วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อรหันต์เมืองไทย



 พระปั่นหัว 2 แม่ลูกเป็นอรหันต์ เถียงเจ้าคณะอ้างสร้างโลงให้โยม ปัดฆ่าชิงมรดก (คลิป)

 

  https://pantip.com/topic/41559345


  https://www.youtube.com/watch?v=d9NL_q3WGAE&t=401s


👉 วันเสาร์ที่ ๑๓ ผมและครอบครัวไปกราบอาจารย์แดงกีต้าร์ ฟังเทศน์ตั้งแต่๔โมงเย็น ถึงเที่ยงคืนครึ่ง

คนสวย ๒ คนนั่งฟังอย่างตั้งใจ ถึง ๘ ชั่วโมงครึ่ง (555ปกติเธอไม่น่าอดทน)

 

ระหว่างนั่งรถกลับเธอบอกดีใจมากที่ได้มา และเห็นแต่หน้ากับเสียงเทศน์อาจารย์แดงอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่เธอรู้สึกกับหลวงตาสมหมาย เอามาโพสต์เพื่อเชิญชวนให้ญาติมิตรทั้งหลายทดลองฟังธรรมะท่านอาจารย์แดงทางยูทิวบ์ดู จะเป็นบุญของท่าน

 

ผมเจอครั้งแรกเมื่อ ๕ ปีก่อนเปิดเจอท่านบอกว่าเป็นอรหันต์ นึกในใจว่าไอ้นี่ท่าจะบ้า แต่ฟังไปอีก๕ นาที ปกติไม่ค่อยเชื่อใครง่ายๆ ใจก็สรุปได้ว่าท่านเป็นของจริง ทดลองฟังอย่าไปปรามาสท่านนะครับ รักนะจึงเอามาบอก

 

 https://www.facebook.com/sontiyantnews/photos/a.694008120609980/4163124890364935/














ลารุงการ์ ก่อนถูกรื้อทำลาย

 



🔐เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้ “คนนอก”  เข้าไปเยือนอีกต่อไป


🔔จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์ ยังคงเป็นเมืองลับแล

 

  เราไม่เคยได้ยินว่า มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้ ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาค และร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจากคณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร  นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้งสองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม

 

แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ “เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่เท่าใด ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา

 

ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือนผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึงความตื้นลึกหนาบางได้

 

 คัมภีร์ ผาติเสนะ พูดถึงลารุงการ์และยาร์เชนการ์ ครั้งที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพสองครั้งสองครา ครั้งแรก ระหว่างเดือนเมษายน—พฤษภาคม ปี2016 ราวหนึ่งเดือน ก่อนลารุงการ์จะถูกสั่งปิด ห้ามชาวต่างชาติทุกคนไปเยือน  ครั้งที่สองเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี2017 คราหลังนี้เขาต้องบ่ายหน้าไปยาร์เชนการ์ เพราะเข้าลารุงการ์ไม่ได้อีกต่อไป  มีชาวต่างชาติบางคนขอยืมบัตรประจำตัวเพื่อนชาวจีนลักลอบเข้าไปอยู่บ้าง แต่คนที่แนะนำ เรื่องนี้ไม่อาจรับประกันอะไรได้ หากนักเดินทางถูกตำรวจจับ

 

ทำไมหลายคนจึงอยากดั้นด้นไปยังดินแดนไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ สำหรับคัมภีร์ “ความยากลำบากในการเดินทาง ความลึกลับ น่าค้นหา ความศรัทธาของผู้มาปฏิบัติธรรม ความอลังการของสิ่งปลูกสร้างที่แม้จะไม่สวยหรูวิจิตร  แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนเราหลุดเข้าไปในอาณาจักรอะไรสักแห่ง”  เป็นคำตอบถึงเสน่ห์ของเมืองกันดารทั้งสอง ซึ่งไม่ได้เป็นที่หมายของคนทั่วไป

 

 ว่ากันว่าลารุงการ์และยาร์เชนการ์ไม่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่ใดและหนังสือนำเที่ยวเล่มไหน นักเดินทางจากต่างถิ่นอาศัยการบอกต่อ  หากใครคิดจะหาหนังสือประวัติศาสตร์ของลารุงการ์และยาร์เชนการ์เป็นอันต้องผิดหวัง เพราะแม้แต่ใน amazon.com ก็ไม่มีหนังสือที่เกี่ยวข้องขาย จนยุคที่ทุกคนอยู่ในสังคมออนไลน์ เสียงเล่าลือจึงแพร่- กระจายและเชิญชวนให้นักเดินทางจากภายนอกเข้าไปเยี่ยมเยือน

