.
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
มะกันประท้วง No Kings ต้านทรัมป์ ทำเนียบขาวเย้ย พวกเกลียดจนขาดเหตุผล
💢 การประท้วงขนาดใหญ่ต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในชื่อ “No Kings” เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐในวันที่ 28 มีนาคม โดยมีรายงานการประท้วงทั่วทั้ง 50 รัฐ ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสต่อต้านสงครามอิหร่านและการดำเนินนโยบายแบบรวบอำนาจของทรัมป์ ที่ถูกเสียดสีว่าทำตัวประดุจดั่งกษัตริย์
“ทรัมป์ต้องการปกครองเราเหมือนเผด็จการ แต่ที่นี่คืออเมริกา อำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคนที่อยากเป็นกษัตริย์หรือพวกมหาเศรษฐีที่เป็นพวกพ้องของเขา” ผู้จัดงานระบุ ทั้งนี้ มีการวางแผนจัดกิจกรรมมากกว่า 3,200 จุดทั่วทั้ง 50 รัฐ
ด้านโฆษกทำเนียบขาวตอบโต้โดยเรียกการประท้วงดังกล่าวว่าเป็น “เวทีบำบัดสำหรับระบายอารมณ์ของพวกที่มีอาการเกลียดทรัมป์” ทั้งยังบอกด้วยว่า คนที่สนใจเรื่องนี้มีแค่พวกนักข่าวที่ได้รับค่าจ้างให้มาทำข่าวเท่านั้น
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569
เมื่อกฎหมายล่า คณะสงฆ์
อย่ามัวแต่นั่ง “หลับตา-ภาวนา” คิดว่ากูแน่!! อย่างเดียว
ยุคนี้..กฎหมายกำลังไล่ล่าพระสงฆ์แล้ว??
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569
For Iran
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเผยโครงการ For Iran เปิดรับเด็กวัย 12-13 ปี เข้าร่วมสงคราม ภารกิจลาดตระเวน ตั้งด่าน ตลอดจนงานขนส่ง
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ประกาศลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนสงครามในโครงการ "For Iran" ลงเหลือเพียง 12-13 ปี โดยราฮิม นาดาลี เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้นโยบายนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีเยาวชนเรียกร้องขอมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงตัดสินใจเปิดรับให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามาช่วยงานระดับปฏิบัติการ ทั้งการลาดตระเวน การตั้งด่านตรวจ และงานด้านโลจิสติกส์หรือการขนส่ง ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่กำลังดำเนินอยู่
การประกาศนโยบายดังกล่าวสร้างความกังวลในระดับสากล เนื่องจากอิหร่านมีพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่สั่งห้ามไม่ให้เด็กเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทหารในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด แต่ทางเจ้าหน้าที่ IRGC ยังคงเดินหน้าสนับสนุนให้เด็กวัยเรียนเข้าสู่กองกำลังหากมีความประสงค์ โดยอ้างว่าเป็นงานสนับสนุนและวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นการท้าทายหลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสวัสดิภาพของเยาวชนในพื้นที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง
คู่ปรับปูตินเยือนซาอุ
เมื่อรัสเซียจ่อส่งโดรนให้คู่ปรับอย่างอิหร่านต่อเนื่อง ซาอุฯ จึงไม่รอช้า ดึงตัวจริงอย่างยูเครนมาแชร์วิชา "รับมือโดรนพลีชีพ" ถึงถิ่น!
💢 3 ประเด็น "ต้องรู้"
* ยูเครนคือเบอร์ 1: รบกับโดรนตระกูล Shahed มาจนรู้ไส้รู้พุง ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักของซาอุฯ เช่นกัน
* หมากแก้เกม: รัสเซียขยับส่งอาวุธให้กลุ่มฮูตี/อิหร่าน ซาอุฯ จึงต้องรีบหา "ภูมิคุ้มกัน"
* ดีลต่างตอบแทน: ยูเครนให้ Know-how สอยโดรน ส่วนซาอุฯ ให้แรงหนุนด้านความมั่นคงและทรัพยากร
💢 ศัตรูของศัตรูคือมิตร
นี่ไม่ใช่แค่การทูต แต่มันคือการ "แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีสนามรบจริง" (Battle-proven) การที่ซาอุฯ ขยับมาจับมือยูเครนชัดเจนแบบนี้ สัญญาณเตือนส่งตรงถึงมอสโกและเทหะรานทันทีว่า "เรามีอาวุธลับที่สยบโดรนคุณได้"
💢 สถานการณ์ชวนคิดต่อ:
* การที่ยูเครนกลายเป็น "ผู้ส่งออกความรู้สงครามโดรน" จะทำให้เขามีแต้มต่อในเวทีโลกมากขึ้นแค่ไหน?
* ซาอุฯ กำลังเลือกข้างอย่างเป็นทางการ หรือแค่ซื้อประกันความเสี่ยง?
สรุป : ยูเครนขายวิชาสอยโดรน ซาอุฯ ซื้อความมั่นคง ผลประโยชน์ลงตัวท่ามกลางเกมอำนาจที่รัสเซียกำลังรุกคืบ
อิหร่านยอมรับ แต่มีแต่
ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน Meta และ YouTube มีความผิดฐานประมาทเลินเล่อในคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย
ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน Meta และ YouTube มีความผิดฐานประมาทเลินเล่อในคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย สั่งชดใช้รวม 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินให้บริษัท Meta และ YouTube มีความผิดฐานประมาทเลินเล่อและล้มเหลวในการแจ้งเตือนผู้ใช้งานถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้แพลตฟอร์มของตน
คดีนี้อาจถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของวงการโซเชียลมีเดีย โดยคดีนี้ถูกฟ้องร้องโดยหญิงสาวที่ใช้ชื่อว่า K.G.M. หรือ "Kaley" ซึ่งให้การว่าเธอมีอาการเสพติดแอปพลิเคชันอย่าง Instagram และ YouTube มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
โจทก์ระบุว่าฟีเจอร์การออกแบบของแอปพลิเคชัน เช่น อัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา ระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ และการแจ้งเตือนที่ดังอยู่ตลอดเวลา ทำให้เธอมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง ทั้งโรคหมกมุ่นกับความผิดปกติของรูปร่างหน้าตา (Body Dysmorphia) ภาวะซึมเศร้า และมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย
ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองบริษัทร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยแบ่งเป็นค่าเสียหายเพื่อชดเชย (Compensatory damages) มูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 103.5 ล้านบาท และค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive damages) อีกจำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 103.5 ล้านบาท ซึ่งรวมเป็นยอดเงินที่ต้องชดใช้ทั้งสิ้น 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 207 ล้านบาท โดยบริษัท Meta จะต้องรับผิดชอบจ่ายในสัดส่วน 70% และ YouTube ต้องจ่ายในสัดส่วน 30%
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากทั้งสองบริษัทได้ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินดังกล่าว โดยโฆษกของบริษัท Meta ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการประเมินทางเลือกทางกฎหมาย ขณะที่โฆษกของ Google ระบุว่าบริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์ พร้อมชี้แจงว่า YouTube เป็นเพียงแพลตฟอร์มสตรีมมิง ไม่ใช่เว็บไซต์โซเชียลมีเดีย
นอกจากนี้ ทนายความของฝั่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่ง ยังได้โต้แย้งในชั้นศาลว่า ปัญหาสุขภาพจิตของโจทก์นั้นมีต้นตอมาจากปัญหาครอบครัวและวัยเด็กที่ยากลำบาก และโจทก์ใช้แพลตฟอร์มเพื่อเป็นทางออกในการรับมือกับบาดแผลทางใจ
ตลอดการพิจารณาคดีที่กินเวลานาน 6 สัปดาห์นี้ มีผู้บริหารระดับสูงหลายคนขึ้นให้การต่อศาล เช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta, อดัม มอสเซอรี หัวหน้าของ Instagram และ คริสตอส กูดโรว์ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ YouTube
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ศาลก่อนหน้านี้ในรัฐนิวเม็กซิโกที่เพิ่งมีคำสั่งให้ Meta จ่ายค่าเสียหาย 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 12,375 ล้านบาท จากข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทล้มเหลวในการปกป้องเด็ก ๆ จากภัยคุกคามทางออนไลน์อีกด้วย
-
เชื่อพระเจ้าแล้วจะพ้นทุกข์คือตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์อยู่นิรันดร์ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ก็ต้องทุกข์ร่ำไป เพราะว่าพระเจ้าสร้างทุกข...
-
'ฮามาส' เรียกร้อง 'อิหร่าน' อย่าโจมตีเพื่อนบ้าน “ ฮามาส ” ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธ ในปาเลสไตน์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก อิหร่า...
-
ให้ไทยเปิดก่อน แล้วจะไปฟ้องโลกว่าถูกรังแก เข้ามาช่วยด้วย เขมรป่วนปราสาทตาควาย คล้องผ้าขาวม้ามีรูปธงชาติกัมพูชา เปิดด่านส่งอดีตรองเสนาธิกา...