บางเกาะ
💣พล.ตรี โมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกแถลงการณ์ล่าสุดว่า สงครามที่กำลังดำเนินอยู่จะยังไม่ยุติลง จนกว่าอิหร่านจะได้รับการชดเชยความเสียหายอย่าง “เต็มรูปแบบ” จากความสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้น
💢 หน้าประวัติศาสตร์การเมือง และศาสนาอิสลามเกือบจะถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วยผู้หญิงเพียงคนเดียว เธอไม่ใช่ชนชั้นสูง ไม่ใช่อาหรับแท้ และไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นภรรยาหลักด้วยซ้ำ เธอคือ "มารียะฮ์ อัล-กิบฏียะฮ์" หญิงคริสเตียนชาวอียิปต์ที่มาในฐานะ "ทาสบรรณาการ" แต่เกือบจะได้เป็นมารดาของผู้นำสูงสุดทางสายเลือดแห่งโลกอิสลาม
ในปี ค.ศ. 628 เมื่อ "มุก็อวกิส" ผู้ปกครองอียิปต์ ส่งของกำนัลมาเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีกับศาสดามุฮัมมัด (แทนที่จะยอมรับการเปลี่ยนศาสนาตามสาส์นเชิญ) หนึ่งในบรรณาการนั้นคือทาสสาวชาวคอปติก (คริสต์แบบอียิปต์) สองพี่น้อง ซีรีน และ มารียะฮ์ สถานะของเธอคือ "ทาสที่มือขวาครอบครอง" ที่ถูกมอบให้กับ ฮัฟเศาะฮ์ ภรรยาของนบี ทว่าด้วยหน้าตาและผิวพรรณที่โดดเด่นแบบสาวต่างแดน เธอจึงกลายเป็นคนโปรดอย่างรวดเร็ว
การมาของมารียะฮ์สั่นคลอนขั้วอำนาจในบ้านอย่างหนัก บรรดาภรรยาหลัก (ซึ่งหลายคนมาจากตระกูลทรงอิทธิพลทางการเมือง) โดยเฉพาะท่านหญิงอาอิชะฮ์และฮัฟเศาะฮ์ เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง
ความขัดแย้งพุ่งสูงสุดเมื่อฮัฟเศาะฮ์กลับมาเจอศาสดาอยู่กับมารียะฮ์บนเตียงในห้องของนางเองในวันของนาง สิ่งที่ตามมาคือการโวยวายและการร่วมมือกันของบรรดาภรรยาเพื่อกดดันศาสดา เรื่องนี้บานปลายจนถึงขั้นมีโองการอัลกุรอาน (ซูเราะห์ อัต-ตะห์รีม) ประทานลงมาเพื่อตักเตือนและขู่บรรดาภรรยาให้อยู่ในความสงบ และศาสดาต้องใช้มาตรการ "คว่ำบาตร" แยกกันนอนกับเหล่าภรรยาหลักนานเกือบเดือนเพื่อยุติปัญหาประสาทเสียนี้
ทิศทางลมเปลี่ยนอย่างรุนแรงเมื่อมารียะฮ์ "ตั้งครรภ์" และให้กำเนิดบุตรชายชื่อ "อิบรอฮีม" ต้องเข้าใจว่าในสังคมอาหรับที่อำนาจส่งผ่านทางสายเลือดบุรุษ การเกิดของเด็กคนนี้คือแผ่นดินไหวทางการเมือง เพราะนับตั้งแต่ภรรยาคนแรกเสียชีวิต ศาสดาไม่มีลูกชายที่มีชีวิตรอดอีกเลย สถานะของมารียะฮ์ถูกยกระดับทันทีเป็น "อุมม์ วะลัด" (แม่ของลูกนาย) ซึ่งทำให้เธอได้รับอิสรภาพ และได้รับการยกสถานะเป็น "เมียเก็บ" มารียะฮ์ถูกแยกออกไปอยู่ที่บ้านสวนชานเมืองมะดีนะห์ (ในขณะที่เมียหลักอื่นๆจะมีบ้านอยู่ในเมืองรอบๆมัสยิด) ซึ่งเป็นสวนอินทผลัม ต่อมาสถานที่นี้ถูกเรียกว่า "มัชเราะบัต อุมมุ อิบรอฮีม" (Mashrabat Umm Ibrahim - บ้านสวนของมารดาแห่งอิบรอฮีม) เธอใช้ชีวิตอย่างสงบและคลอดลูกชายที่นั่น โดยศาสดามูฮัมมัดจะไปเยี่ยมเธอและลูกที่บ้านสวนแห่งนี้เป็นประจำ
