👉 การแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน
จำเป็นต้องบริหารจัดการแบบ บูรณาการทั้งระบบ
(Integrated Water Resources
Management: IWRM) โดยพิจารณาโครงสร้างเชิงพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำ
กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ พร้อมทั้งครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ ภัยแล้ง, น้ำท่วม,
น้ำเสีย, และการบริหารจัดการเชิงสถาบัน
1. การจัดการพื้นที่ตามเส้นทางเดินของน้ำ
(ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ)
- พื้นที่ต้นน้ำ (Upstream): ชะลอและกักเก็บ
- ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่ซับน้ำ: อนุรักษ์ป่าธรรมชาติ สร้างฝายชะลอน้ำ (Check Dam) และเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อลดความเร็วของน้ำหลากและชะลอการกัดเซาะดิน
- อ่างเก็บน้ำและแก้มลิงธรรมชาติ: เพิ่มความจุในการกักเก็บน้ำต้นทุนด้วยการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ
และจัดทำพื้นที่รับน้ำยามน้ำหลาก
- พื้นที่กลางน้ำ (Midstream): จัดสรรและชะลอการไหล
- ผันน้ำและจัดสรรน้ำ: พัฒนาระบบคลองเชื่อมโยง (Water Grid) เพื่อผันน้ำจากพื้นที่น้ำเกินไปสู่พื้นที่ขาดแคลน
- เกษตรกรรมปราดเปรื่อง: ส่งเสริมระบบการเกี่ยวเก็บน้ำในไร่นา
(เช่น โคก หนอง นา โมเดล)
และปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในแต่ละช่วงเวลา
- พื้นที่ปลายน้ำ (Downstream): ระบายและป้องกัน
- เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ: ขุดลอกสันดอนปากแม่น้ำ จัดทำคลองลัด (Bypass Canal) และติดตั้งสถานีสูบน้ำประสิทธิภาพสูง
- ป้องกันน้ำเค็มหนุน: ติดตั้งและบริหารจัดการประตูระบายน้ำปากแม่น้ำเพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกรานพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำดิบทำน้ำประปา
2. การแก้ปัญหาตามสภาวะวิกฤต (3 วิกฤตหลัก)
ก. การจัดการภัยแล้ง (Drought
Management)
1. พัฒนานวัตกรรมกักเก็บน้ำ: เพิ่มการทำระบบเติมน้ำใต้ดิน (Aquifer Recharge) ในชั้นน้ำบาดาลเพื่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ยามแห้งแล้ง
2. ประหยัดและหมุนเวียนใช้น้ำ (3Rs): ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและชุมชนให้เกิดการลดการใช้ (Reduce) ใช้ซ้ำ
(Reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
3. ระบบประปาครอบคลุม: พัฒนาระบบกระจายน้ำประปาสะอาดให้เข้าถึงทุกหมู่บ้านและพื้นที่เกษตรกรรม
ข. การจัดการน้ำท่วม (Flood Management)
1. กำหนดพื้นที่ทางน้ำไหล (Floodway) และผังเมือง: ควบคุมการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำธรรมชาติ และกำหนดเขตพื้นที่รับน้ำหลาก (Retention
Area) อย่างชัดเจน
2. สิ่งก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน: สร้างคันกั้นน้ำ ระบบอุโมงค์ระบายน้ำในเขตเมือง และพนังกั้นน้ำในจุดเสี่ยงภัย
3. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early
Warning System): ใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ
ร่วมกับแบบจำลองสภาพอากาศทางอุตุนิยมวิทยาเพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที
ค. การจัดการน้ำเสียและคุณภาพน้ำ (Water
Quality)
1.บังคับใช้กฎหมายมลพิษ: กำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ และชุมชน
มีระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 100%
2. ศูนย์บำบัดน้ำเสียรวม (Centralized
Wastewater Treatment): ก่อสร้างและฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนในเขตเมืองใหญ่
3. ฟื้นฟูแหล่งน้ำเสื่อมโทรม: ใช้กลไกทางชีวภาพ (เช่น พืชบำบัด) และการเติมอากาศในลำคลองธรรมชาติ
3. การปฏิรูปเชิงสถาบัน เทคโนโลยี และกฎหมาย
- การรวมศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี (Big
Data & AI): เชื่อมโยงข้อมูลน้ำจากทุกหน่วยงานเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลเดียว
(Single Command Center) ใช้ AI คำนวณการคาดการณ์ฝน
ปริมาณน้ำท่า และการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำแบบเรียลไทม์
- กลไกทางกฎหมายและการกระจายอำนาจ: ขับเคลื่อนการทำงานผ่าน คณะกรรมการลุ่มน้ำ ตาม พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ
เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
และคนในพื้นที่ร่วมตัดสินใจและมีงบประมาณจัดการน้ำของตนเอง
- การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community
Water Stewardship): สร้างความตระหนักรู้ให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลแหล่งน้ำ
ท้องถิ่น และคลองสาขา ไม่ทิ้งขยะหรือรุกล้ำลำน้ำ