 

ทั้งสองแห่งเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวได้ไม่ถึง 40 ปี ลารุงการ์เริ่มเป็นชุมชนเมื่อปี1980 เมื่อลามะนิกาย ญิงมะ (หมวกแดง) นามว่า จิกมี พุนซอก กับลูกศิษย์ มาก่อร่างสร้างเรือนเพียงสองสามหลัง  ก่อนหน้านั้นราวร้อยปีมีเพียงบันทึกว่า  ลามะชั้นผู้ใหญ่และผู้ทำ นายคนสำคัญของทิเบตชื่อ ดุดจอม ลิงปะ เคยลงหลักปักฐาน สร้างอารามนิกายญิงมะที่นี่มาก่อน  ส่วนยาร์เชนการ์เป็นรูป  เป็นร่างหลังจากนั้นอีกห้าปี  ต่อมาในปี 2001 เมื่อรัฐบาล จีนรื้อทำลายบ้านเรือนที่ลารุงการ์เป็นครั้งแรก  ภิกษุและภิกษุณีจำนวนมากพากันอพยพหนีมายังยาร์เชนการ์

 

 ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่สุดในโลก




 

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หลวงตาสุจน์





หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน

 

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้  มีการแชร์ภาพและเรื่องราวของ  "หลวงตาสุจย์"  พร้อมบอกว่า  อยากกลับไทยแล้ว เนื่องจากอยู่เขมรปีกว่ายอมรับอดอยากไม่มีคนใส่บาตร หวังคนไทยให้อภัย ไม่มีวันไหนที่จะไม่คิดถึงสุรินทร์บ้านเกิด

 

ล่าสุด หลวงตาสุจย์ เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก Such NaNa โต้เดือดข่าวลืออยากกลับไทย ระบุว่า... " Gu พูดที่ไหน เมื่อไหร่ เอาหลักฐานมา? อย่าเขียนเอาความสะใจเอายอด? ระวังเวรกรรมด้วย"

 

นอกจากนี้ หลวงตาสุจย์ ยังโพสต์คลิปขณะนั่งร่วมโต๊ะกับพระสงฆ์หลายรูป ซึ่งมีอาหารวางอยู่ตรงหน้า พร้อมระบุข้อความว่า "ไม่อดอยากเลย"

 

 หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน






หญิงผู้พิสูจน์พระเจ้าด้วยชีวิต


.'เมื่อมูฮัมหมัดได้สังหารพ่อแม่ของอาอีซะแล้วจึงนำเธอมาเป็นภรรยาในขณะที่เธอมีอายุเพียง 6 ขวบ ... เมื่อมูฮัมหมัดเกิดความใคร่ในตัวอาซะจึงได้พยายามสอดองคชาตของตนเข้าไปในปัสสาวะมรรคของอาอีซะ  แต่พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าก็สอดไม่ได้  จึงได้สำเร็จความใคร่ที่ปาก และขาหนีบของเธอ'..

..'จนกระทั่งอาอีซะมีอายุได้ 9 ขวบ (มีประจำเดือน) มูฮัมหมัดจึงเข้าสวรรค์กับอาอีซะได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา'..

..'จากนั้น ได้ประกาศให้สาวกแต่งงานกับเด็กหญิงอายุ 9 ขวบได้ และที่สำคัญชาวมุสลิมได้ทำประตูสู่สวรรค์เป็นลักษณะคล้ายอวัยวะเพศของเด็กผู้หญิงไว้ที่เมืองเมกกะเพื่อให้ชาวมุสลิมทั่วโลกได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ด้วยการจูบ และลูบคลำรูปอวัยวะเพศหญิงเพราะมีความเชื่อว่าจะได้เข้าสวรรค์  อีกทั้งจะได้สมปรารถนาในสิ่งที่ตนปรารถนาทุกประการอีกด้วย'..


 https://www.facebook.com/photo/?fbid=673880990722645&set=a.150256639751752


  https://www.facebook.com/CriticalQuranStudies/photos/a.1866003223416558/5506025786080932/







โองการกำราบเมีย

 

"โองการกำราบเมีย"