การเมืองเรื่องในมุ้งความหึงหวงดำเนินต่อไปโดยเฉพาะกับ อาอิชะฮ์ภรรยาคนโปรด แต่เธอมีจุดอ่อนสำคัญคือ ไม่มีบุตรให้กับนบีได้ ในขณะที่มารียะฮ์เป็นเพียงทาสชาวต่างชาติที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการ แต่กลับสามารถให้กำเนิด "บุตรชาย" ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสดามูฮัมมัดปรารถนาอย่างมากมาตลอดชีวิต การตั้งครรภ์ของมารียะฮ์จึงเป็นการสั่นคลอนสถานะของ "บ้านใหญ่" อย่างรุนแรง มีบันทึกที่อาอิชะฮ์กล่าวว่า "ฉันไม่เคยอิจฉาผู้หญิงคนไหนมากเท่ากับที่อิจฉามารียะฮ์ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงาม และที่สำคัญคือท่านศาสดาได้รับบุตรจากเธอ ในขณะที่พวกเรา (ภรรยาคนอื่นๆ) ถูกปฏิเสธสิทธิข้อนีั"
มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่ออิบรอฮีมคลอดออกมา ศาสดามูฮัมมัดดีใจมาก วันหนึ่งท่านอุ้มเด็กน้อยที่กำลังจ้ำม่ำมาหาอาอิชะฮ์ด้วยความภาคภูมิใจ และถามอาอิชะฮ์ว่า "เธอเห็นไหมว่าเด็กคนนี้หน้าตาเหมือนฉันมากแค่ไหน?" ด้วยความหึงหวง อาอิชะฮ์ตอบกลับไปอย่างเย็นชาและเสียดสีว่า "ฉันไม่เห็นว่าจะหน้าเหมือนท่านตรงไหนเลย เด็กคนไหนที่ได้กินนมแกะนมแพะ ก็ดูอ้วนแบบนี้แหละ"
หากอิบรอฮีมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โลกอิสลามอาจจะไม่มีนิกายซุนนีหรือชีอะห์ไม่มีการรบราฆ่าฟันกันมานับพันปี เพราะจะไม่มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันว่าสาวกคนไหนควรได้เป็นผู้สืบทอด (คอลีฟะฮ์) อำนาจความชอบธรรมทั้งหมดจะถูกส่งไม้ต่อให้ "ลูกชายสายเลือดแท้ๆ" ของศาสดาทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ให้โอกาสนั้น อิบรอฮีมมีชีวิตอยู่ได้เพียงปีกว่าๆ ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้าอย่างหนักของศาสดามุฮัมมัด วันที่เด็กน้อยตายเกิดเหตุสุริยุปราคาพอดี แต่ศาสดาก็ดับข่าวลือเรื่องลางร้าย โดยยืนยันว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่เกี่ยวกับการตายของลูกชายท่าน
การตายของอิบรอฮีมไม่เพียงดับอนาคตอันรุ่งโรจน์ของมารียะฮ์ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ความขัดแย้งในการแย่งชิงอำนาจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลามหลังศาสดาเสียชีวิต ส่วนมารียะฮ์ก็หมดสิทธิ์กุมอำนาจใดๆ เธอใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบๆ ด้วยเงินบำนาญจากรัฐ (แม้นจะไม่มีสถานะเป็นมารดาแห่งผู้ศรัทธาเหมือนเมียหลวงคนอื่นๆ) และเสียชีวิตในอีก 5 ปีต่อมา
สุนหนี่ – ชีอะห์ ต่างกันอย่างไร? นับถือศาสดาคนละองค์ หรือ คัมภีร์คนล่ะเล่ม? REMAKE
ในช่วงปีที่ 6... - กุรอานศึกษาแนววิพากษ์ - Critical Quran Studies | Facebook
