วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปัญญา ๓

เรื่อง ปัญญา ๓


   ปัญญานั้น  แท้จริงก็มีอย่างเดียว  ได้แก่  ธรรมชาติที่เป็นความรู้เข้าใจสภาวะ คือ หยั่งถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น  แต่ก็นิยมจำแนกแยกประเภทออกไปเป็นหลายอย่าง  ตามระดับของความรู้เข้าใจบ้าง  ตามหน้าที่หรือแง่ด้านของการทำงานของปัญญาบ้าง  ตามทางที่ปัญญานั้นเกิดขึ้นบ้าง เป็นต้น

 

   ปัญญาชุดหนึ่ง ซึ่งจำแนกตามแหล่งที่มา หรือทางเกิดของปัญญา ได้แก่ ปัญญา ๓ อย่าง ชุดที่แยกออกไปเป็น สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา  คำท้ายคือปัญญาเป็นตัวกลางร่วมกัน  ส่วนคำข้างหน้าที่ต่างกัน บอกที่มา หรือแหล่งเกิดของปัญญานั้น ว่า หนึ่ง  เกิดจากสุตะ  (การสดับฟัง การอ่านและเล่าเรียน)  สอง เกิดจากจินตะ  (การคิดไตร่ตรองพิจารณา)  และสาม  เกิดจากภาวนา  (การปฏิบัติต่อจากนั้น)

 

   ปัญญา ๓ ชุดนี้ ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงน้อย แต่มีผู้นำมาพูดค่อนข้างบ่อย ข้อสำคัญคือเข้าใจความหมายกันไม่ค่อยชัด จึงควรแสดงคำอธิบายที่พ่วงมากับถ้อยคำเหล่านี้สืบแต่เดิมไว้ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา

 

   เริ่มด้วยการเรียงลำดับ  ปัญญา ๓ นั้น ตามที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก แต่ของเดิมในพระไตรปิฎก ทั้งในพระสูตร และในพระอภิธรรม เริ่มต้นด้วยจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก อย่างไรก็ตามในเนตติปกรณ์ ซึ่งพระเถรวาทสายพม่าถือเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระไตรปิฎกด้วย  (จัดรวมไว้ใน ขุททกนิกาย แห่งพระสุตตันตปิฎก) เรียงสุตมยปัญญาขึ้นก่อน  (และเรียกชื่อต่างไปเล็กน้อยเป็น สุตมยีปัญญา จินตามยีปัญญา ภาวนามยีปัญญา)  และต่อมา ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา-ฎีกา นิยมมากขึ้นในทางที่จะเรียกชื่อเป็น สุตมยญาณ จินตามยญาณ และภาวนามยญาณ

 

    ในที่นี้ ขอเรียงลำดับ ปัญญา ๓ ตามพระไตรปิฎกชั้นเดิมไว้ก่อน พร้อมด้วยแสดงความหมายสั้นๆ ดังนี้

 

   ๑. จินตามยปัญญา   ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา  (ปัญญาเกิดจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)

 

   ๒. สุตมยปัญญา    ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน  (ปัญญาเกิดจากปรโตโฆสะ)

 

   ๓. ภาวนามยปัญญา   ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ  (ปัญญาเกิดจากปัญญาสองอย่างแรกนั้นแล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม)

 

   การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาขึ้นก่อน หรือสุตมยปัญญาขึ้นก่อน จับความได้ว่า อยู่ที่การคำนึงถึงบุคคลเป็นหลัก หรือมองธรรมตามความเกี่ยวข้องของบุคคล

 

    ในกรณีที่เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก ก็คือ ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อน หมายความว่า พระพุทธเจ้า (และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น  มิได้อาศัยสุตะ ไม่ต้องมีปรโตโฆสะ คือ การฟังจากผู้อื่น  แต่รู้จักคิดพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการของตนเอง  สามารถสืบสาว เรียงต่อ ไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอด  จนหยั่งเห็นความจริงได้  จากจินตามยปัญญา จึงต่อเข้าภาวนามยปัญญาไปเลย  (ไม่ต้องอาศัยสุตมยปัญญา)

 

   แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป  ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า บุคคลเล่าเรียนสดับฟัง ได้สุตะ ได้ข้อธรรม ได้ข้อมูลแล้ว เกิดศรัทธาขึ้นเป็นพื้นเบื้องต้น จึงนำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณาได้ความรู้เข้าใจในสุตะนั้น ก็เกิดเป็นสุตมยปัญญา แล้วในขั้นต่อไป อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป มองเห็นเหตุผลความสัมพันธ์เป็นไปชัดเจน เกิดเป็นจินตามยปัญญา เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย  (พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า อาศัยหรือตั้งอยู่ในปัญญาทั้งสองนั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา - สุตจินฺตามยญาเณสุ หิ ปติฏฺฐิโต วิปสฺสนํ อารภติ. เนตฺติ. ๕๓) แล้วเกิดญาณ มีความรู้สว่างประจักษ์แจ้งความจริง เป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น ก็เป็นภาวนามยปัญญา

 

   พึงสังเกตด้วยว่า สำหรับคนทั่วไปนี้  ถึงจะได้รับสุตะ คือ ข่าวสารข้อมูลมากมาย  แต่คนจำนวนมากก็ได้แค่สุตะเท่านั้น   (ได้แค่ฟังเท่านั้น)  หาได้ปัญญาไม่ คือ ในข้อที่ ๑ นั้น ต้องแยกว่า  คนจำนวนมากได้แต่สุตะ  มีเพียงบางคนที่อาศัยสุตะนั้นแล้วสามารถทำให้เกิดสุตมยปัญญา

 

    น่าสังเกตว่า ในคัมภีร์วิภังค์แห่งอภิธรรมปิฎก  ท่านอธิบายภาวนามยปัญญาว่า ได้แก่ "สมาปนฺนสฺส ปญฺญา"  ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า  "ปัญญาของผู้ประกอบ" หรือ "ปัญญาของผู้ถึงพร้อม" (สมาปนฺน คือประกอบ หรือถึงพร้อมนี้ ในที่ทั่วไป ใช้ได้ทั้งทางดีและทางร้าย เช่น ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ ประกอบการบรรพชา ถึงพร้อมด้วยอิจฉาและโลภะ ประกอบการสนุกสนาน เล่นหัว ประกอบด้วยโสกะปริเทวะ เปี่ยมด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ฯลฯ แต่เวลาใช้โดดๆ ในทางธรรม มักหมายถึงเข้าฌานสมาบัติ)  และอรรถกถาแห่งคัมภีร์วิภังค์นั้น (วิภงฺค.อ.๔๔๑) ไขความว่า  "สมาปตฺติสมงฺคิสฺส อนฺโตสมาปตฺติยํ ปวตฺตา ปญฺญา ภาวนามยา นาม" (ปัญญาของผู้ประกอบด้วยสมาบัติ อันเป็นไปในสมาบัติ ชื่อว่าเป็นภาวนามัย)  ทำให้รู้สึกว่า  ความหมายจำกัดเฉพาะมาก  แต่คัมภีร์ต่างๆ เช่น ปรมัตถมัญชุสา อธิบายว่า คำไขความดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยสาระก็มุ่งเอาการเห็นแจ้งความจริงที่เป็นมัคคปัญญา อันเป็นไปด้วยวิปัสสนานั่นเอง

 

   มีแง่ของการอธิบายที่กินความคลุมถึงฌานสมาบัติ และมองได้กว้างออกไป พร้อมทั้งเข้าใจง่ายขึ้นด้วย คือจับที่คำว่า อัปปนา ซึ่งหมายถึงสมาธิที่เป็นแกนของฌานทั้งหมด ดังที่ท่านไขความว่า  "ปัญญาที่สำเร็จด้วยอำนาจภาวนา อันถึงอัปปนา ชื่อว่า ภาวนามัย"  คำไขความตรงนี้ ที่กล่าวถึงภาวนา โยงไปถึงข้อความข้างต้นที่ว่าขะมักเขม้นมนสิการในประดาสภาวธรรม ซึ่งก็คือวิปัสสนาปัญญาเห็นแจ้งชัดถึงขีด จิตก็เป็นสมาธิถึงอัปปนา ความประจักษ์แจ้งจดจิตสนิทแน่ว ถึงกับให้สิ่งหมักหมมผูกรัดหุ้มพอกจิต ที่เรียกกิเลส ถูกสลายล้างออกไป จิตพ้นจากกิเลสสิ้นเชิง หรือ บางส่วนก็ตาม ความรู้แจ้งถึงขั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนของชีวิตอย่างนี้ได้ คือภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นมรรคญาณ

 

