วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

แนว เทวนิยม กับ อเทวนิยม


  ศาสนาในโลกนี้  จึงมี ๒ ศาสนา คือ ศาสนาที่นับถือเทพเจ้า เรียกว่า   “เทวนิยม”  ประเภทหนึ่ง  ศาสนาที่ไม่นับถือเทพเจ้าเป็นหลัก  เรียกว่า  “ธรรมนิยม”  หรือ  “สัจจนิยม”  หรือ  "อเทวนิยม"  ศาสนาในโลกนี้  ส่วนมากมีพวกเทวนิยม  เช่น  ศาสนาคริสต์  ที่มีพระผู้เป็นเจ้า  พระเยซู อ้างตัวว่าเป็นพระบุตรของบิดา  มาจากสรวงสวรรค์   พระนบีโมฮัมหมัด ก็อ้างตัวเป็น โปรเฟส หรือเป็นผู้แทนของพระผู้เป็นเจ้า  มาสั่งสอนประชาชน

 

  








 

 พวกชาวฮินดูทั้งหลาย   เขียนคัมภีร์พระเวท  ก็บอกว่าเอาจากพระโอษฐ์ของพระผู้เป็นเจ้า พระพรหมเป็นผู้สั่งมาให้เขียนอย่างนี้   ให้ว่าอย่างนี้  แล้วคนที่เขียนนั้น  ต้องเป็นพราหมณ์ คนอื่นไม่ได้   พราหมณ์มีหน้าที่รับเอาพระเวทมาจากพระพรหม   พราหมณ์เป็นผู้สอน   คนอื่นสอนไม่ได้ เพราะคนฮินดูเขาแบ่งเป็น ๔ ชั้น เรียกว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร

 

กษัตริย์  มีหน้าที่รบป้องกันบ้านเมือง ป้องกันศาสนา

พราหมณ์  มีหน้าที่สอนศีลธรรมแก่ประชาชน  แล้วก็พวก

 แพศย์  มีหน้าที่ค้าขาย

 พวกศูทร  เป็นกรรมกร

 

พราหมณ์ นั้น  เกิดจากปากของพระผู้เป็นเจ้า เอาเปรียบ เกิดจากปากเลย

 กษัตริย์  ออกมาจากแขนมีหน้าที่รบข้าศึก

 พวกแพศย์ คือพ่อค้าเกิดจากท้องของพระผู้เป็นเจ้า

 พวกศูทร แย่หน่อย เกิดจากหน้าแข้งของพระผู้เป็นเจ้า  เกิดคนละที่ละแห่ง  ก็เลยแบ่งเป็นวรรณะ ๔

 

ความจริง วรรณะ ๔ นี้ ไม่ใช่ให้ถือให้เกลียดกัน  เดิมทีไม่ได้เกลียดกันดอก  เขาแบ่งงานกัน.

 วรรณะ ๔ ของพราหมณ์:  กษัตริย์  มีหน้าที่ทำงานนักรบปกครองบ้านเมือง

 พราหมณ์  มีหน้าที่  จัดการทางศึกษาเล่าเรียน

 พวกแพศย์  มีหน้าที่  ค้าขายทางเศรษฐกิจ

 พวกศูทร   มีหน้าที่  กรรมกรใช้แรงงาน  เขาแบ่งงานกันทำ

 

แต่ว่าต่อมามันเกิดกิเลสขึ้น  อะไรๆเอากิเลสเข้าใส่แล้วมันยุ่งทั้งนั้นน่ะแหละ  ทำให้เกิดปัญหาถือชั้นวรรณะกัน  กินร่วมกันไม่ได้  ภาชนะอันหนึ่ง  ถ้าพวกศูทรมาแตะต้อง  พวกพราหมณ์  พวกกษัตริย์  พวกแพศย์ กินไม่ได้   อาหารตั้งอยู่  ถ้าอาหารบริบูรณ์ดี  พวกศูทรเดินมามีเงาทับ  มันเททิ้งหมดเลย   แต่ถ้าอาหารขาดแคลนมันก็ไม่เทเหมือนกัน  มันถือไม่เข้าเรื่อง  นี่เป็นเรื่องวรรณะ

 