💢ในช่วงปีที่ 6 หลังจากฮิจเราะห์ อาณาจักรของอิสลามเริ่มขยายใหญ่โตเป็นปึกแผ่นขึ้นมาก มูฮัมหมัดได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเข้ารับอิสลามให้กับเหล่าบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยโดยรอบ หนึ่งในนั้นคือส่งถึงเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียได้ส่งสารขอบคุณและได้ส่งของขวัญบางส่วนกลับมาเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งในของขวัญนั้นมีทาสสาวพี่น้องชาวคริสต์คอปติกมาเรียห์และซีรีนห์อยู่ด้วย มูฮัมหมัดได้มอบซีรีนห์ให้กับหนึ่งในซอฮาบะห์ และได้มอบมาเรียห์ให้กับฮัฟเซาะฮ์ 1 ในภรรยาของเขาไว้ใช้งานในบ้าน
การตัดสินใจที่ยากที่สุดของชีวิต "เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา" - Pantip
กระทู้นี้ตั้งใจพิมพ์มาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและที่มาที่ไป ไม่ได้มีเจตนาอื่นๆ ใดทั้งสิ้น เพราะยังเคารพนับถือเพื่อนพี่น้องมุสลิมอยู่
ผมเกิดในครอบครัวมุสลิมที่นครศรีธรรมราช พ่อเป็นคนสตูล แม่เป็นคนท่าศาลา พ่อเสียตอนผมอายุ 3 ขวบ ส่วนแม่ก็ไปทำงานที่บาห์เรน ผมจึงอยู่กับตายายมาตลอด และตอนเด็กๆ จึงถูกสอนและฝึกการละหมาด การท่องจำและศึกษาคัมภีร์กุรอานมาตลอด
ตอนอายุประมาณ 6 ย่าง 7 ตากับยายคิดจะส่งผมไปเรียนปอเนาะ แต่มีคนพุทธข้างบ้านแนะนำให้ผมไปเรียนโรงเรียนทั่วไปเพื่อหน้าที่การงานในอนาคต ดังนั้นผมจึงได้เรียนโรงเรียนทั่วๆไป ตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม.6 จึงคลุกคลีอยู่กับวัฒนธรรมบางอย่างของคนพุทธตลอด เช่น การไหว้พระ (ก่อนหน้านั้นไม่ได้ไหว้เพราะตายายสอนว่าห้ามไหว้เดี๋ยวตกนรก) การไหว้ครู และอื่นๆ ส่วนเรื่องวิถีชีวิต เช่น การละหมาด ผมจะละหมาดที่โรงเรียน 2 ครั้งในช่วงเที่ยงและช่วงก่อนกลับบ้าน หากติดคาบก็จะขออนุญาตคุณครูไปละหมาด ส่วนเรื่องละหมาดวันศุกร์ ก็จะขอลาในตอนเที่ยงเพื่อไปละหมาดและฟังคุตบะฮ์ตลอด แต่ก็ต้องมาศึกษาหาความรู้กันเอาในภายหลังเพื่อให้การเรียนผ่านพ้นไปด้วยดี
หลังจากที่เข้าเรียนในมหาลัย ในฐานะมุสลิม จึงสนใจเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งพบข่าวว่า รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำการขับไล่และโจมตีกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนออกไปจากซีเรีย ผมจึงเกิดความคิดว่า "ทำไมไม่ให้มุสลิมช่วยมุสลิม แต่กลับเป็นคนนอกศาสนาที่ช่วยมุสลิม และช่วยขับไล่พวกมุนาฟิกเสียเอง" ซึ่งสาเหตุที่คิดแบบนี้ เพราะในช่วงนั้น ได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลางที่กุรอานไม่ได้บอกไว้ ศึกษาความเป็นมาของทั้งศาสนาอิสลาม คริสต์ ยิว ที่นอกเหนือไปจากกุรอาน อ่านจากทั้งในหนังสือและในอินเทอร์เน็ต จนพบว่า ศาสนาอิสลาม แท้จริงแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนาคริสต์และยิว เพียงแต่มันเป็นการแยกความคิดแตกใหม่และซับซ้อนมาก และมาในรูปแบบประมาณว่า ถ้ายิวต้องให้ทำสุหนัต คริสต์จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำ หรือต้องทำก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นนิกายไหน