   มีความรู้ประกอบอีกหน่อยว่า  ในเนตติปกรณ์  (เนตฺติ ๘)  ท่านโยงปัญญา ๓ นี้ กับการจัดประเภทบุคคล ๔ ด้วย โดยแสดงความหมายของบุคคล ๓ ประเภทแรกที่เป็นเวไนย (เวไนย ๓) ให้เห็นทุนเดิมก่อนจะก้าวสู่ภาวนามยปัญญาว่า คนที่มี ๒ อย่าง ทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา  เป็น อุคฆฎิตัญญู  (ผู้รู้ได้ฉับพลันเพียงแค่ฟังหัวข้อก็เข้าใจ) คนที่มีสุตมยปัญญาอย่างเดียว  เป็น วิปจิตัญญู  (ผู้รู้เข้าใจต่อเมื่อมีการขยายความ)  คนที่ยังไม่มีปัญญา ๒ อย่าง ทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา เป็นเนยยะ (ผู้ที่จะพึงแนะนำโดยฝึกสอนอบรมให้เข้าใจต่อไป) ส่วนปทปรมะ  ไม่เป็นเวไนย  เป็นอันไม่ต้องพูดถึง

 

    เมื่อรู้เข้าใจหลักต่างๆ ข้างต้นเป็นพื้นฐานแล้ว อาจจะประมวลเป็นคำอธิบาย ปัญญา ๓ สำหรับคนทั่วไป ที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ คร่าวๆ

    ทวนความก่อนว่า  อัจฉริยบุคคล ในขั้นพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นนักคิดที่แท้จริง คือมีปัญญายิ่งใหญ่เหนือคนทั่วไป  อย่างที่ว่า  ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ทั้งหลาย  ที่คนอื่นๆพบเห็นกันมาเป็นสิบปีร้อยปีพันปีแล้ว กี่รุ่นกี่ชั่วคน เขาก็อยู่กันมา ก็รู้เข้าใจตามๆ กันมาอยู่แค่นั้น แต่พระพุทธเจ้า เกิดขึ้นมา ทรงมีโยนิโสมนสิการ ที่จะมองเห็นสิ่งทั้งหลายในแง่มุมอื่นๆ ที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง มองไม่เห็น สามารถคิดสืบสาวหยั่งเห็นความจริงที่ลึกล้ำอยู่เบื้องหลัง คิดริเริ่มใหม่ๆ ในสิ่งที่คนยังไม่เคยคิด ทำให้มีการมองใหม่เห็นใหม่ค้นพบใหม่ ได้ความรู้ความเข้าใจใหม่ และก้าวต่อไปในโยนิโสมนสิการนั้น จนเข้าถึงความจริงที่ไม่มีใครอื่นหยั่งถึงได้

 

   ปัญญาที่เกิดจากการรู้จักคิดด้วยโยนิโสมนสิการของตนเองอย่างนี้ เรียกว่าจินตามยปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงมีโดยไม่ต้องอาศัยการสั่งสอนแนะนำจากผู้อื่น (และไม่มีคนอื่นมีปัญญารู้ที่จะมาบอกมาสอนให้ได้) จึงเป็นปัญญาของบุคคลพิเศษ ที่คนทั่วไปไม่มี  ถ้าไม่มีบุคคลพิเศษที่มีจินตามยปัญญาอย่างนี้  การค้นพบใหม่ การแหวกวงล้อมหรือกรอบทางปัญญาออกไป ก็ไม่อาจเป็นไปได้ และคนก็อยู่ก็รู้ก็คิดตามๆ กันเรื่อยๆไป

 

   ในเมื่อคนทั่วไปไม่มีจินตามยปัญญาจากการใช้โยนิโสมนสิการเริ่มคิดด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยการสดับตรับฟัง เล่าเรียนคำแนะนำสั่งสอนจากผู้อื่นเป็นจุดเริ่ม นี่คือเริ่มจากการสร้างสุตมยปัญญาก่อน ในขณะที่บุคคลพิเศษข้ามสุตมยปัญญานี้ไปเลย

 

   สำหรับในที่นี้ เมื่อแยกบุคคลพิเศษออกไปแล้ว จึงกล่าวถึงปัญญา ๓ ครบจำนวน และเรียงลำดับโดยถือเอาคนทั่วไปเป็นที่ตั้ง ดังนี้

 