โองการนี้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ออกมาจัดการเมียนบีมูฯ หลังจากเมีย 2 คน (อาอิชะห์+ฮัฟเซาะห์) ไม่พอใจที่มูฮำหมัดเอาเมียทาสคนใหม่มานอนในบ้าน  (หลังจากที่มีเมียเดิมเป็นโหลแล้ว)  จึงร่วมกันแข็งข้อจนเขาต้องหนีเมียไปอยู่ถ้ำเป็นเดือน

โองการนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ "คำสอน" ในคัมภีร์ที่สาวกต้องท่องจำ และหลายคนนำมาใช้กำราบเมียตัวเองต่อ เมื่อต้องการเอาเมียเพิ่ม โดยเมียเดิมไม่ยินยอมพร้อมใจ

แต่ถ้าเมีย(คนที่เริ่มเก่า)ของมูฮำหมัดไม่โวย ก็คงไม่มี "โองการ[กำราบเมีย]" มาขู่ว่าจะให้เขาหย่าพวกเธอและจะหาเมียใหม่ที่หัวอ่อนกว่าพวกเธอ 2 คน


https://www.facebook.com/photo/?fbid=3251821021516434&set=a.869221086443118




👭 เรื่องของเรื่อง




👳ในช่วงปีที่ 6 หลังจากฮิจเราะห์ อาณาจักรของอิสลามเริ่มขยายใหญ่โตเป็นปึกแผ่นขึ้นมาก มูฮัมหมัดได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเข้ารับอิสลามให้กับเหล่าบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยโดยรอบ หนึ่งในนั้นคือส่งถึงเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียได้ส่งสารขอบคุณ และได้ส่งของขวัญบางส่วนกลับมาเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งในของขวัญนั้นมีทาสสาวพี่น้องชาวคริสต์คอปติกมาเรียห์และซีรีนห์อยู่ด้วย  มูฮัมหมัดได้มอบซีรีนห์ให้กับหนึ่งในซอฮาบะห์ และได้มอบมาเรียห์ให้กับฮัฟเซาะฮ์ 1 ในภรรยาของเขาไว้ใช้งานในบ้าน


วันหนึ่ง ซึ่งเป็นเวรปรนนิบัตินบีของฮัฟเซาะฮ์  นบีได้มาหานางที่บ้านและพบกับมาเรียอีกครั้ง นบีเกิดความสนใจในตัวมาเรียห์ขึ้นมา  จึงออกอุบายบอกกับฮัฟเซาะฮ์ไปว่า  พ่อของนางกำลังตามตัวอยู่  ฮัฟเซาะฮ์ออกจากบ้านไปที่บ้านอุมัรแต่ไม่พบกับพ่อของนางอยู่ที่นั่น จึงได้รีบกลับมาที่บ้านตัวเอง  กลับพบว่าสามีกำลังร่วมเตียงกับทาสของนางอยู่ในขณะนั้น


นบีอ้างว่านางทาสนี้เป็นที่อนุมัติแก่ตนเองแล้วตาม กุรอ่าน 33:50  "โอ้ นะบีเอ๋ย!  เราได้อนุมัติแก่เจ้าในบรรดาภริยาของเจ้า ซึ่งเจ้าได้มอบมะฮัรแก่พวกเธอ และ **สิ่งที่มือขวาของเจ้าครอบครอง** (ทาส) ... ที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าและอัลลอฮฺเป็น ผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ"


แต่ฮัฟเซาะฮ์ยังคงรู้สึกโกรธเป็นอันมาก เนื่องจากมาเรียนั้นเป็นทาสของนางไม่ใช่ของนบี และวันนั้นเป็นเวรของนาง แต่นบีกลับมาร่วมเตียงกับทาสของนางในวันของนางบนเตียงของนางในบ้านของนางเอง นบีจึงปลอบนางโดยให้สัญญาว่าถ้านาง "ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรับรู้อีก" ต่อไปนบีกำหนดจะให้มาเรียมไม่อนุมัติแก่ตัวท่านเองอีกต่อไปแล้ว จึงคลายคำกังวลของฮัฟเซาะฮ์ไปได้


