่สมบูรณ์ในการทำความดีของพระโพธิสัตว์

 

   เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส  ยังไม่รู้แจ้งสัจธรรม การทำความดีของท่านนั้น  จึงทำโดยยังไม่มีปัญญาสูงสุดที่รู้ธรรมแจ่มแจ้ง  ความดีนั้นเป็นเรื่องของธรรม แต่ผู้ที่จะประพฤติธรรมได้สมบูรณ์ จะต้องรู้สัจธรรม รู้ความจริงของธรรมชาติทั้งหมด

 

   ทีนี้ความดีที่เรานำมาประพฤติปฏิบัตินั้น  ตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรม คือตัวความจริงในธรรมชาติในกฎธรรมชาติ

 

   พระโพธิสัตว์ยังไม่รู้  ยังไม่เข้าใจถึงความจริงอันนั้น  แล้วท่านทำความดีได้อย่างไร ท่านก็ทำตามที่รู้ที่เข้าใจยึดถือกันอยู่ในโลกในสังคมมนุษย์ในยุคนั้น ๆ ที่ยึดถือว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีเป็นความดีอันนั้นท่านทำเต็มที่  ท่านให้ถึงที่สุดอย่างที่ไม่มีคนอื่นทำได้ ความดีในความหมายที่มนุษย์จะทำได้ทั่วไป พระโพธิสัตว์ต้องยอดเยี่ยมทำได้สูงสุด

 

   จุดที่ไม่สมบูรณ์อยู่ที่ว่า  ท่านทำได้แค่นั้นแหละ  แค่เท่าที่มนุษย์รู้ว่าอะไรคือความดี ท่านไม่ได้ทำด้วยปัญญาที่รู้แจ้งสัจธรรม ไ ม่เหมือนพระอรหันต์  ที่ท่านทำด้วยรู้แจ้ง  มีปัญญาหยั่งถึงสัจธรรมด้วยความเห็นจริง เห็นความสัมพันธ์ในกฎธรรมชาติ ด้วยปัญญาถ่องแท้

 

   เรื่องที่ว่ามานี้  เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักในพระพุทธศาสนา ซึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เราควรจะมีความรู้เข้าใจ ถ้าเรามีความรู้เข้าใจเป็นหลักอยู่อย่างนี้แล้ว เราจะไม่หวั่นไหว เราจะวางตัวได้ถูกต้อง และเราก็จะเดินไปในทางสู่ความก้าวหน้าในหลักพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

   มิฉะนั้นแล้ว เราจะถูกดึงเฉออกไปจากหลักพุทธศาสนา จากหลักการที่ถูกต้อง นอกจากหล่นจากพุทธศาสนาแล้ว ก็อาจจะแกว่งไกวไถลลงไปสู่ความเสื่อมได้

 

   ขอให้เรามีศรัทธาที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา  ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยให้มีคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกาที่ดี  ตั้งแต่ข้อ ๑ เริ่มต้นด้วยศรัทธาที่ถูกหลักพระศาสนา  เชื่ออย่างมีหลักการ  มีเหตุผล  ไม่งมงาย  มั่นในคุณพระรัตนตรัย เป็นต้น ไปจนกระทั่งข้อที่ ๓ ที่ยกมาพูดเป็นพิเศษว่าสัมพันธ์กับยุคนี้ คือ ไม่ตื่นข่าวมงคล  หวังผลจากกรรม  ไม่หวังผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ดังที่กล่าวมาแล้ว

 

 



 

 

คำถามสำหรับชาวพุทธ (๓)

- ต่อ - 

   

   พระอริยะ กับ ผู้วิเศษต่างกันอย่างไร ?

 

   ถ้าเราเข้าใจข้อนี้แล้ว  เราก็จะอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น เพราะประชาชนในปัจจุบันนี่สับสนมาก  มักเอาความเป็นผู้วิเศษ กับ ความเป็นพระอริยะเป็นอันเดียวกันเสีย ถ้าอย่างนี้แล้วหลักพระศาสนาก็จะสับสนแล้วก็เสื่อมด้วย

 

   ผู้วิเศษ คืออะไร เรามักจะเรียกคนที่มีฤทธิ์นั่นเองว่าเป็นผู้วิเศษ เช่น โยคี ฤาษี ดาบส ก่อนพุทธกาล  ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นก็มีโยคี ฤาษี ดาบส เยอะ อยู่ในป่า ได้ฌานสมาบัติ ได้โลกียอภิญญา  มีฤทธิ์  มีปาฏิหาริย์  หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราเรียกได้ว่าเป็นผู้วิเศษ คือ ผู้มีฤทธิ์นั่นเอง

 

   ลองมาดูความหมายของ พระอริยะ ว่าคืออะไร ?

 

   พระอริยะ คือท่านผู้ไกลจากกิเลส  เป็นผู้ประเสริฐเพราะไกลจากกิเลส ไกลจากกิเลสก็คือ หมดจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่ากำจัดความโลภ โกรธ หลง ให้ลดน้อยเบาบางลง กิเลสน้อยลงไป ๆ  จนกระทั่งว่าเป็นอริยะอย่างสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ซึ่งหมดกิเลสทั้ง ๓ อย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้บริสุทธิ์ประเสริฐสูงสุด

 

   อย่างนี้แยกได้หรือยัง ?

 

   ผู้วิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นอริยะ

 

   ผู้วิเศษอาจจะมีฤทธิ์มีความสามารถ  เช่น อย่างโยคีก่อนพุทธกาล  ก็ไม่ได้เป็นอริยะกันเลย พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเรียนไปศึกษาในสำนักของพวกโยคี  ไปสำนักของอาฬารดาบสได้ฌานสมาบัติ  ถึงขั้นอรูปฌาน  ชั้นอากิญจัญญายตนสมาบัติ  เห็นว่าน้อยไป  ไม่จบ  ก็เข้าสำนักของอุททกดาบสรามบุตร  ได้สมาบัติขั้นสูงสุดเป็นอรูปฌาน  ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ  จบความรู้ที่มีของพวกนักพรตนักบวชสมัยนั้น  พระองค์ก็เห็นว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จึงได้ละออกไปแล้วก็ไปแสวงหาทางของพระองค์เอง  ได้บำเพ็ญตามมัชฌิมาปฏิปทา  จนกระทั่งได้ตรัสรู้  แล้วพระองค์ก็ทรงชี้ให้เห็นว่าทางที่นำมาสู่ความเป็นผู้วิเศษมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือ มันไม่ช่วยให้หมดกิเลส

 

  สิ่งที่สำคัญ  ก็คือ การมีปัญญารู้แจ้งสัจธรรม  รู้สภาวะ  รู้เท่าทันความจริงของสังขารคือโลกและชีวิต  ทำจิตใจให้เป็นอิสระได้  หมดทุกข์ได้  หมดกิเลสได้  อันนี้จึงจะเป็นวิถีทางของพระอริยะ

 

   แต่ก็มีพระอริยะหลายองค์ พระอรหันต์หลายองค์ที่ท่านได้ฤทธิ์ ได้ฌานได้สมาบัติ

 

   ถ้าท่านได้ฤทธิ์ได้ฌานได้สมาบัติได้อภิญญาจำพวกโลกีย์ เช่นหูทิพย์ตาทิพย์ด้วย ก็เป็นความรู้พิเศษหรือคุณสมบัติพิเศษของท่าน เป็นความสามารถพิเศษที่เอามาใช้ประโยชน์ในการประกาศพระศาสนาได้

 

   พวกฤทธิ์ทั้งหลายนั้นเทียบว่าเหมือนเทคโนโลยี เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ถ้าใช้เป็น

 

   เทคโนโลยีถ้าอยู่กับคนชั่วใช้ไม่ดีก็มีโทษ  เอาไปฆ่าไปฟันคน หรือเอาไปทำร้ายก่อเหตุที่ทำให้เกิดความพินาศแก่สังคมมนุษย์ได้  เช่น  อาจจะทำลูกระเบิดก็ได้  เทคโนโลยีนั้น ถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ  ถ้าคนดีใช้ก็กลายเป็นประโยชน์ เช่น คอมพิวเตอร์  ถ้าใช้ในทางสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ได้เยอะ  จึงเป็นความสามารถพิเศษ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว

 

   พวกฤทธิ์หรือความวิเศษนี้ก็เหมือนกัน  ถ้าไปอยู่กับคนชั่วก็ใช้ในทางร้าย เอาไปหาลาภสักการะเพื่อตนเอง เอาไปทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น เอาไปหลอกลวงประชาชน

 

   ถ้าเป็นคนดี ท่านก็เอามาใช้ในการทำงานพระศาสนา เรื่องนี้จะดีหรือชั่วจึงอยู่ที่ผู้ใช้และเจตนาที่ใช้

 

   เรื่องความวิเศษ หรือ ผู้วิเศษก็อย่างโยคี ฤาษี ดาบส ตลอดจนพระเทวทัต โยมคงรู้จักพระเทวทัต ชาวพุทธไม่มีใครไม่รู้จักพระเทวทัต  พระเทวทัตก็เป็นผู้วิเศษเพราะท่านได้ฤทธิ์ ได้อภิญญา เก่งมาก  มาแสดงฤทธิ์จนกระทั่งพระเจ้าอชาตศัตรูตอนเป็นพระราชกุมารเชื่อ หลงใหลในพระเทวทัตมากและเป็นลูกศิษย์  จนกระทั่งมาคบคิดกันในการจะชิงราชสมบัติแล้วก็จะครอบครองคณะสงฆ์

 

   ในประวัติทางโลกก็อย่างรัสปูติน   ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียล่มไปเลย  รัสปูตินก็เป็นผู้วิเศษมีพลังจิตสูง คือ ถ้าคนชั่วได้ฤทธิ์แล้ว  นำไปใช้ในทางชั่ว  อย่างน้อยก็หาลาภสักการะหวังผลประโยชน์ส่วนตัว  แต่ถ้าเป็นพระอริยะแล้วถ้าเกิดมีความวิเศษด้วยอย่างพระโมคคัลลานะ ท่านก็เอามาใช้ในทางที่ดี   เพื่อการพระศาสนา  แต่ท่านที่ใช้ในทางที่ถูกต้องท่านจะไม่ล่อให้ประชาชนหลงใหล เพราะอะไร ?  เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าพระองค์สรรเสริญแต่อนุศาสนีปาฏิหาริย์

 

   คนดีและพระอริยะทั้งหลายท่านจะใช้อนุศาสนีปาฏิหาริย์คือสอนให้รู้จริง เพราะเป็นทางที่จะให้ญาติโยมเกิดปัญญา ได้ปัญญาที่เป็นของตัว ไม่ต้องมาพึ่งท่านผู้วิเศษต่อไป โยมจึงต้องแยกให้ถูกระหว่างผู้วิเศษกับพระอริยะ

 

   ความวิเศษ เช่น มีฤทธิ์ เป็นต้น ไม่ใช่เครื่องตัดสินความเป็นพระอรหันต์หรือความเป็นอริยะ อย่างที่บอกแล้วผู้มีฤทธิ์มากมายก็เป็นมนุษย์ปุถุชน อย่างพระเทวทัตซึ่งมีกิเลสมากมาย

 

   นอกจากนั้น  ถ้าหากหลงใหลในความวิเศษ หรือ ในฤทธิ์เหล่านี้ ต่อไปก็จะเสื่อมจากฤทธิ์นั้นด้วย เพราะกิเลสนั้นจะเป็นเครื่องบังปัญญา  ทำให้เกิดความหลงมัวเมา ในทางตรงกันข้าม พระอริยะก็อาจจะไม่มีฤทธิ์อะไรเลย  อยู่ที่การมีกิเลสน้อยเบาบาง มีโลภะ โมหะ โทสะน้อย มีความบริสุทธิ์มีคุณธรรม

 

   เพราะฉะนั้น  พระอริยะ หรือพระอรหันต์  บางท่าน  หลายท่าน  ท่านไม่มีหรอกเรื่องความวิเศษที่จะให้โยมได้เห็นฤทธิ์อะไร  เวลาท่านไปไหนท่านก็ไปธรรมดา ๆ โยมก็ไม่ตื่นเต้น อาจจะเห็นพระอริยะ  แม้กระทั่งพระอรหันต์ แล้วไม่ตื่นเต้นอะไรเลย  ตรงกันข้ามกับเห็นผู้วิเศษ  ดังนั้นจึงต้องแยกกันให้ถูกว่าใครคือผู้วิเศษ  ใครคือพระอริยะ ถ้ารู้หลักพระศาสนาแล้วก็แยกได้  ก็จะหมดปัญหา

 

   ทีนี้ก็ตอบคำถามที่เนื่องกันไปนิดหน่อยว่า  ก็แล้วจะรู้ว่าใครเป็นพระอริยะ หรือใครเป็นพระอรหันต์ ใครเป็นผู้ตัดสิน

 

   ผู้ที่จะรู้ได้ว่าใครเป็นพระอริยะ  ก็ต้องเป็นอริยะเองก่อน   พระอรหันต์จึงจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์คือต้องเป็นคนระดับเดียวกันหรือสูงกว่า  อันนี้เป็นหลักทั่วไป  เอาแค่หลักทั่วไปก่อน

 

   อันนี้ต้องระวัง  ประชาชนปัจจุบันมีความโน้มเอียงในการที่จะไปเที่ยวตั้งพระองค์โน้นเป็นพระอรหันต์ ตั้งพระองค์นี้เป็นพระอริยะ  ระวังเถอะ  มันเป็นเรื่องที่จะทำให้เสียหลักพระศาสนา

 

   แต่เรามีสิทธ์ที่จะพิจารณาด้วยปัญญา  เรามีหลักเราก็ดูและตรวจสอบได้ว่า  พระองค์นี้มีความประพฤติดีงาม  ตั้งอยู่ในหลักพระธรรมวินัย  ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  น่าเลื่อมใสหรือไม่  เราอาจจะสันนิษฐานอะไรก็อยู่ในใจของเรา  แต่อย่าเพิ่งไปวินิจฉัยตัดสิน

 

 

หลวงตาสุจน์

หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน   จากกรณีที่ก่อนหน้านี้  มีการแชร์ภาพและเรื่องราวของ  "หลวงตาสุจย์...