   ๑. สุตมยปัญญา   ปัญญาเกิดจากสุตะ  ได้แก่  ปัญญาที่คนทั่วไปจะพัฒนาขึ้นไป โดยต้องอาศัยสุตะ คือ เมื่อยังคิดเองไม่เป็น หรือคิดไปไม่ถึง มองอะไรไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็ต้องมีผู้แนะนำสั่งสอนบอกให้  เช่น  มีท่านที่เรียกว่าเป็นกัลยาณมิตร  อย่างพระพุทธเจ้า ท่านผู้รู้ ครูอาจารย์มาแนะนำชี้แจงอธิบาย  จึงรู้เข้าใจหยั่งความจริงได้ในระดับหนึ่ง

 

   ๒. จินตามยปัญญา   ปัญญาเกิดจากจินตะ ได้แก่ การรู้จักคิด คือ เมื่อได้ความรู้เข้าใจในสุตะ เกิดมีสุตมยปัญญาการเล่าเรียนสดับฟังแล้ว ก็ฝึกโยนิโสมนสิการให้มองเห็นรู้เข้าใจกว้างไกลลึกรอบทั่วตลอดแยกโยงได้ ทำให้ก้าวต่อไปในการเข้าถึงความจริง และใช้ความรู้อย่างได้ผล

 

    ๓. ภาวนามยปัญญา   ปัญญาเกิดจากภาวนา คือการปฏิบัติบำเพ็ญ ทำให้เป็นให้มีขึ้นได้จริง โดยลงมือทำกับประสบการณ์ตรง หมายถึง ปัญญาที่พัฒนาต่อจากสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญาสองอย่างแรกนั้น คือ อาศัยปัญญาสองอย่างแรกนั้น พัฒนาต่อไปด้วยการมนสิการ (หมายถึงโยนิโสมนสิการ) ที่ตัวสภาวะ จนเกิดปัญญารู้แจ้งจริงที่สำเร็จเป็นมรรคให้บรรลุผล

 

   ขอให้สังเกตไว้เป็นข้อสำคัญประการแรกว่า ภาวนามยปัญญานี้ อาศัยและต่อจากสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา ไม่ใช่ว่ายังไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ไปนั่งสมาธิ แล้วมาบอกว่าเข้าฌานได้ภาวนามยปัญญา อย่างนั้นไม่ใช่ พึงตระหนักว่า คนทั่วไปนี้ แม้แต่จินตามยปัญญาก็ยังทำให้เกิดเองไม่ได้ ต้องเริ่มจากสุตมยปัญญา  (สุตมยปัญญาก็ยังไม่ค่อยจะได้ มีแต่ได้แค่สุตะ อย่างที่พูดข้างต้น)

 

    จุดสังเกตสำคัญประการที่สอง คือ โยนิโสมนสิการ เป็นตัวทำงาน เรียกได้ว่าเป็นแกนในการพัฒนา หรือสร้างปัญญาทั้งสามอย่างนี้ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่บุคคลพิเศษอย่างพระพุทธเจ้า ที่ว่าตั้งต้นด้วยจินตามยปัญญา โดยไม่ต้องอาศัยสุตะจากคนอื่น  (ไม่ต้องพึ่งปรโตโฆสะ) ก็คือ ใช้โยนิโสมนสิการที่มีขึ้นมาเป็นของเริ่มต้นในตนเอง เป็นที่มาของปัญญาที่เกิดจากการคิด ที่ทำให้คิดเป็นได้อย่างเฉพาะพิเศษ ส่วนคนทั่วไป แม้จะได้พึ่งสุตะจากผู้อื่น แต่เมื่อจะก้าวต่อไปจากนั้น จะให้ปัญญาพัฒนาขึ้นไป ก็ต้องใช้โยนิโสมนสิการ จนกระทั่ง ในที่สุด การเกิดของปัญญาข้อที่ ๓ อันสูงสุดนั้น มีการทำงานของโยนิโสมนสิการเป็นสาระสำคัญเลยทีเดียว

 

   เรื่องจึงเป็นอย่างที่พูดแล้วแต่ต้นว่า ปัญญา ๓ อย่างในชุดสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา นี้ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงน้อยนัก พระสารีบุตรประมวลมาแสดงไว้ เป็นการให้มองเห็นแหล่งเกิดที่มาของปัญญา ไม่เป็นหลักที่ท่านเน้นย้ำมาก

 

   เรื่องที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำบ่อยมาก ตรัสอยู่เสมอ ก็คือ โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติในการทำให้เกิดปัญญา  เมื่อมีโยนิโสมนสิการแล้ว  ปัญญาทั้งสามนั้นก็มาได้ และให้สัมฤทธิ์บรรลุจุดหมาย

 

   ก็มาสรุปไว้ท้ายนี้อีกทีว่า คนทั้งหลายที่รับข่าวสารข้อมูลกันนั้น

 

   - บางคน  ได้แต่สุตะ โดยไม่ได้ปัญญาเลย แม้แต่สุตมยปัญญาก็ไม่ได้

 

   - บางคน  รู้จักมนสิการไตร่ตรองพิจารณาสุตะนั้นแล้ว สามารถทำสุตมยปัญญาให้เกิดขึ้น

 

   - บางคน  ได้สุตมยปัญญาแล้ว  รู้จักมนสิการคิดพินิจยิ่งขึ้นไป  ก็พัฒนาจินตามยปัญญาให้เกิดขึ้นมา

 

   - บางคน  ใช้สุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา ที่มีที่ได้แล้วนั้น  เป็นฐานพัฒนาปัญญาด้วยโยนิโสมนสิการยิ่งขึ้นไป  ก็อาจทำภาวนามยปัญญาให้เกิดขึ้นได้.


วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ฟ้าเทียนถาน

 เปิดความหมาย สีจิ้นผิง อธิบายปรัชญาจีน ให้ทรัมป์ฟัง ขณะพาชม หอสักการะฟ้าเทียนถาน



หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ “เหอเหอ” ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง

 

 


กฎธรรมชาติ

ศาสนาพระเจ้าว่า  สิ่งที่เป็นไปอย่างนั้น  อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างผู้ควบคุม

 



  อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างและบริหารจัดการโลกและจักรวาลทั้งหมด เป็นผู้เดียวที่ทรงตอบรับการขอพร ช่วยเหลือ  ดูแลชีวิตมนุษย์  ทุกสิ่งไม่ได้ดำเนินไปตามธรรมชาติ แต่เพราะอัลลอฮฺได้กำหนดกฎธรรมชาติเอาไว้อย่างเป็นระบบ  เวลาที่เราเจอปัญหาความยุ่งยาก  หากเรายึดมั่นในหลักการนี้ ก็จะไม่เขว และผ่านง่ายด้วยความช่วยเหลือของพระองค์  อินชาอัลลอฮฺ













วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อย่างนี้ต้องรัสปูติน

ความเชื่อแบบนี้มีอยู่แทบทุกประเทศ และครั้งนี้เกิดขึ้นในเมืองเปียร์มของรัสเซีย เมื่อนักบวชของคริสตจักรนิกายออร์โธดอกซ์รัสเซียตัดสินใจออกมาช่วยปกป้องเมืองจากโดรนของยูเครน

และสิ่งที่นักบวชเหล่านี้ทำก็คือการจัดขบวนแห่และสวดภาวนา

หลังจากมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนหลายครั้งในเมืองเปียร์ม สังฆมณฑลท้องถิ่นจึงตัดสินใจยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการป้องกันวัตถุบินที่อาจเป็นอันตรายกับชาวบ้าน

แม้ว่าโดรนของยูเครนจะพัฒนาขึ้นอย่างมาก จนทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียต้องรับมืออย่างหนัก แต่คริสตจักรนิกายออร์โธดอกซ์รัสเซียเชื่อว่า มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ การสวดภาวนา 







เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นักบวชหลายรูป ได้ออกมาเดินขบวนแห่รูปเคารพพระแม่มารีแห่งเปียร์มไปทั่วเมือง โดยหยุดที่จุดสำคัญ ๆ เช่น โบสถ์ในสุสานบันนายา ​​โกรา, สถานีไฟฟ้าพลังน้ำเปียร์ม และไม้กางเขนที่ทางเข้าเขตคิรอฟสกี เพื่อสวดภาวนาขอความคุ้มครองให้กับเมือง

"เมืองของเราเพิ่งเผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนหลายครั้ง และเพื่อบรรเทาภัยพิบัตินี้ หัวหน้าสังฆมณฑลเปียร์มจึงจัดพิธีสวดภาวนาขึ้น"

"ทำไมต้องเป็นรูปเคารพพระแม่มารีแห่งเปียร์ม? เพราะเป็นสิ่งที่ได้รับการเคารพนับถือในท้องถิ่น ซึ่งเชื่อมโยงกับภูมิภาคของพวกเรา" นักบวชอธิบาย

"นี่คือประเพณีโบราณที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งสำคัญ โรคระบาด และการรุกรานจากต่างชาติ"

"ประวัติศาสตร์ทำให้เราเรียนรู้หลายครั้ง ที่พระเจ้าทรงส่งพระเมตตาและความช่วยเหลือมาช่วยกอบกู้ผ่านการสวดภาวนาของผู้ศรัทธา"

จริง ๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการจัดขบวนแห่ในลักษณะนี้ที่เมืองเปียร์ม โดยครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือช่วงการระบาดของโควิด-19


  กฎธรรมชาติมาจากผู้สร้าง ยึดมั่นในกฎเหล่านี้ จะได้ผ่านบททดสอบ ปัญหาชีวิตได้ง่ายและดีขึ้น - Pantip




 กรีกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน  (รัสเซีย: Григорий Ефимович Распутин, อักษรโรมัน: Grigori Yefimovich Rasputin) เป็นนักบวชชาวรัสเซีย มีชื่อเสียงในฐานะผู้มีพลังลึกลับ และมีพลังปัดเป่าโรคภัย เขาเข้ามาตีสนิทกับครอบครัวของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ซาร์องค์สุดท้ายของรัสเซีย ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย


 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99

 



วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อรหันต์เมืองไทย



 พระปั่นหัว 2 แม่ลูกเป็นอรหันต์ เถียงเจ้าคณะอ้างสร้างโลงให้โยม ปัดฆ่าชิงมรดก (คลิป)

 

  https://pantip.com/topic/41559345


  https://www.youtube.com/watch?v=d9NL_q3WGAE&t=401s


👉 วันเสาร์ที่ ๑๓ ผมและครอบครัวไปกราบอาจารย์แดงกีต้าร์ ฟังเทศน์ตั้งแต่ ๔ โมงเย็นถึงเที่ยงคืนครึ่ง

คนสวย ๒ คนนั่งฟังอย่างตั้งใจ ถึง ๘ ชั่วโมงครึ่ง (555ปกติเธอไม่น่าอดทน)

 

ระหว่างนั่งรถกลับเธอบอกดีใจมากที่ได้มา และเห็นแต่หน้ากับเสียงเทศน์อาจารย์แดงอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่เธอรู้สึกกับหลวงตาสมหมาย เอามาโพสต์เพื่อเชิญชวนให้ญาติมิตรทั้งหลายทดลองฟังธรรมะท่านอาจารย์แดงทางยูทิวบ์ดู จะเป็นบุญของท่าน

 

ผมเจอครั้งแรกเมื่อ ๕ ปีก่อนเปิดเจอท่านบอกว่าเป็นอรหันต์ นึกในใจว่าไอ้นี่ท่าจะบ้า แต่ฟังไปอีก ๕ นาที ปกติไม่ค่อยเชื่อใครง่ายๆ ใจก็สรุปได้ว่าท่านเป็นของจริง ทดลองฟังอย่าไปปรามาสท่านนะครับ รักนะจึงเอามาบอก

 

 https://www.facebook.com/sontiyantnews/photos/a.694008120609980/4163124890364935/









 - นี่ก็ว่าอรหันต์   ไหนใครว่า   เป็นฆราวาสเป็นอรหันต์แล้วต้องบวชภายใน ๗ วัน ถ้าไม่บวชแล้วจะตายล่ะ เห็นอยู่ดีมีสุขมีเงินมีทองใช้กันทุกคน 😂







ลารุงการ์ ก่อนถูกรื้อทำลาย

 



🔐เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้ “คนนอก”  เข้าไปเยือนอีกต่อไป


🔔จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์ ยังคงเป็นเมืองลับแล

 

  เราไม่เคยได้ยินว่า มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้ ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาค และร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจากคณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร  นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้งสองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม

 

แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ “เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่เท่าใด ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา

 

ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือนผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึงความตื้นลึกหนาบางได้

 

 คัมภีร์ ผาติเสนะ พูดถึงลารุงการ์และยาร์เชนการ์ ครั้งที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพสองครั้งสองครา ครั้งแรก ระหว่างเดือนเมษายน—พฤษภาคม ปี2016 ราวหนึ่งเดือน ก่อนลารุงการ์จะถูกสั่งปิด ห้ามชาวต่างชาติทุกคนไปเยือน  ครั้งที่สองเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี2017 คราหลังนี้เขาต้องบ่ายหน้าไปยาร์เชนการ์ เพราะเข้าลารุงการ์ไม่ได้อีกต่อไป  มีชาวต่างชาติบางคนขอยืมบัตรประจำตัวเพื่อนชาวจีนลักลอบเข้าไปอยู่บ้าง แต่คนที่แนะนำ เรื่องนี้ไม่อาจรับประกันอะไรได้ หากนักเดินทางถูกตำรวจจับ