ส่วนอิสลามจะกลับมาบังคับว่าต้องทำทุกนิกายทุกมัชฮับ ซึ่งทำให้รู้สึกสับสนว่าอันไหนผิดถูกจนไม่ได้คิดอีกไประยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้อ่านข่าวที่รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำให้ย้อนคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ อิสลามซึ่งเคยชนะและทำให้ผู้คนในหลายเผ่าในดินแดนอาหรับเลื่อมใสศรัทธา ทั้งยังชนะพวกครูเสดได้ แต่ทำไมต้องแยกเป็นซุนนีและชีอะฮ์ ทำไมต้องเกิดความขัดแย้งกันเองตลอด ทำไมจึงต้องเกิดกลุ่มซาลาฟี (หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อ วาฮะบีย์) ทำไมปาเลสไตน์จึงต้องหายไปและกลายเป็นอิสราเอลแทน นั้นทำให้เริ่มสงสัยว่าบททดสอบของอัลลอฮ์นั้นจะยาวนานและโหดร้ายไปอีกนานสักแค่ไหน จึงย้อนกลับมาดูทางคริสต์ซึ่งไปรุ่งเรืองในแผ่นดินยุโรป พบว่าคริสต์หลังยุคอาณาจักรโรมันนั้นแทบจะเป็นยุคมืด ศาสนจักรครอบงำผู้คน ชักชวนผู้คนรบราฆ่าฟันกับกลุ่มมุสลิม บ้างก็ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนจักร ผ่านไปหลายศตวรรษ กลายเป็นว่าเมื่อถึงยุคเรเนซองส์ ความขัดแย้งทางศาสนาแทบจะหายไป วิทยาศาสตร์ ปรัชญา วิทยการที่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มขัดแย้งกันน้อยลง ศาสนาก็ห่างจากชีวิตผู้คนในยุโรปมากขึ้น ในขณะที่วิทยาศาสตร์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอาหรับก็ค่อยๆ หายไป แถมบางครั้งยังถูกมองว่าขัดแย้งกับศาสนาอีก จนกลายเป็นว่าปัจจุบัน ยุโรปในตอนนี้เริ่มแยกจากศาสนาได้สำเร็จและสามารถพัฒนาตัวเองเป็นผู้นำโลกได้ ส่วนโลกอาหรับนั้นแทบไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมานั้น ชาติอาหรับก็เกิดความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด
ในช่วงแรกนั้น ด้วยความที่ยังเกรงกลัวสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าอยู่ จึงคิดจะไปนับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็พักความคิดชั่วระยะหนึ่งเพราะต้องการเลือกศาสนาของตัวเอง จริงๆ ตัวเองเลือกที่จะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็ได้ แต่ตัวเองไม่เลือกเพราะเข้าใจว่าชีวิตทางโลกนั้นควรมีชีวิตทางธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าด้วยจึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขโดยแท้จริง (เนื่องจากส่วนตัวคิดว่ากลุ่มคนไม่มีศาสนานั้นใช้ชีวิตโดยไม่คิดอะไรมากมายและทำๆ ไปตามที่ใจต้องการและมีปรัชญาชีวิตที่เน้นจากเรื่องราวทางโลกเกือบล้วนๆ ซึ่งคงไม่ใช่แนวทางของตัวเองที่ต้องการแสวงหาทางสว่างและความสงบสุขในจิตใจอยู่ตลอดเวลา) จึงตัดสินใจศึกษาพระพุทธศาสนา จนค้นพบสัจธรรมว่า การจะเป็นคนที่ดีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องต้องเชื่อคำสอนและทำตามคัมภีร์ ขอเพียงแค่ประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับความสงบสุข
พระพุทธศาสนาเปิดโลกที่ผมไม่เคยเห็นไม่เคยเจอมาก่อน เป็นศาสนาที่สอนให้คนพิสูจน์มากกว่าบังคับเชื่อ เป็นศาสนาที่สอนให้คนเน้นจิตใจที่บริสุทธิ์มากกว่าการห้ามกินหรือห้ามทำสิ่งนั้นนี้ที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เป็นศาสนาที่ไม่บังคับการเข้าศาสนสถาน หลังจากที่ตัวเองได้ศึกษาจนถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินใจบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ใช่มุสลิมแล้ว แต่เราจะเป็นชาวพุทธ แต่ในตอนนั้นยังไม่คิดทำอะไรมาก จึงคิดจะไปบอกแม่ ปู่ย่าตายาย ที่เป็นมุสลิม แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกตกใจและไม่อยากให้ผมเลิกศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เพราะกลัวว่าเมื่อถึงวันกียะมะฮ์แล้วผมจะต้องตกไฟนรกไปตลอดกาล (ตามความเชื่อของอิสลาม เมื่อเสียชีวิตแล้วจะต้องไปอยู่ในโลกแห่งการรอคอยที่ดวงวิญญาณจะรออยู่จนถึงวันพิพากษา แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง อัลลอฮ์จะพิจารณาตัดสินความดีชั่วที่คนผู้นั้นเคยทำไว้เมื่อยังอยู่ในโลกดุนยาหรือโลกมนุษย์เราปัจจุบัน ผู้ที่ทำความดีไว้มาก จะได้ขึ้นสวรรค์และพำนักอยู่ในสวรรค์ถาวร ส่วนผู้ที่ทำความชั่ว จะต้องตกไฟนรกไปชั่วนิรันดร ซึ่งนอกจากอิสลามแล้ว คริสต์และยิวก็เชื่อความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน) ผมบอกกับทุกคนว่า อินชาอัลลอฮ์ หมายถึงว่า ถ้าอัลลอฮ์ประสงค์และสำแดงประจักษ์ให้ได้ตระหนักถึงพระองค์ ผมก็จะพร้อมที่จะไปรับอิสลามอีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าหากอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเปี่ยมเมตตาก็จะทรงมีเมตตาอยู่เสมอตราบที่มีลมหายใจอยู่
ตั้งแต่ที่พูดไปในตอนนั้น ปู่ย่าก็ไม่ได้ติดต่อหาผมอีก (ปกติก็ไม่ค่อยติดต่อกันอยู่แล้ว เพราะไม่ค่อยผูกพันอะไรมาก) ส่วนแม่ ตายาย ได้แต่หวังว่าผมจะกลับไปรับอิสลามอีกครั้ง แต่ความจริงก็คือ ผมไม่มีความคิดนั้นเหลือแล้ว ผมเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา และลึกซึ้งกับธรรมะที่ได้ศึกษาจนยากที่จะกลับไปเป็นมุสลิม สิ่งที่บอกมาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการให้มุสลิมที่ยังศรัทธาในอัลลอฮ์ ต้องหันมานับถือพุทธกันอย่างไร้เหตุผล เพราะเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะสำหรับคนที่เคร่งครัดมาตั้งแต่เกิด เคยมีกรณีคนที่มานับถือพุทธแต่ก็กลับไปนับถืออิสลามอีกเพราะเกรงกลัววันพิพากษา กลัวว่าตัวเองจะต้องตกไฟนรก ซึ่งส่วนตัวมองว่าตัวเองทำแต่ความดี จิตใจบริสุทธิ์ ก็มากพอแล้วที่พระเจ้าจะเมตตา และยังเชื่อมั่นในพระเมตตาเสมอว่าจะไม่ทำแบบนั้นหากประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ
[รีวิว เปลี่ยนศาสนา+แต่งงานต่างศาสนา] สาวเอย จงหนีไปปปปปปปปปปปปปปปปป อย่าหาทำแบบเราค่ะ - Pantip