วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

พลังงานน้ำมันช่วงสงคราม

 "นายกฯ อนุทิน" ยัน! ยังส่งน้ำมันไปขายที่ลาวได้ปกติ เพราะไทยยังต้องใช้ไฟจากประเทศลาว ซึ่งไทยกลั่นในประเทศได้วันละ 170 ล้านลิตร ใช้อยู่ในประเทศ 130 ล้านลิตร ส่งไปยังลาววันละ 7 ล้านลิตร ยืนยันช่วงนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต






3 มีนาคม 2569 : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุม ร่วมกับเอกอัครราชทูต และสำนักงานของกระทรวงการต่างประเทศที่อยู่ในแถบประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อรับฟังสถานการณ์ของแต่ละประเทศ และรับฟังข้อเสนอ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนคนไทยที่อยู่ในแต่ละประเทศแถบตะวันออกกลาง

เมื่อถามถึงการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลมีมาตรการในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องน้ำมัน อย่างที่มีใครให้ข้อมูลว่าน้ำมันไทยอยู่ในมือเอกชนนั้น ซึ่งเอกชนที่ว่าหมายถึง ปตท. ซึ่งเป็นเอกชนแต่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐ และรัฐบาลมีกฎหมายที่จะดำเนินการ หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง สามารถสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันได้ ซึ่งทุกวันนี้ไทยยังคงสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน ยกเว้นประเทศลาว นอกจากความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง เราต้องรักษาทางเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันไทยยังต้องใช้ไฟจากประเทศลาว หากไทยห้ามการส่งออกน้ำมันไปลาว ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือหรือเกิดจากปริมาณการใช้ในประเทศไทย เรากลั่นในประเทศได้วันละ 170 ล้านลิตร ใช้อยู่ 130 ล้านลิตร นี่คือรายงานจากกระทรวงพลังงาน ส่งไปยังประเทศลาววันละ 7 ล้านลิตร ซึ่งที่เหลือส่งไปยังประเทศอื่นๆ

“ส่วนที่เหลือ ผมได้ให้นโยบายไป หากสถานการณ์ยังพัฒนาไปในทางที่รุนแรงขึ้น ส่วน 30 กว่าล้านลิตรที่เคยส่งไปสร้างรายได้ให้กับต่างประเทศ ก็ต้องกำหนดใหม่ ที่เราทำไมต้องส่ง เพราะความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และยังมีการพึ่งพาไฟฟ้าจากของเขา ของเขาใช้ไฟฟ้าพลังงานน้ำเป็นส่วนใหญ่ หากมีอะไรที่มีความจำเป็น ยังเชื่อว่าเรายังมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่เราสามารถนำเข้ามาใช้ในประเทศได้ หากไปตรึงตอนนี้ เมื่อถึงเวลาที่เราต้องพึ่งพาเขา อาจเป็นปัญหา เรายังไม่ถึงจุดนั้น” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีประชาชนเติมน้ำมันกักตุนจะสื่อสารอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้เราตื่นตัวไม่เป็นไร แต่ยืนยันได้ว่า ในช่วงนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแน่นอน ยังมีสำรองน้ำมัน จะใช้ได้ ไม่ใช่แค่เพียง 60 วัน ซึ่งเดิมกรณีไม่มีน้ำมันดิบเข้ามาเลย ไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นอีกด้วย และแน่นอนว่าวันนี้ กำลังผลิตของโลกหายไป แต่กลไกตลาดราคาน้ำมันอาจมีผล เช่น ราคาแก๊ส ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร

ส่วนจะต้องหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การใช้ในแต่ละวันในประเทศไทยยังสามารถมีเพียงพอที่จะใช้ในประเทศอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาล่าสุด และจะกำชับให้ทางกระทรวงพลังงาน หรือ ปตท. ออกมาชี้แจง ตอนนี้ได้แจ้งไปยังปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธาน ปตท. ด้วย ว่าให้ชี้แจงเพื่อเกิดความมั่นใจกับประชาชน