หากแต่ผ่านมาอีกไม่นานฮัฟเซาะฮ์ได้มาพบว่าน้าบีร่วมเตียงกับทาสของนางซ้ำอีก นบีแก้ตัวว่า  ได้มีกุรอานประทานลงมาใหม่  ยกเลิกคำสัญญาที่นบีได้ให้ไว้กับนางไปแล้ว กุรอ่าน 66:1-2  "โอ้นะบีเอ๋ย  ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่ **อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติ** แก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจบรรดาภริยาของเจ้าเล่า? .... แน่นอนอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่พวกเจ้าแล้วในการ **แก้คำสาบาน** ของพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองพวกเจ้า และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ"


ในวันต่อๆมาหลังจากนั้น นบีพบว่าเหล่าบรรดาภรรยาแสดงท่าทีบึ้งตึงต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาอิชะห์และฮัฟเซาะฮ์ นบีรู้ได้ทันทีว่าฮัฟเซาะฮ์ได้เอาเรื่องที่นบีแอบกินตับสาวใช้ไปเล่าให้บรรดาภรรยาคนอื่นๆฟังด้วยหมดแล้ว


นบีจึงได้ไปเผชิญหน้ากับฮัฟเซาะฮ์อีกครั้งเพื่อสอบถามว่า  ฮัฟเซาะฮ์เองที่เผยแพร่เรื่องราวนี้ใช่ไหม?  ฮัฟเซาะฮ์แย้งว่านบีรู้ได้ยังไง?  นบีก็บอกว่าอัลเลาะห์เป็นคนบอกมาเอง กุรอ่าน 66:3  "และจงรำลึกขณะที่ท่านนะบีได้บอกความลับเรื่องหนึ่งแก่ภริยาบางคนของเขา ครั้นเมื่อนางได้บอกเล่าเรื่องนี้ (แก่คนอื่น) และอัลลอฮฺได้ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่เขา (ท่านนะบี) เขาก็ได้แจ้งบางส่วนของเรื่องนี้ และไม่แจ้งบางส่วน  ครั้นเมื่อเขา (ท่านนะบี) ได้แจ้งเรื่องนี้แก่นาง นางได้กล่าวว่า ใครบอกเล่าเรื่องนี้แก่ท่าน ?  เขา (ท่านนะบี) กล่าวว่าพระผู้ทรงรอบรู้ พระผู้ทรงตระหนักยิ่ง ทรงแจ้งแก่ฉัน" ***ลงท้าย *ฉัน* ได้ยังไง  กุรอ่านมันเป็นคำของพระเจ้าไม่ใช่เรอะ?***


ฮัฟเซาะฮ์ตกใจมากที่อัลเลาะห์แจ้งความลับแก่นบี หลังจากนั้น  นบีจึงได้เรียกรวมเหล่าภรรยาและประทานกุรอานบทกำราบภรรยาขึ้นมา  อัลเลาะห์จะมอบเมียใหม่ที่ดีกว่าพวกเจ้าให้แก่นบี  หากนบีหย่าพวกเจ้าเสีย  กุรอ่าน 66:5  "หากเขาหย่าพวกนาง  บางทีพระเจ้าของเขาจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่เขามีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง  เป็นหญิงที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นหญิงผู้ศรัทธา  เป็นหญิงผู้ภักดี  เป็นหญิงผู้ขอลุแก่โทษ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการถือศิลอด เป็นหญิงที่เป็นหม้าย และที่เป็นหญิงสาว"


หลังจากเหตุการณ์นี้นบีได้ยกเลิกเวรที่จะหมุนเวียนไปตามบ้านภรรยาไปถึง หนึ่งเดือน และใช้ช่วงเวลานั้นไปอยู่กับมาเรียห์แทน  นางไม่ได้อยู่รวมกับภรรยาคนอื่นๆของนบีในเมืองมะดีนะห์  แต่มีบ้านสวนอยู่ที่ชานเมืองแทน  นางเป็นคนเดียวในหมู่ภรรยา (หลังจากนางเคาะดีญะฮ์ตายไป) ที่ตั้งท้องกับนบี  จนกระทั่งให้กำเนิดบุตรชาย "อิบราฮิม" ขึ้นมานางจึงได้เป็นไท  หากแต่เด็กชายตายตั้งแต่อายุน้อยในภายหลัง  นักวิชาการส่วนหนึ่งไม่ได้ยอมรับนางเป็นหนึ่งในภรรยาของนบี  เนื่องจากไม่พบว่ามีการนิกะห์กันชัดเจน  นางน่าจะเป็นเพียงนางสนม/นางบำเรอ/เมียเก็บ/เมียน้อย อะไรแบบนั้นมากกว่า จึงไม่ถือเป็น "มารดาแห่งผู้ศรัทธา" เหมือนภรรยาคนอื่นๆของนบี


👭


 ทำไมต้องอิจฉาอิสลามที่สามารถมีเมีย  4  คนและสามารถเอาเด็ก  9   ขวบทำเมียด้วยคะ   ทุกคนก็พึงประสงค์ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา แล้วจะอิจฉากันทำไม?