พระพุทธเจ้าบอกว่า  คนไม่ได้ประเสริฐเพราะวรรณะ ไม่ได้เลวเพราะวรรณะ คนประเสริฐเพราะการกระทำ เลวก็เพราะการกระทำ ไม่ใช่ดีเลวเพราะชาติเกิด แต่ดีเลวเพราะการกระทำ.  คนเราเลือกเกิดไม่ได้ จะเกิดเป็นอะไรก็ตาม ถ้าทำดีแล้วเป็นต้องดีทั้งนั้น  (แล้วยกตัวอย่าง) คนชั้นศูทร แต่เขาประพฤติดี ประพฤติชอบ แม้แต่กษัตริย์ก็ยังให้เกียรติ  กษัตริย์ถ้าประพฤติไม่ดีก็เป็นที่ดูหมิ่นแก่คนทั้งหลาย   ไม่ใช่อยู่ที่การเกิดหรือวรรณะ   แต่อยู่ที่กรรมดีคือการกระทำ  พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น  พวกพราหมณ์เขาถือว่า พระพรหมเป็นผู้สร้าง.

 

 


 Facebook


 เด็กนักเรียน  พากันคว่ำบาตรอาหารกลางวันในโรงเรียน เพียงเพราะแม่ครัวคนใหม่ เป็นชนชั้นจัณฑาล 🇮🇳

 

"จัณฑาล ไม่ใช่วรรณะ  แต่จัณฑาล คือชนชั้น"

 

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรง ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในรัฐอุตตรขัณฑ์   ได้จ้างแม่ครัวคนใหม่มา  เพื่อทำอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียน

 

โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง Champawat ซึ่งได้มีการจ้างหญิงดาลิต ( Dalit แปลว่า จัณฑาล ) ในหมู่บ้านคนหนึ่งมาเป็นแม่ครัวของโรงเรียน  เธอมีชื่อว่า สุนิตา เทวี โดยสุนิตามีหน้าที่ เตรียมอาหารให้แก่เด็กนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2

 

“ตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มงาน ไม่มีนักเรียนคนไหน ที่ปฏิเสธอาหารกลางวันของโรงเรียนเลย แต่พอวันถัดมา  เด็กนักเรียนที่มีชนชั้นสูงกว่าเธอราว 66 คน ก็เตรียมอาหารใส่ปิ่นโตมาจากบ้านเอง"  ครูใหญ่กล่าว

 “ ผมงงมากจริง ๆ ว่าอะไรทำให้เด็ก ๆ กลายเป็นแบบนี้ไปได้  มันเหนือความเข้าใจของผมไปมาก “

 โดยครั้งนี้  ผู้ปกครองนักเรียนที่แบนอาหารกลางวัน ได้กล่าวว่า  ก่อนมีการเลือกแม่ครัวคนใหม่เข้ามา  ทางผู้ปกครองได้มีการเลือก  แม่ครัวอีกคนหนึ่งไว้แล้ว แต่ครูใหญ่และคณะกรรมการบริหาร ได้เลือกสุนิตาแทน

 “ฉันมองว่า  เนื่องจากโรงเรียนนี้มีจำนวนนักเรียนที่มีชนชั้นสูงจำนวนมาก  ดังนั้น  ก็ควรจะเลือกแม่ครัวที่มีชนชั้นสูงด้วยเช่นกัน"   หนึ่งในผู้ปกครองให้สัมภาษณ์

 

แต่งานนี้มีเสียงของผู้ปกครองอีกหลายท่าน ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของเด็ก ๆ ในครั้งนี้  “เรามองว่า หญิงดาลิตทุกคน  ก็ควรได้รับโอกาสที่ดี ๆ ฉันมองว่า นอกจากเธอจะมาเป็นแม่ครัวแล้ว  เธอยังสมควรได้รับอาหาร ขนมปัง และเนยดี ๆ สำหรับทานอีกด้วย"  ผู้ปกครองอีกท่านกล่าว

 

เมื่อเรื่องนี้ถูกพูดออกไปในวงกว้าง  จึงลุกลามไปถึงกระทรวงการศึกษาธิการอีกด้วย ทำให้ทางหน่วยงานของภาครัฐ จำเป็นจะต้องลงมาตรวจสอบ เพื่อหาคนต้นคิด และสรุปข้อขัดแย้งนี้

“เพราะการกีดกัน หรือคว่ำบาตรอาหารกลางวันที่ชนชั้นจัณฑาลทำนั้น ในทางกฎหมายถือว่าเป็นความผิด  หรือ เป็นการละเมิดกฏหมายสิทธินะ  เพราะมันสามารถสร้างความรุนแรงและอันตราย ให้แก่สังคมได้"  Harshbardhan  อดีตประธานเทศบาลท้องถิ่นรัฐ กล่าว

 

“พวกเราอยู่ในยุคสมัยใหม่แล้ว  การโต้เถียงเรื่องพวกนี้  มีแต่จะทำลายความรักความสามัคคีให้หมดไป  สำหรับผมนั้น  กรณีนี้ควรต้องมีผู้ที่ได้รับโทษ และต้องไต่สวนให้ถึงระดับการไต่สวนสูงสุดด้วย"

 

เรื่องนี้ อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น การแบ่งแยกด้วยเรื่องชนชั้นและวรรณะ ของทางอินเดียนั้น ถือว่าในทางกฎหมายเป็นความผิดที่รุนแรงมาก

 

การกล่าวเหยียด  การดูถูก  การประเมินค่าราคาคนด้วยทัศนคติดั้งเดิม ของคนเพียงกลุ่มเดิม ๆ นั้น มันไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนความเจริญของบ้านเมืองได้จริง ๆ ค่ะ และมีแต่จะเป็นการบ่อนทำลายความสามัคคี ของสังคมลงไปด้วย

 

การศึกษาที่ว่าสำคัญนั้น ยังไม่สู้การอบรมสั่งสอน และการให้ความรักความอบอุ่น ของพ่อแม่เลยนะคะ การสอนให้ลูกมองอะไรให้กว้าง และ ลึกหลายมิติ นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมากจริง ๆ

 

ยุคใหม่ สมัยใหม่แล้ว ชุดความคิด ก็ต้องปรับเปลี่ยน และ ต้องเริ่มยอมรับสิ่งที่เป็นไปมากขึ้นด้วยค่ะ สังคมของอินเดียนั้นใหญ่และกว้างมาก และแน่นอน  ความซับซ้อนนี้ มีมาหลายพันปี อาจต้องใช้เวลาสักนิด  แต่เชื่อว่าไม่นาน  ต้องดีขึ้นแน่นอนค่า

 

 



วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จิตตั้งมั่น

 

ซิโมน ไบล์ส” จากหนูน้อยยากจน/เด็กบ้านแตก สู่เจ้าแม่โอลิมปิกยิมนาสติก เธอทำสมาธิจิตตั้งมั่น  ความวิตกที่บั่นทอนความรู้สึกก็จางหายไป  แล้วเดินเข้าแข่งขัน แล้วคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ

ซิโมน ไบล์ส นำเทคนิคการทำกรรมฐานลมหายใจมาใช้ที่ข้างเวทีการแข่งขัน เพื่อฟื้นสมาธิให้กลับมาตั้งมั่นเป็นปกติ นั้น เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันรายการรวมอุปกรณ์หญิงเดี่ยว (4 อุปกรณ์) ณ มหกรรมโอลิมปิกส์ปารีส 2024

 

 


วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

"ทาง" ชารีอะห์

 


กษัตริย์ของมาเลเซียที่บังคับให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาอิสลาม - Pantip


บุคคลในหัวข้อของเจ้าของกระทู้ยกมานั้น เป็นสุลต่านแห่งรัฐมะละกา

 

ส่วนประเทศมาเลเซียเพิ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งได้รวมเอาดินแดนของรัฐทางเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยามเข้าไปด้วย แต่ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเขามักจะนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐสุลต่านมะละกา

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่ มุสลิม มีอำนาจทางการเมือง การญิฮาด ก็จะตามมา

 

เมื่อ "รัฐสุลต่าน" เกิดขึ้น ณ ที่ใด สุลต่านองค์นั้น ย่อมบังคับใช้กฎหมายชาริอะห์ในการปกครองดินแดนของตนเอง ผู้อยู่ใต้การปกครองที่ไม่นับถือศาสนาอิสลาม หรือ กาเฟร นั้น ถือว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมายชาริอะห์ ย่อมถูกลงโทษ ตามกฎหมายชาริอะห์

 

อิสลามที่เข้ามาให้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็น นิกายสุหนี่ มัซฮับ ซาฟีอี มาจากอินเดียตอนใต้ ซึ่งให้ผู้ปกครองมุสลิม สามารถทำ ญิฮาด กับผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามได้เลย

 

