วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

 การตัดสินใจที่ยากที่สุดของชีวิต "เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา" - Pantip


กระทู้นี้ตั้งใจพิมพ์มาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและที่มาที่ไป ไม่ได้มีเจตนาอื่นๆ ใดทั้งสิ้น เพราะยังเคารพนับถือเพื่อนพี่น้องมุสลิมอยู่

ผมเกิดในครอบครัวมุสลิมที่นครศรีธรรมราช พ่อเป็นคนสตูล แม่เป็นคนท่าศาลา พ่อเสียตอนผมอายุ 3 ขวบ ส่วนแม่ก็ไปทำงานที่บาห์เรน ผมจึงอยู่กับตายายมาตลอด และตอนเด็กๆ จึงถูกสอนและฝึกการละหมาด การท่องจำและศึกษาคัมภีร์กุรอานมาตลอด

ตอนอายุประมาณ 6 ย่าง 7 ตากับยายคิดจะส่งผมไปเรียนปอเนาะ แต่มีคนพุทธข้างบ้านแนะนำให้ผมไปเรียนโรงเรียนทั่วไปเพื่อหน้าที่การงานในอนาคต ดังนั้นผมจึงได้เรียนโรงเรียนทั่วๆไป ตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม.6 จึงคลุกคลีอยู่กับวัฒนธรรมบางอย่างของคนพุทธตลอด เช่น การไหว้พระ (ก่อนหน้านั้นไม่ได้ไหว้เพราะตายายสอนว่าห้ามไหว้เดี๋ยวตกนรก) การไหว้ครู และอื่นๆ ส่วนเรื่องวิถีชีวิต เช่น การละหมาด ผมจะละหมาดที่โรงเรียน 2 ครั้งในช่วงเที่ยงและช่วงก่อนกลับบ้าน หากติดคาบก็จะขออนุญาตคุณครูไปละหมาด ส่วนเรื่องละหมาดวันศุกร์ ก็จะขอลาในตอนเที่ยงเพื่อไปละหมาดและฟังคุตบะฮ์ตลอด แต่ก็ต้องมาศึกษาหาความรู้กันเอาในภายหลังเพื่อให้การเรียนผ่านพ้นไปด้วยดี