เมื่อถามว่าตามรายงานสถานการณ์จะยืดเยื้อ 1 เดือน ในระยะนี้ ห่วงอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์ 1 วันก็เป็นห่วงแล้ว เพราะเป็นสงครามมีการทำลายล้างกัน และสิ่งที่ในความเป็นประเทศไทยตอนนี้ “อย่าให้ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” เราจะต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของคนไทย เรื่องค่าครองชีพในประเทศไทย เรื่องการตรึงราคาสินค้า อย่าให้มีการฉวยโอกาส เรื่องการจัดการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถือเป็นปัจจัยหลัก ในการใช้ในประเทศ เลยยังไม่ได้ประเมินสถานการณ์ว่าจะจบเมื่อไหร่ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่ขออย่าให้มีอะไรส่งผลกระทบกับไทย ตอนนี้ไทยแลนด์เฟิสต์ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยต้องทำทุกวิถีทาง ที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไทยและคนไทยน้อยที่สุด

นอกจากนี้ ยังแจ้งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และปลัดกระทรวง ให้จัดศูนย์แถลงข่าว เนื่องจากจะมีข้อมูลที่อัปเดตสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา จึงขอให้ติดตามจากการแถลงข่าวในแต่ละวัน

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่ใช่เพียงการดูแลคนในประเทศคู่กรณีที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งได้กำชับหน่วยงานด้านความมั่นคง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับทราบความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อวานนี้ได้มีการประชุม สมช. ได้แบ่งหน้าที่ไปปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจะต้องรีบตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาให้เป็นเอกภาพ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หวังว่าการรับรอง สส. จะเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลปัจจุบันยังบริหารราชการแผ่นดินอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ถ้ามีวิกฤตการณ์ต่างๆ ตนพร้อมที่จะใช้กลไกเครือข่ายทุกอย่างอย่างเต็มที่ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ได้นึกว่าตอนนี้จะเป็นรักษาการหรือไม่ ยิ่งการเลือกตั้งผ่านไปแล้วสิ่งที่เขาห้ามรัฐบาลทำคือผูกพันงบประมาณรัฐบาลต่อไป ซึ่งขณะนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องมานั่งคุยเรื่องงบประมาณ ก็ตัดประเด็นนี้ไป เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการซี 10 ขึ้นไป ช่วงนี้ก็ไม่ใช่ฤดูกาลโยกย้าย ก็ตัดประเด็นนี้ไป นอกเหนือจากนี้ก็ทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน เพราะฉะนั้นก็อย่าไปผูกขาด ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา

ทั้งนี้ ในวันนี้ต้องเร่งอพยพคนไทยในอิหร่านก่อน เพราะปัจจัยรอบข้างเอื้ออำนวย มีประมาณ 270 ถึง 300 คนเท่านั้น สามารถใช้เครื่องบินลำเดียวก็นำคนไทยกลับมาได้ และจะเป็นเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือจะเป็นเครื่องบินจากไทยไปรับก็ได้หมด เราเปิดทุกทางเลือก และเอกอัครราชทูตไทยประจำอิหร่าน ก็เตรียมพร้อมหมดแล้ว

เมื่อถามว่า ต้องมีการทบทวนได้หรือยังเพราะล่าสุดมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ในเรื่องราคาต้องดำเนินการ แต่ว่าตรงนี้มีเรื่องที่เป็นกลไกของตลาด แต่ไทยยังต้องตรึงราคาให้มากที่สุด โดยเมื่อวานนี้ทางรัฐบาลได้ประชุมโดยประเมินจากสถานการณ์หนึ่ง แต่วันพรุ่งนี้จะต้องหารือกับทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ที่จะต้องตรึงราคาสินค้าที่มีผลกระทบต่อต้นทุนจากการใช้ชีวิตของประชาชน



จับตาราคาน้ำมัน เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกาตาร์หยุดผลิต LNG







ภาคเต้ยว่า







ยาวกว่า ๑ เดือน

 


แต่อิหร่านว่ายาวเป็นปี  


ด่วนมาก
สหรัฐมีคำสั่งให้ชาวอเมริกันเดินทางออกจากประเทศในตะวันออกกลางรวม 14 ประเทศแล้ว สาเหตุเนื่องจาก มีคำฟัตตะวา ให้ชาวมุสลิมทำสงครามศาสนาสังหารชาวอเมริกันได้ทุกที่ ดังนั้น ต่อไปนี้ พื้นที่ตะวันออกกลาง จะไม่เป็นที่ปลอดภัยของชาวอเมริกันอีกต่อไป
นี่คือผลงานของลุงตั้ม
กองกำลังปฏิวัติอิสลามของอิหร่านแถลงว่าเหตุที่ต้องโจมตี พื้นที่เศรษฐกิจโดยเฉพาะโรงแรมต่างๆในดูไบ ก็เพราะว่า ทหารสหรัฐได้หลบหนีจากฐานทัพต่างๆไปพักที่โรงแรมนี้
ดังนั้นที่ใดที่ทหารสหรัฐพำนักจะไม่เป็นที่ปลอดภัยอีกต่อไป








 ด่วน! อิหร่านประกาศ 'ปิดช่องแคบฮอร์มุซ' แล้ว ขู่เผาเรือทุกลำที่ฝ่าผ่าน


วันนี้ (วันที่ 3 มีนาคม 2569) เวลา 03.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย เดอะซัน รายงานว่า อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก พร้อมขู่จะ จุดไฟเผา เรือทุกลำ ที่พยายามแล่นผ่าน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงในตะวันออกกลาง






ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบดังกล่าวถูกสั่ง “ปิด” แล้ว หลังเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งตลอดเส้นทางส่งออกน้ำมันสำคัญในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ด้านที่ปรึกษา IRGC พลจัตวา ซาร์ดาร์ เอบราฮิม จับบารี แถลงภายหลังกรุงเตหะรานถูกโจมตีต่อเนื่อง 3 วัน ซึ่งอิหร่านระบุว่าเป็นฝีมือสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยประกาศชัดว่า

“ช่องแคบฮอร์มุซปิดแล้ว ใครก็ตามที่ต้องการผ่าน กองทัพเรือ IRGC และกองทัพของเราจะจุดไฟเผาเรือเหล่านั้น อย่าเข้ามาในภูมิภาคนี้ เราจะไม่อนุญาตให้น้ำมันแม้แต่หยดเดียวออกจากภูมิภาค”


อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่ายังไม่ชัดเจนว่าอิหร่านจะสามารถปิดช่องแคบได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวมีแนวโน้มกระตุ้นการตอบโต้ทางเรือและทางอากาศครั้งใหญ่จากสหรัฐฯ


ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ อ้างว่าได้ทำลายเรือรบอิหร่านแล้ว 11 ลำ สะท้อนความเสี่ยงของการเผชิญหน้าที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งเต็มรูปแบบ


ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ การประกาศปิดเส้นทางดังกล่าวอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงทันที ในขณะที่ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอยู่แล้ว








ยิม เลียก, เบน สมิธ

  Facebook



ฝ่ายกฎหมาย ‘ยิม เลียก’ ออกแถลงการณ์โต้ข้อกล่าวหา
แค่ใช้บริการแลกเงิน ยืนยันไม่เคยถือสัญชาติไทย
กังวลกระบวนการสอบสวนกระทบสิทธิเด็ก

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ นายยิม เลียก (Mr Leak Yim) และ นางวิรินยา ยิมจ์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน กรณีข้อกล่าวหาและกระบวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าลูกความไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามที่ถูกพาดพิง

แถลงการณ์ระบุว่า นายยิม เลียก ไม่เคยถือสัญชาติไทย และไม่เคยมีหนังสือเดินทางไทย ดังนั้น ข่าวเกี่ยวกับ “การเพิกถอนหนังสือเดินทาง” จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่มีสัญชาติและหนังสือเดินทางไทยให้เพิกถอนตามกฎหมาย

ส่วนประเด็นการเดินทางออกนอกประเทศ ฝ่ายกฎหมายชี้แจงว่า เป็นการเดินทางตามแผนธุรกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหลายเดือน และผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ ไม่ใช่การหลบหนีหรือเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายตามที่ปรากฏเป็นข่าว

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุว่า รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ถอดชื่อ นายยิม เลียก ออกจากร่างกฎหมาย “U.S. Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” แล้ว โดยเห็นว่านี่เป็นข้อเท็จจริงระดับสากลที่ควรนำมาพิจารณาอย่างเป็นธรรม

ขณะที่ในส่วนของข้อกล่าวหาเรื่องความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น เช่น นายเฉิน จื้อ สำนักงานกฎหมายยืนยันว่า นายยิม เลียก “มิได้เป็นคู่ความ” และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลที่ถูกอ้างถึง อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วม การร่วมลงทุน หรือธุรกรรมทางการเงินร่วมกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการนำชื่อไปเชื่อมโยงโดยปราศจากฐานข้อเท็จจริง อาจไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม

สำหรับประเด็นการธุรกรรมวันที่ 3 มีนาคม 2564 ซึ่งปรากฏชื่อ นางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ อยู่ในรายการธุรกรรม ฝ่ายกฎหมายชี้แจงว่า นายยิม เลียก กับนางสาวแตงไทย ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความเกี่ยวข้องใดๆ ระหว่างกัน โดยเงินที่โอนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการภายในของผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา

ส่วนกรณีการโอนเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศกัมพูชาเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท แถลงการณ์ระบุว่า เป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบ “บัญชีตัวแทนรวม (Pooled Accounts)” ซึ่งเป็นกลไกมาตรฐานในภูมิภาค โดยเงินจำนวน 30 ล้านบาทที่เข้าบัญชีในประเทศไทย เป็นผลจากกระบวนการหักทอนทางบัญชีภายในของผู้ให้บริการ ไม่ใช่การทำธุรกรรมโดยตรงกับบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

ฝ่ายกฎหมายยังอ้างถึงคำพิพากษาศาลจังหวัดชลบุรีที่ระบุว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา มิใช่อาชญากรที่เกี่ยวข้องกับลูกความโดยตรง

แถลงการณ์ยังแสดงความกังวลต่อกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ออกหนังสือเชิญบุตรชายวัย 6 ปีของลูกความเข้าให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเงินออมส่วนตัว โดยชี้ว่าอาจเป็นการกระทำเกินสมควรแก่กรณี และกระทบสิทธิเด็ก พร้อมยกคำกล่าวของครอบครัวว่า “ในฐานะพ่อ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือการปกป้องลูกชาย”

นอกจากนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการส่งหนังสือราชการ โดยระบุว่ามีการแจ้งในระยะเวลากระชั้นชิด และมีการเผยแพร่ข้อมูลการสอบสวนผ่านสื่อก่อนที่ลูกความจะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีและชื่อเสียงทางธุรกิจ

แถลงการณ์ยังตั้งคำถามถึงกรณีการตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินในประเด็นเดิม ซึ่งบางรายการเคยผ่านกระบวนการชี้แจงและได้รับการคืนทรัพย์แล้ว โดยเห็นว่าอาจเป็นความซ้ำซ้อน

ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า ลูกความยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ถูกต้อง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการตามกฎหมาย


ธรรมนัส ปัดเอี่ยวคดี 'เบน สมิธ' ชี้เรื่องเกิดก่อนรู้จักกัน

พบพฤติการณ์ เบน สมิธ ใช้ชื่อภรรยาทำธุรกรรมทั้งหมด



 Facebook




ปลดล็อกกรรม

 ตำรวจสอบสวนกลางทลายลัทธิ "อาจารย์ต้น" อ้างเป็นองค์พระผู้สร้าง หลอกลวงเหยื่อแก้กรรม สูญเงินหลายสิบล้านบาท




กองบังคับการปราบปรามแถลงผลการจับกุม นายชวิศร์ หรือที่รู้จักในนาม "อาจารย์ต้น" ผู้ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิ "มายด์ แอนด์ โซล" (Mind and Soul) อ้างตัวเป็น "องค์พระผู้สร้าง" ลวงผู้เสียหายเข้าร่วมปฏิบัติธรรมและจ่ายเงินค่าปลดล็อกกรรม เบื้องต้นพบความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลการสืบสวนพบว่ามีเหยื่อบางรายซึ่งรวมถึงดารานักแสดงชื่อดัง สูญเงินรวมกันสูงถึง 50 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมชัยจินดา กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) แถลงผลปฏิบัติการทลายขบวนการฟอกเงิน "อ.ต้น อวตารพระผู้สร้าง" ฟอกเงินบาปในคราบนักบุญ

การจับกุมดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยกองบังคับการปราบปราม สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าจับกุมนายชวิศร์ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และสมคบกันฟอกเงิน" ได้ที่บริเวณหน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านเพชรเกษม 56 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

อ้างเป็น "องค์พระผู้สร้าง" ลวงแก้กรรมเป็นทางลัดสู่นิพพาน

จากพฤติการณ์แห่งคดี ตำรวจระบุว่า นายชวิศร์และภรรยาได้ชักชวนผู้เสียหายให้เข้าร่วมกลุ่มปฏิบัติธรรมที่ชื่อว่า "มายด์ แอนด์ โซล" โดยสร้างตัวตนเป็นผู้วิเศษ อ้างว่าตนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับร่างและเป็น "องค์พระผู้สร้าง" (Creator) ที่สามารถสื่อจิตและเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรได้

ขบวนการนี้ใช้กลอุบาย "ลด ละ กรรม" โดยจัดกิจกรรมที่เรียกว่า "ยกพระ" เพื่อดูดวงชะตา และหลอกเหยื่อว่ามีกรรมหนักติดตัวมาจากอดีตชาติ ผู้ตกเป็นเหยื่อจะต้องจ่ายเงิน "ค่าครู" หรือ "ค่าลดละกรรม" เพื่อเป็นทางลัดสู่นิพพานให้พ้นกรรมได้เร็วกว่าการทำบุญทั่วไป พร้อมกับมีวาทกรรมข่มขู่ความเชื่อที่ว่า "หากโอนเงินผิดบัญชี ผีก็จะไม่ไป" นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบเครือข่าย ชักชวนบุคคลอื่นให้มาร่วมเพื่อเพิ่มบารมี

ดารา-คนดังตกเป็นเหยื่อ นำเงินฟอกซื้อบ้านหรู

แม้เบื้องต้นจะมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ 14 ราย รวมมูลค่าความเสียหายที่มีหลักฐานการโอนเงินกว่า 15 ล้านบาท แต่จากการสืบสวนพบว่ามียอดเงินหมุนเวียนโอนเข้าบัญชีของนายชวิศร์รวมกว่า 50 ล้านบาท โดยมีรายงานว่าผู้เสียหายบางส่วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมและดารานักแสดง

เงินที่ได้จากการหลอกลวงไม่ได้ถูกนำไปทำพิธีตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวและบริษัทที่เปิดขึ้นบังหน้า เพื่อนำไปใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามีการนำเงินไปซื้อบ้านหรูมูลค่า 30 ล้านบาท และรถยนต์หรูอีกหลายคัน รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 40 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือน ม.ค. 2569 พฤติกรรมของอาจารย์ต้นได้ถูกเปิดโปงผ่านรายการโทรทัศน์ ส่งผลให้ผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะลักลอบเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติและถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวได้ในที่สุด

เปิดประวัติอาชญากรรมโชกโชน

จากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ผู้วิเศษอย่างสิ้นเชิง โดยนายชวิศร์มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงมาอย่างยาวนาน ดังนี้:

ปี 2557: เคยแจ้งความเท็จต่อบริษัทประกันชีวิตว่าภรรยาเสียชีวิต เพื่อขอเคลมเงินสินไหมทดแทนมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท จนถูกบริษัทประกันแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง

ปี 2562: ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ปี 2565: หลังจากได้รับการประกาศปลดจากล้มละลายเพียงวันเดียว นายชวิศร์ได้เริ่มตั้งตนเป็น "อาจารย์ต้น" เพื่อหลอกลวงเงินจากผู้เสียหายมาพลิกฟื้นฐานะของตนเอง

ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวน นายชวิศร์ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการติดตามตัวภรรยาของผู้ต้องหามาสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อขยายผลทางคดีต่อไป

ตอนท้ายของการแถลงข่าว ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ฝากข้อห่วงใยและเตือนภัยไปยังประชาชน ให้ระมัดระวังกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างความเชื่อทางศาสนา อ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือจัดพิธีกรรมแก้กรรมต่างๆ เพื่อเรียกรับเงินจำนวนมาก หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองบังคับการปราบปรามทันที


วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

ทรัพย์สินของอัลเลาะห์

เริ่มแล้ว! FBI ชี้อาจเป็น “ก่อการร้าย” มือปืนกราดยิงเบียร์การ์เด้นรัฐเทกซัส ดับ 2 เจ็บอื้อ สวมเสื้อธงอิหร่าน พร้อมประโยคเด็ด “ทรัพย์สินของอัลเลาะห์”

เริ่มแล้ว! FBI ชี้อาจเป็น “ก่อการร้าย” มือปืนกราดยิงเบียร์การ์เด้นรัฐเทกซัส ดับ 2 เจ็บอื้อ สวมเสื้อธงอิหร่าน พร้อมประโยคเด็ด “ทรัพย์สินของอัลเลาะห์”





เอเจนซีส์ – มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บอีก 14 คนหลังมือปืนอเมริกันผิวสีเกิดในเซเนกัลเปิดฉากยิงไรเฟิลเมื่อเวลาตี 2 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯในวันอาทิตย์(1 มี.ค) FBI ชี้มีสิทธิ์เชื่อมโยงก่อการร้าย หลังคนร้ายอเมริกันผิวสีแปลงสัญชาติเกิดในเซเนกัลสวมเสื้อสัญลักษณ์ธงชาติอิหร่านพร้อมข้อความ “ทรัพย์สินของพระอัลเลาะห์”

บีบีซีของอังกฤษรายงานวานนี้(1 มี.ค)ว่า มือปืนไรเฟิลก่อเหตุถูกระบุคือ นเดียกา ดิแอกเนอ (Ndiaga Diagne) อเมริกันแปลงสัญชาติเกิดที่เซเนกัล

หลังการแจ้งเรื่องว่ามีเหตุยิงเกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐเทกซัสในวันอาทิตย์(1)ที่ด้านนอกของร้านเบียร์การ์เด้นชื่อ Buford's bar ในเมืองออสติน เมืองเอกของรัฐเทกซัส

ตำรวจแถลงว่า คนร้ายใช้ปืนไรเฟิลกราดยิงมีผู้เสียชีวิตไป 2 คนและบาดเจ็บอีก 14 คนก่อนที่จะโดนตำรวจวิสามัญเสียชีวิต

ในจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 14 คนมี 3 คนอยู่ในขั้นสาหัส
 





พอแล้วๆรวยไม่ไหวแล้ว


 






พลังงานน้ำมันช่วงสงคราม

  "นายกฯ อนุทิน" ยัน! ยังส่งน้ำมันไปขายที่ลาวได้ปกติ เพราะไทยยังต้องใช้ไฟจากประเทศลาว ซึ่งไทยกลั่นในประเทศได้วันละ 170 ล้านลิตร ใช...