สามารถนำเอาอัลกรุอ่าน ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ มาบังคับใช้ได้ทันที เพราะเป็นผู้ได้รับชัยชนะทางการทหารและกุมอำนาจทางการเมืองแล้ว กาเฟรผู้อยู่ใต้การปกครอง จึงมีทางเลือกแค่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม อพยพหนีไปอยู่ที่อื่น หรือ ตาย เท่านั้น

 

ดินแดนแห่งใดก็ตาม เมื่อกลายเป็น รัฐสุลต่าน ซึ่งปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์ ก็จะเกิดการบังคับให้นับถือศาสนาอิสลามตามมา

 

ตามประวัติศาสตร์ อิสลาม เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพ่อค้ามุสลิม มีการสร้างชุมชน และ หมู่บ้าน ตามชายฝั่งทะเลตามเส้นทางการค้า และทำการค้าขายกับโลกมุสลิมที่รุ่งเรืองทางฟากตะวันตก จนสามารถสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ  พร้อม ๆ กับการเพิ่มประชากรมุสลิม และสามารถยึดอำนาจทางการเมือง และการทหาร ในดินแดนแห่งนั้นได้ จนกระทั่งสามารถตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง เป็น สูลต่าน ได้ในที่สุด

 

บางครั้ง ราชา หรือ ผู้นำ ในดินแดนแห่งนั้นต้องการค้าขายกับโลกมุสลิม ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เปลี่ยนการปกครองดินแดนของตนเองเป็น "รัฐสุลต่าน" แล้วปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์ ซึ่งก็มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามกับคนผู้อยู่ภายใต้ปกครองตนเอง จนจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามด้วย

 

การบังคับคนท้องถิ่นให้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เกิดขึ้นที่เกาะสุมาตรา ตอนบน ซึ่งตอนแรกพ่อค้ามุสลิมใช้เป็นที่จอดพักเรือค้าขาย แต่งงานกับหญิงท้องถิ่น และอำนาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความมั่งคั่ง กระทั่ง ราชาหรือผู้นำ ในดินแดนแห่งนี้ได้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม และตั้งรัฐสุลต่านแห่งแรกปกครองดินแดนแห่งนี้ในคริสศตวรรษที่ 13 เรียกชื่อว่า รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai  ปัจจุบันคือ จังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ไม่ว่าเศษฐกิจและการเมืองของรัฐสุลต่าน Samudera - Pasai ขึ้นอยู่กับต่างชาติที่เป็นมุสลิมทั้งสิ้น

 

กฎหมายชาริอะห์ มัซฮับ ซาฟิอี ที่บังคับใช้ในอินเดีย และถูกถ่ายทอดมายัง รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai บังคับให้คนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เมื่อถูกต่อต้าน มุสลิมก็สามารถทำสงครามศาสนา หรือ ญิฮาด ได้ตามอัลกรุอ่าน ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ ดังนั้นเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 มุสลิมก็สามารถควบคุมดินแดนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราไว้ได้

 

ปรเมศวร ที่ต่อมาเป็น สุลต่านองค์แรกของรัฐสุลต่านแห่งมะละกา ซึ่งก่อตั้งในต้นศตวรรษที่ 15 ก็แต่งงานกับหญิงมุสลิมลูกครึ่งอาหรับ จากรัฐสุลต่าน Samudera - Pasai นี่เอง

 

มะละกา ในขณะนั้นเป็นเมืองท่าที่ทำการค้ากับอินเดียที่เป็นมุสลิม และมีทหารที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ทหารมุสลิมเหล่านี้เองเป็นผู้เสนอให้ ปรเมศวร แต่งงานกับหญิงมุสลิม เพื่อให้เขาได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหารมุสลิม และ มีเครือข่ายการค้าขายกับมุสลิม ทำให้ ปรเมศวร เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม

 

 


วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

คิวยาว

 









https://www.facebook.com/100054672756284/videos/418771687481425






 

แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์



ความขัดแย้งระหว่างปากีสถาน และอินเดีย บนดินแดน แคชเมียร์ มีมาอย่างเนิ่นนาน

 

แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่สิบเก้า หลังจากที่อังกฤษรุกรานซิกข์ และได้รับชัยชนะในปี 1846 แทนที่อังกฤษจะปกครองดินแดนด้วยตนเอง กลับให้อำนาจการปกครองกับชาวฮินดู ในฐานะ  “มหาราชา”

 

ในยุคจักรวรรดิอังกฤษ แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นหนึ่งใน 560 รัฐที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ ในการประกาศเอกราช ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับสิทธิเลือกที่จะอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ระหว่าง อินเดียและปากีสถาน โดยต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและศาสนาของประชากรที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น

 

มหาราชา ฮาริ สิงห์ โดกรา (Hari Singh Dogra) ผู้ครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ขณะนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้ เนื่องจากตัวพระองค์นับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม   ดังนั้น  มหาราชาจึงไม่ตัดสินใจที่จะรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กลับลงนามในข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว กับ  ปากีสถาน  เพื่อที่ประชาชนในแคว้นยังสามารถทำการค้า การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อสื่อสารกับประชาชนของปากีสถานได้  ขณะที่แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงใดๆ กับประเทศอินเดีย

 

ในเดือนตุลาคม ปี 1947 ชนเผ่าปัชตุน (Pashtun) จากชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานเข้ารุกรานแคว้นแคชเมียร์  นอกจากนั้น  ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแคว้น เพื่อต่อต้านกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานในความพยายามจะรวมเข้ากับปากีสถาน  จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น  ทำให้มหาราชา ฮาริ สิงห์ ตัดสินใจนำแคว้นชัมมู และแคชเมียร์เข้าร่วมกับอินเดีย โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านกำลังพลและอาวุธจากอินเดีย

 

ภายหลังจากที่มหาราชา ฮาริ สิงห์ ลงนามในการส่งมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) กับ วี พี เมนอน ผู้แทนนายกรัฐมนตรี ชวาฮาร์ลัล เนหรุ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1947 ในเช้าวันต่อมา (27 ตุลาคม) กองกำลังอินเดียเคลื่อนพลทางอากาศเข้าสู่กรุง Srinagar หรือศรีนคร เมืองใหญ่ที่สุดในแคชเมียร์  นับตั้งแต่นั้นมา  ความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี

 

แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ เป็นต้นตอขอข้อพิพาทในภูมิภาคเอเชียใต้ตลอดมานับตั้งแต่อังกฤษคืนเอกราชให้ดินแดนจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ และเป็นชนวนเหตุสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึง 4 ครั้ง ดังนี้

 

ครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1947-1949 หรือที่เรียกว่า “The First Kashmir War” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปี 1947 ปากีสถานให้การสนับสนุนวาร์ซิรี (Warxiri) และมาอูซุด (Mausud) นำทหารชาวเขาจากชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ โดยอ้างว่ามาทำการปลดปล่อยชาวแคชเมียร์จากมหาราชา ฮาริ สิงห์ และสามารถยึดครองดินแดนได้ถึง 1 ใน 3 ของแคว้น ทำให้มหาราชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดีย

 

เยาหะราล เนห์รู นายยกรัฐมนตรีขณะนั้น ตัดสินใจส่งทหารบกลำเลียงทางอากาศลงที่ศรีนคร (เมืองหลวงแคชเมียร์) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1947 เวลา 09.00 ได้ทันก่อนที่ปากีสถานจะเข้ายึดสนามบิน เกิดการปะทะกันหลายครั้ง หลังจากนั้น รัฐบาลอินเดียยื่นประท้วงต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งองค์การสหประชาชาติมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1949 โดยกำหนดแนวหยุดยิง (Line of Control) แบ่งแคชเมียร์ตะวันออก ชัมมู และลาดัคห์ เป็นเขตยึดครองของอินเดีย ส่วนแคชเมียร์ตะวันตก (ปากีสถาน เรียกว่า “อาซัค” หมายถึงแคชเมียร์) เป็นเขตยึดครองของปากีสถาน

 

ครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1965-1966 หรือที่เรียกว่า “The Second Kashmir War” สงครามแคชเมียร์ครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 เมื่อปากีสถานส่งกำลังทหารเข้าโจมตี Runn of Kachehh โดยอ้างว่าเป็น “วันปลดปล่อยแคชเมียร์” (Kashmir Revolt Day) ซึ่งตรงกับการฉลองครบรอบ 12 ปีที่เชค อับดุลลาห์ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพชาวแคชเมียร์ถูกจับกุม

 

ปากีสถานส่งหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธทันสมัยรุกเข้ายึดศรีนคร ทำลายสถามบินปาธาน-กฏอดัมขปูร์ และฮัลวารา พร้อมทั้งส่งกำลังพลร่มเข้าสู่ปัญจาบ รัฐบาลอินเดียได้ยื่นประท้วงสหรัฐอเมริกา กล่าวหาปากีสถานใช้อาวุธทันสมัยละเมิดแนวหยุดยิง รุกรานแคชเมียร์ในเขตยึดครองอินเดีย

 

สหรัฐฯ จึงได้ระงับการขายอาวุธให้ปากีสถาน ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1965 และประกาศวางตัวเป็นกลาง อินเดียส่งกำลังทหารตอบโต้ สามารถยึดดินแดนกลับคืนมาได้ และรุกคืบหน้าใกล้ถึงเมืองละฮอร์ (Lahore) ของปากีสถาน จนทำให้ปากีสถานต้องยอมหยุดยิงและเจรจาสงบศึก (The Tashkent Declaration) เมื่อ ค.ศ. 1966 ที่เมือง Tashkent

 

ครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1971 เป็นสงครามที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับแคชเมียร์ แต่เกี่ยวพันกับสงครามการแยกตัวของปากีสถานตะวันออก หรือ บังคลาเทศในปัจจุบัน (Bangladesh Liberation War) ดินแดนทางทิศตะวันออกของปากีสถานซึ่งประชากรส่วนใหญ่เชื้อสาย Bengali ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถาน  ด้วยเหตุความรุนแรงในวงกว้างที่เกิดขึ้น  ทำให้ผู้อพยพชาว Bengali หลายล้านคนหนีตายมายังประเทศอินเดีย  ในครั้งนั้น  อินเดียร่วมกับกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังคลาเทศ (Mukti Bahini หรือที่รู้จักกันในนามของ “Freedom Fighter”) สามารถเอาชนะกองกำลังปากีสถาน  ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดประเทศบังคลาเทศ

 

ครั้งที่ 4  สงครามคาร์กิล  ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 หรือที่เรียกว่า “Kargil War” ปากีสถานเปลี่ยนยุทธวิธีการรบจากการใช้กำลังเผชิญหน้ามาเป็นการใช้ยุทธวิธีในการทำให้อินเดีย Bleed through a thousand cuts เหมือนกับที่ปากีสถานได้ทำกับอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน และในที่สุดโซเวียตก็พ่ายแพ้

 

ปากีสถานใช้นักรบศักดิ์สิทธ์ของพระผู้เป็นเจ้า หรือ “Jihad”  ต่อสู้กับพวกนอกศาสนา คือ อินเดีย โดยเปิดค่ายผู้ก่อการร้ายในเขตแคชเมียร์ของปากีสถาน  ในสงครามครั้งนี้  แม้อินเดียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ  แต่อินเดียพบกับความสูญเสียมหาศาล  ทหารอินเดียหลายกองพันต้องสังเวยชีวิต  ส่วนปากีสถานสามารถเรียกร้องให้นานาชาติหันมาสนใจปัญหาแคชเมียร์ได้ในระดับหนึ่ง

 

ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ได้มีสัญญาณแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศมีวี่แววว่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งสองประเทศต่างเปิดการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง และได้มีการเปิดเส้นทางรถโดยสารระหว่าง 2 ฝากฝั่งแคชเมียร์ในปี 2005 ขณะที่ในปี 2006 ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟและเส้นทางการค้าหลังจากปิดมา 60 ปีตรงบริเวณรอยต่อแบ่งเขตการปกครองแคชเมียร์ของอินเดียและปากีสถาน

 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายที่กรุงมุมไบในเดือนพฤศจิกายนปี 2008 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเริ่มย่ำแย่ลงอีกครั้ง  อินเดียได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ 2 ฉบับไปยังปากีสถาน  เพื่อประท้วงที่ปากีสถานไม่อาจหยุดผู้ก่อการร้ายที่อาศัยอยู่ในประเทศตนได้

 

เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 จากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเขตพูลวามา ซึ่งเป็นดินแดนแคชเมียร์ในส่วนที่อยู่ในการควบคุมของอินเดีย ทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังตำรวจกึ่งทหารเสียชีวิต 46 นาย นับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

 

 

แนว เทวนิยม กับ อเทวนิยม

  ศาสนาในโลกนี้  จึงมี ๒ ศาสนา คือ ศาสนาที่นับถือเทพเจ้า เรียกว่า   “เทวนิยม”  ประเภทหนึ่ง  ศาสนาที่ไม่นับถือเทพเจ้าเป็นหลัก  เรียกว่า  “ธรร...