 

ทำไมหลายคนจึงอยากดั้นด้นไปยังดินแดนไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ สำหรับคัมภีร์ “ความยากลำบากในการเดินทาง ความลึกลับ น่าค้นหา ความศรัทธาของผู้มาปฏิบัติธรรม ความอลังการของสิ่งปลูกสร้างที่แม้จะไม่สวยหรูวิจิตร  แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนเราหลุดเข้าไปในอาณาจักรอะไรสักแห่ง”  เป็นคำตอบถึงเสน่ห์ของเมืองกันดารทั้งสอง ซึ่งไม่ได้เป็นที่หมายของคนทั่วไป

 

 ว่ากันว่าลารุงการ์และยาร์เชนการ์ไม่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่ใดและหนังสือนำเที่ยวเล่มไหน นักเดินทางจากต่างถิ่นอาศัยการบอกต่อ  หากใครคิดจะหาหนังสือประวัติศาสตร์ของลารุงการ์และยาร์เชนการ์เป็นอันต้องผิดหวัง เพราะแม้แต่ใน amazon.com ก็ไม่มีหนังสือที่เกี่ยวข้องขาย จนยุคที่ทุกคนอยู่ในสังคมออนไลน์ เสียงเล่าลือจึงแพร่- กระจายและเชิญชวนให้นักเดินทางจากภายนอกเข้าไปเยี่ยมเยือน

 

ทั้งสองแห่งเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวได้ไม่ถึง 40 ปี ลารุงการ์เริ่มเป็นชุมชนเมื่อปี1980 เมื่อลามะนิกาย ญิงมะ (หมวกแดง) นามว่า จิกมี พุนซอก กับลูกศิษย์ มาก่อร่างสร้างเรือนเพียงสองสามหลัง  ก่อนหน้านั้นราวร้อยปีมีเพียงบันทึกว่า  ลามะชั้นผู้ใหญ่และผู้ทำ นายคนสำคัญของทิเบตชื่อ ดุดจอม ลิงปะ เคยลงหลักปักฐาน สร้างอารามนิกายญิงมะที่นี่มาก่อน  ส่วนยาร์เชนการ์เป็นรูป  เป็นร่างหลังจากนั้นอีกห้าปี  ต่อมาในปี 2001 เมื่อรัฐบาล จีนรื้อทำลายบ้านเรือนที่ลารุงการ์เป็นครั้งแรก  ภิกษุและภิกษุณีจำนวนมากพากันอพยพหนีมายังยาร์เชนการ์

 

 ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่สุดในโลก




 

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หลวงตาสุจน์





หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน

 

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้  มีการแชร์ภาพและเรื่องราวของ  "หลวงตาสุจย์"  พร้อมบอกว่า  อยากกลับไทยแล้ว เนื่องจากอยู่เขมรปีกว่ายอมรับอดอยากไม่มีคนใส่บาตร หวังคนไทยให้อภัย ไม่มีวันไหนที่จะไม่คิดถึงสุรินทร์บ้านเกิด

 

ล่าสุด หลวงตาสุจย์ เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก Such NaNa โต้เดือดข่าวลืออยากกลับไทย ระบุว่า... " Gu พูดที่ไหน เมื่อไหร่ เอาหลักฐานมา? อย่าเขียนเอาความสะใจเอายอด? ระวังเวรกรรมด้วย"

 

นอกจากนี้ หลวงตาสุจย์ ยังโพสต์คลิปขณะนั่งร่วมโต๊ะกับพระสงฆ์หลายรูป ซึ่งมีอาหารวางอยู่ตรงหน้า พร้อมระบุข้อความว่า "ไม่อดอยากเลย"

 

 หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน






ปัญญา ๓

เรื่อง ปัญญา ๓     ปัญญา นั้น   แท้จริงก็มีอย่างเดียว  ได้แก่   ธรรมชาติ ที่เป็นความ รู้เข้าใจสภาวะ คือ หยั่งถึงความจริงของสิ่งทั้งหลาย...