 

https://www.facebook.com/groups/800582937198178/user/100035213146866

 

 




อินเดีย: ชาวมุสลิม 9 คนถูกจับกุมฐานจ่ายเงินให้ชาวฮินดูมากกว่า 100 คน

อินเดีย: ชาวมุสลิม 9 คนถูกจับกุมฐานจ่ายเงินให้ชาวฮินดูมากกว่า 100 คนเพื่อเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม

 

20 พฤศจิกายน 2021 12:00 น.โดยคริสติน ดักลาส-วิลเลียมส์

 

การจ่ายเงินให้ชาวบ้านยากจนเพื่อเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี 2016 มีการเปิดเผยว่า ซากีร์ ไนค์ ซึ่งได้รับการขนาน นามว่าเป็น “ผู้นำทางศาสนาอิสลามที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับสามในอินเดีย”  และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ร็อกสตาร์แห่งการเผยแพร่ศาสนาทางโทรทัศน์และผู้สนับสนุนศาสนาอิสลามสมัยใหม่”  ได้จ่ายเงินให้คนยากจนเพื่อเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ไนค์ ซึ่งมีช่อง Peace Channel ที่มีผู้ชมถึง 100 ล้านคน ได้รับการยกย่องใน “พรสวรรค์” พิเศษของเขาในการชักจูงให้ผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  แต่ต่อมานักสืบของตำรวจมุมไบได้เปิดเผยว่า ไนค์ และมูลนิธิวิจัยอิสลามที่ไม่แสวงหาผลกำไรของเขา ได้ทำการเปลี่ยนศาสนาอย่างผิดกฎหมาย “ให้แก่ผู้คนประมาณ 800 คน โดยจ่ายเงินให้พวกเขาโดยใช้เงินที่ได้รับจากต่างประเทศ

 

ในศาสนาอิสลามกระแสหลัก  การเผยแพร่ศาสนาในทุกรูปแบบได้รับอนุญาตแทบทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมายคือการนำโลกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอิสลาม

 

การเผยแพร่ศาสนาอิสลามโดยใช้เงินจากน้ำมันก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลของซาอุดีอาระเบียในพื้นที่ยากจนของปากีสถาน ซึ่งชาวซาอุดีอาระเบียได้สร้างโรงเรียนขึ้น  การขายลัทธิวะฮาบีโดยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจช่วยให้สามารถควบคุมประชากรได้

 

"ใครไปเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเหล่านี้บ้าง?

 

พวกเขาถูกคัดเลือกมาจากชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่าง ในพื้นที่อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน มีสมาชิกจากชนเผ่าปัชตุนที่สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาเหล่านี้ มีเด็กจากครอบครัวชาวนา และบางครั้งก็มีเด็กจากชนชั้นกลางระดับล่างที่พวกเขาสามารถคัดเลือกได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปากีสถาน  ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาประเภทอื่นใดเลย...

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอุดมการณ์ที่โรงเรียนเหล่านี้เผยแพร่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหล่อหลอมความคิดในโลกมุสลิม ดังนั้น หากการศึกษาแบบปกติไม่ได้เป็นการอบรมสั่งสอนผู้คน แต่โรงเรียนที่เผยแพร่ลัทธิคลั่งศาสนากลับเป็นการอบรมสั่งสอนผู้คน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัลยแพทย์สมองก็รู้ได้ว่าผลกระทบต่อสังคมจะเป็นอย่างไร

 

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือกลุ่ม “ดาราแห่งวงการเทศน์ทางโทรทัศน์” (เช่น ซากีร์ ไนค์) หรือรัฐมุสลิมร่ำรวยอย่างซาอุดีอาระเบียที่จ่ายเงินให้คนยากจนเพื่อเปลี่ยนศาสนา ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในศาสนาอิสลาม และสิ่งที่สอนให้กับผู้ที่เปลี่ยนศาสนานั้นไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็นสิ่งที่โลกชอบเรียกว่า “ลัทธิสุดโต่ง” แต่แท้จริงแล้วมันคือกระแสหลักของศาสนาอิสลาม

 

“ตำรวจในรัฐคุชราตแจ้งความดำเนินคดีกับ 9 คน ในข้อหา ‘บังคับเปลี่ยนศาสนา’ ชาวเผ่ากว่า 100 คน ให้มานับถือศาสนาอิสลาม” หนังสือพิมพ์ฮินดูสถานไทมส์, 17 พฤศจิกายน 2021:

 

ตำรวจแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า มีการลงบันทึกแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคล 9 คน รวมถึงชายท้องถิ่นคนหนึ่งที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอนดอน ในข้อหาล่อลวงชาวเผ่าจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตภารุช รัฐคุชราต ให้เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามโดยใช้เงินที่รวบรวมมาจากต่างประเทศ

 

เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจอาโมดกล่าวว่า ชาวเผ่ากว่า 100 คนจาก 37 ครอบครัวในชุมชน "วาสวะฮินดู" ซึ่งทั้งหมดอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกังการิยา ตำบลอาโมด อำเภอภารุช จังหวัดอุรุกวัย ถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนาโดยการเสนอเงินและสิ่งล่อใจอื่นๆ

 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “ผู้ต้องหาได้ใช้ประโยชน์จากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และการไม่รู้หนังสือของสมาชิกในชุมชนชนเผ่า เพื่อล่อลวงให้พวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในช่วงระยะเวลานาน” ผู้ต้องหาเกือบทั้งหมด 9 คนเป็นคนในพื้นที่ ยกเว้นคนหนึ่งที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในลอนดอนและระบุชื่อว่า เฟฟดาวาลา ฮาจี อับดุล ซึ่งเป็นผู้ระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

 

“กิจกรรมการเปลี่ยนศาสนาอย่างผิดกฎหมายโดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ใช้เงินทุนที่รวบรวมมาจากต่างประเทศนั้นเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานในหมู่บ้าน ผู้ต้องหาล่อลวงสมาชิกชุมชนฮินดูวาสาวาโดยเสนอเงินและความช่วยเหลืออื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนศาสนาพวกเขาให้เป็นอิสลามอย่างฉ้อฉลโดยการสมรู้ร่วมคิดทางอาญา”

 

   https://jihadwatch.org/2021/11/india-nine-muslims-arrested-for-paying-over-100-hindus-to-convert-to-islam?fbclid=IwAR0HHwQNls4IoC60u3vRLt_u5y9i5xjZ_Wg1hg3g45bywDRIW4rQ-MKPLO4





 พากย์ไทย:   มุสลิมจะทำอย่างไรในเทศกาลคริสต์มาส ดร.ซากิร ไนค์




 สำนักงานสืบสวนแห่งชาติอินเดียกล่าวว่าจะติดต่อตำรวจสากลเพื่อขอความช่วยเหลือในการจับกุม “นายซากิร ไนค์” ที่ถูกข้อหาก่อการร้ายและฟอกเงิน



สอนลัดตัดทุ่งมุ่งสู่นิพพาน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงาน ปปง. จับกุม “อาจารย์ต้น” อายุ 48 ปี เจ้าลัทธิ “มายด์ แอนด์ โซล” ตามหมายจับศาลอาญา หลังตั้งตนเป็นผู้วิเศษ อ้างมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับร่าง สามารถสื่อสารเจ้ากรรมนายเวรและปลดกรรมให้ผู้ศรัทธาได้

 

ผู้ต้องหาใช้วิธีจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรม หลอกให้เหยื่อจ่าย “ค่าครู” และ “ค่าลดละกรรม” อ้างเป็นทางลัดสู่นิพพาน มีผู้เสียหายอย่างน้อย 14 ราย ความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท ก่อนพบเงินถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวและบริษัทบังหน้า เพื่อนำไปใช้ชีวิตหรูหรา

 

   https://www.facebook.com/photo/?fbid=1449487953215649&set=a.761176905380094




อรหันต์เมืองไทย

  พระปั่นหัว 2 แม่ลูกเป็นอรหันต์ เถียงเจ้าคณะอ้างสร้างโลงให้โยม ปัดฆ่าชิงมรดก (คลิป)      https://pantip.com/topic/41559345    https://www.y...