หลังจากที่เข้าเรียนในมหาลัย ในฐานะมุสลิม จึงสนใจเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งพบข่าวว่า รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำการขับไล่และโจมตีกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนออกไปจากซีเรีย ผมจึงเกิดความคิดว่า "ทำไมไม่ให้มุสลิมช่วยมุสลิม แต่กลับเป็นคนนอกศาสนาที่ช่วยมุสลิม และช่วยขับไล่พวกมุนาฟิกเสียเอง" ซึ่งสาเหตุที่คิดแบบนี้ เพราะในช่วงนั้น ได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลางที่กุรอานไม่ได้บอกไว้ ศึกษาความเป็นมาของทั้งศาสนาอิสลาม คริสต์ ยิว ที่นอกเหนือไปจากกุรอาน อ่านจากทั้งในหนังสือและในอินเทอร์เน็ต จนพบว่า ศาสนาอิสลาม แท้จริงแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนาคริสต์และยิว เพียงแต่มันเป็นการแยกความคิดแตกใหม่และซับซ้อนมาก และมาในรูปแบบประมาณว่า ถ้ายิวต้องให้ทำสุหนัต คริสต์จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำ หรือต้องทำก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นนิกายไหน ส่วนอิสลามจะกลับมาบังคับว่าต้องทำทุกนิกายทุกมัชฮับ ซึ่งทำให้รู้สึกสับสนว่าอันไหนผิดถูกจนไม่ได้คิดอีกไประยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้อ่านข่าวที่รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำให้ย้อนคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ อิสลามซึ่งเคยชนะและทำให้ผู้คนในหลายเผ่าในดินแดนอาหรับเลื่อมใสศรัทธา ทั้งยังชนะพวกครูเสดได้ แต่ทำไมต้องแยกเป็นซุนนีและชีอะฮ์ ทำไมต้องเกิดความขัดแย้งกันเองตลอด ทำไมจึงต้องเกิดกลุ่มซาลาฟี (หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อ วาฮะบีย์) ทำไมปาเลสไตน์จึงต้องหายไปและกลายเป็นอิสราเอลแทน นั้นทำให้เริ่มสงสัยว่าบททดสอบของอัลลอฮ์นั้นจะยาวนานและโหดร้ายไปอีกนานสักแค่ไหน จึงย้อนกลับมาดูทางคริสต์ซึ่งไปรุ่งเรืองในแผ่นดินยุโรป พบว่าคริสต์หลังยุคอาณาจักรโรมันนั้นแทบจะเป็นยุคมืด ศาสนจักรครอบงำผู้คน ชักชวนผู้คนรบราฆ่าฟันกับกลุ่มมุสลิม บ้างก็ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนจักร ผ่านไปหลายศตวรรษ กลายเป็นว่าเมื่อถึงยุคเรเนซองส์ ความขัดแย้งทางศาสนาแทบจะหายไป วิทยาศาสตร์ ปรัชญา วิทยการที่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มขัดแย้งกันน้อยลง ศาสนาก็ห่างจากชีวิตผู้คนในยุโรปมากขึ้น ในขณะที่วิทยาศาสตร์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอาหรับก็ค่อยๆ หายไป แถมบางครั้งยังถูกมองว่าขัดแย้งกับศาสนาอีก จนกลายเป็นว่าปัจจุบัน ยุโรปในตอนนี้เริ่มแยกจากศาสนาได้สำเร็จและสามารถพัฒนาตัวเองเป็นผู้นำโลกได้ ส่วนโลกอาหรับนั้นแทบไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมานั้น ชาติอาหรับก็เกิดความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด

ในช่วงแรกนั้น ด้วยความที่ยังเกรงกลัวสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าอยู่ จึงคิดจะไปนับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็พักความคิดชั่วระยะหนึ่งเพราะต้องการเลือกศาสนาของตัวเอง จริงๆ ตัวเองเลือกที่จะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็ได้ แต่ตัวเองไม่เลือกเพราะเข้าใจว่าชีวิตทางโลกนั้นควรมีชีวิตทางธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าด้วยจึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขโดยแท้จริง (เนื่องจากส่วนตัวคิดว่ากลุ่มคนไม่มีศาสนานั้นใช้ชีวิตโดยไม่คิดอะไรมากมายและทำๆ ไปตามที่ใจต้องการและมีปรัชญาชีวิตที่เน้นจากเรื่องราวทางโลกเกือบล้วนๆ ซึ่งคงไม่ใช่แนวทางของตัวเองที่ต้องการแสวงหาทางสว่างและความสงบสุขในจิตใจอยู่ตลอดเวลา) จึงตัดสินใจศึกษาพระพุทธศาสนา จนค้นพบสัจธรรมว่า การจะเป็นคนที่ดีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องต้องเชื่อคำสอนและทำตามคัมภีร์ ขอเพียงแค่ประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับความสงบสุข

พระพุทธศาสนาเปิดโลกที่ผมไม่เคยเห็นไม่เคยเจอมาก่อน เป็นศาสนาที่สอนให้คนพิสูจน์มากกว่าบังคับเชื่อ เป็นศาสนาที่สอนให้คนเน้นจิตใจที่บริสุทธิ์มากกว่าการห้ามกินหรือห้ามทำสิ่งนั้นนี้ที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เป็นศาสนาที่ไม่บังคับการเข้าศาสนสถาน หลังจากที่ตัวเองได้ศึกษาจนถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินใจบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ใช่มุสลิมแล้ว แต่เราจะเป็นชาวพุทธ แต่ในตอนนั้นยังไม่คิดทำอะไรมาก จึงคิดจะไปบอกแม่ ปู่ย่าตายาย ที่เป็นมุสลิม แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกตกใจและไม่อยากให้ผมเลิกศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เพราะกลัวว่าเมื่อถึงวันกียะมะฮ์แล้วผมจะต้องตกไฟนรกไปตลอดกาล (ตามความเชื่อของอิสลาม เมื่อเสียชีวิตแล้วจะต้องไปอยู่ในโลกแห่งการรอคอยที่ดวงวิญญาณจะรออยู่จนถึงวันพิพากษา แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง อัลลอฮ์จะพิจารณาตัดสินความดีชั่วที่คนผู้นั้นเคยทำไว้เมื่อยังอยู่ในโลกดุนยาหรือโลกมนุษย์เราปัจจุบัน ผู้ที่ทำความดีไว้มาก จะได้ขึ้นสวรรค์และพำนักอยู่ในสวรรค์ถาวร ส่วนผู้ที่ทำความชั่ว จะต้องตกไฟนรกไปชั่วนิรันดร ซึ่งนอกจากอิสลามแล้ว คริสต์และยิวก็เชื่อความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน) ผมบอกกับทุกคนว่า อินชาอัลลอฮ์ หมายถึงว่า ถ้าอัลลอฮ์ประสงค์และสำแดงประจักษ์ให้ได้ตระหนักถึงพระองค์ ผมก็จะพร้อมที่จะไปรับอิสลามอีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าหากอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเปี่ยมเมตตาก็จะทรงมีเมตตาอยู่เสมอตราบที่มีลมหายใจอยู่

ตั้งแต่ที่พูดไปในตอนนั้น ปู่ย่าก็ไม่ได้ติดต่อหาผมอีก (ปกติก็ไม่ค่อยติดต่อกันอยู่แล้ว เพราะไม่ค่อยผูกพันอะไรมาก) ส่วนแม่ ตายาย ได้แต่หวังว่าผมจะกลับไปรับอิสลามอีกครั้ง แต่ความจริงก็คือ ผมไม่มีความคิดนั้นเหลือแล้ว ผมเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา และลึกซึ้งกับธรรมะที่ได้ศึกษาจนยากที่จะกลับไปเป็นมุสลิม สิ่งที่บอกมาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการให้มุสลิมที่ยังศรัทธาในอัลลอฮ์ ต้องหันมานับถือพุทธกันอย่างไร้เหตุผล เพราะเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะสำหรับคนที่เคร่งครัดมาตั้งแต่เกิด เคยมีกรณีคนที่มานับถือพุทธแต่ก็กลับไปนับถืออิสลามอีกเพราะเกรงกลัววันพิพากษา กลัวว่าตัวเองจะต้องตกไฟนรก ซึ่งส่วนตัวมองว่าตัวเองทำแต่ความดี จิตใจบริสุทธิ์ ก็มากพอแล้วที่พระเจ้าจะเมตตา และยังเชื่อมั่นในพระเมตตาเสมอว่าจะไม่ทำแบบนั้นหากประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ



แฟนเป็นอิสลาม ตนเองเป็นไทยพุทธ


 


ประเด็นก็คือ การกินการดื่มนี่มันเป็นระเบียบที่ปฏิบัติง่ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คุณเรียกร้องไม่สามารถที่จะเจรจาได้ ไม่มีการผ่อนผันใดๆทั้งสิ้น หากฝ่ายชายยอม อนาคตไม่ต้องพูดถึง

Facebook


[รีวิว เปลี่ยนศาสนา+แต่งงานต่างศาสนา] สาวเอย จงหนีไปปปปปปปปปปปปปปปปป อย่าหาทำแบบเราค่ะ - Pantip


การตัดสินใจที่ยากที่สุดของชีวิต "เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา" - Pantip



ซีเรีย ปะทุ

 



ซีเรียลุกฮือ! ประท้วงกฎเหล็กห้ามขายเหล้า หวั่นรัฐบาลอิสลามิสต์ ลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคล
จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ดีกว่าคุมเข้มศีลธรรม!

ชาวซีเรียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงใจกลางกรุงดามัสกัส เพื่อต่อต้านมาตรการจำกัดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของรัฐบาลชุดใหม่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนที่มองว่า รัฐบาลที่นำโดยกลุ่มอิสลามิสต์กำลังเพิ่มความเข้มงวดและลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ประท้วงได้ออกมารวมตัวกันอย่างสงบพร้อมชูป้ายข้อความ "เสรีภาพส่วนบุคคลคือเส้นแดง" เพื่อตอกย้ำจุดยืนว่าภาครัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซงวิถีชีวิตส่วนตัว และควรเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน

🚫 กฎเหล็กจำกัดพื้นที่ขายเหล้า: สัปดาห์ที่ผ่านมากรุงดามัสกัสออกคำสั่งห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารและบาร์ทั่วไป โดยอนุญาตให้จำหน่ายได้เฉพาะในร้านค้าที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนชาวคริสต์ 3 แห่งเท่านั้น

👳 หวั่นคืบคลานลิดรอนสิทธิ: ประชาชนกังวลต่อแนวคิดอนุรักษนิยมทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่กลุ่มอิสลามิสต์ขึ้นสู่อำนาจหลังระบอบอัสซาดล่มสลายเมื่อปี 2024 โดยก่อนหน้านี้มีการออกกฎบังคับใส่ชุดว่ายน้ำ "แบบสุภาพ" ในพื้นที่สาธารณะ และห้ามข้าราชการหญิงแต่งหน้าในเมืองลาตาเกียมาแล้ว

👮 เสียงสะท้อนจากประชาชน: กลุ่มผู้ประท้วงและนักวิชาการชี้ว่า ประเทศซีเรียยังมีปัญหาใหญ่ที่ถูกละเลยอีกมากมาย เช่น ความยากจน คนไร้บ้าน และผู้ลี้ภัย ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การออกกฎลักษณะนี้มีแต่จะสร้างความแตกแยกทางศาสนาให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น

🏛️ คำชี้แจงจากทางการ: เทศบาลเมืองดามัสกัสให้เหตุผลว่า มาตรการนี้เป็นไปตามคำเรียกร้องของชุมชนที่ต้องการขจัดพฤติกรรมขัดต่อศีลธรรมอันดี อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้จะไม่มีผลบังคับใช้กับโรงแรม และทางการกำลังพิจารณาข้อยกเว้นให้กับร้านอาหารที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจ

Facebook


ถึงเวลาปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาอีกแล้ว

สว. เผย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จ่อขึ้นราคา จี้ พาณิชย์ คุมเข้มราคาสินค้า แนะประชาชน ปลูกผัก-เลี้ยงไก่-เลี้ยงปลา ดูแลตัวเองระยะยาวช่วงวิกฤตสงคราม

  Facebook








เมียนมา กับแถวๆนี้

 💢ประเทศที่แม้โอกาสจะฟื้นฟูบูรณะก็แทบไม่หลงเหลือแล้ว





ภายใต้การสู้รบของสงครามกลางเมือง เศรษฐกิจของเมียนมาล่มสลายลงไปเรื่อยๆ อันเป็นผลทั้งจากการสู้รบ และการดำเนินนโยบายแบบทำลายตัวเองของรัฐบาลทหาร ประกอบกับการแซงก์ชั่นจากโลกตะวันตก ที่มีมาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร

จริงอยู่ แม้ว่ารัฐบาลทหารจะจัดการจนสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น มีเงินสกุลแข็งๆ สะสมไว้ได้มากพอจนสามารถรักษาความเป็นปกติบางส่วนเอาไว้ได้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกลับตกอยู่ในสภาพต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

ซ้ำเติมด้วยวิบัติภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2025 ที่ว่ากันว่าสร้างความเสียหายใหญ่หลวงจนต้องใช้เวลานานหลายปีเพื่อฟื้นฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเนปยีดอ

ในขณะที่ความเสียหายต่อสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองแบบไร้กฎ ไร้กติกา แพร่สะพัดจนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุด

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญกิจการเมียนมา ระบุเอาไว้ว่า ผู้คนมากกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศเมียนมา ตกอยู่ในสภาพต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ราว 3.5 ล้านคนในจำนวนนี้ตกอยู่ในสภาพพลัดถิ่น ไร้ที่อยู่อาศัยในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง บริการด้านสาธารณสุขนอกเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้ง หรือเนปยีดอ จำกัดจำเขี่ยอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลทหารไม่แม้แต่จะใส่ใจในด้านการสาธารณสุขนอกเขตเมืองหรือหัวเมืองที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของตน

ระบบการศึกษายังไม่ได้ฟื้นตัวจากสภาพหลังการรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อครูและนักเรียนพากันผละงานประท้วงฝ่ายทหาร ทุกวันนี้ 3 ใน 4 ของเยาวชนในวัยเรียน อายุระหว่าง 18-24 ปีไม่ได้รับการเรียนการสอน การฝึกทักษะใดๆ การเกณฑ์ทหารระลอกใหม่ที่เริ่มต้นในปี 2024 ยิ่งผลักดันให้ผู้คนออกจากระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น

นักศึกษาทั้งชายและหญิงที่ชาญฉลาดเลือกที่จะหลบหนีเข้าป่า หรือไม่ก็ลักลอบหลบหนีไปลี้ภัยในต่างแดน

การล่มสลายของกลไกการปกครองของรัฐ ส่งผลให้องค์กรอาชญากรรมอย่างแก๊งสแกมเมอร์แพร่ระบาด โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และนับวันยิ่งขยายตัวจนถึงจุดที่ทางการจีนรับไม่ได้ ต้องกดดันให้รัฐบาลทหารเมียนมาปราบปราม ทำลายอาคารสถานที่ จับกุมแกนนำ กลายเป็นข่าวใหญ่ไปในช่วงปีที่ผ่านมา

สถานการณ์โลกในปี 2026 ยิ่งซ้ำเติมชะตากรรมของเมียนมามากยิ่งขึ้นไปอีก

จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือแม้ให้การสนับสนุนทั้งยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารแก่รัฐบาลทหาร แต่ก็คงไม่เหมือนเดิม

และจีนยังคงมุ่งมั่นกับการหาผลประโยชน์ตนเองด้วยการใช้เมียนมาเป็นเส้นทางเพื่อเข้าถึงมหาสมุทรอินเดีย และเป็นแหล่งสำหรับสูบทรัพยากรธรรมชาติ

อาเซียนยังคงไร้บทบาทใดๆ ภายใต้กติกาไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และการใช้ฉันทมติในการดำเนินการในทุกเรื่อง

รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ห้ามคนสัญชาติเมียนมาเข้าประเทศในเดือนมิถุนายน ก่อนจะตัดสถานะคุ้มครองผู้ลี้ภัยเมียนมาทิ้งไปในเดือนพฤศจิกายน

ทั้งหมดนี้ผลักดันเมียนมาไปสู่สถานะที่เป็นอยู่ กล่าวคือ ไม่เพียงเป็นรัฐที่ล้มเหลวไปแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่แม้โอกาสจะฟื้นฟูบูรณะก็แทบไม่หลงเหลือแล้ว

Facebook



ต่างคนต่างมีจุดตาย

 Facebook






ที่ตายน่ะคน ไม่ใช่พระเจ้า  






เรือดำน้ำเข้าสู่ทะเลอาหรับ

 อิหร่านจะถูกรุมกินโต๊ะ



 Facebook





  การตัดสินใจที่ยากที่สุดของชีวิต "เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา" - Pantip กระทู้นี้ตั้งใจพิมพ์มาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและ...