โพสต์

ศาสนา ถ้าการเมืองไม่เอาก็ไปไม่รอด

ศาสนาพุทธแถวนี้  ก็กำลังเดินไปจุดนั้น  รอล่มสลาย https://pantip.com/topic/33869725 http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2008/04/Y6495675/Y6495675.html

ศาสนาใหม่

รูปภาพ
ตั้งใหม่ไม่มีใครว่า  แต่อย่าเลียนแบบเขา  พุทธะ-  เลียนแบบ  พุทธศาสนา      https://www.facebook.com/NewsWorkpoint/photos/a.1696358533735805/4090859387619029/ https://pantip.com/topic/40653476 https://www.facebook.com/photo?fbid=4173254916099405&set=a.258218874269715 https://www.facebook.com/photo?fbid=3848109455244986&set=pcb.3848109645244967 ล่าสุดหนีความวุ่นวายไปไหนแล้ว https://trangdantri.com/2249/?fbclid=IwAR1qSh49UI8Nl3beRVVd4Og5NBGZpHW_46KwMLjqsnsytfL6Sd0Rm7ocIv8

การรู้ของบุคคล ๓ ระดับ

       การรู้ที่จัดเป็น ๓ ระดับใหญ่   คือ   การรู้ของ ปุถุชน   การรู้ของ พระอริยบุคคลขั้นเสขะ   และการรู้ของ พระอรหันต์   ตลอดไปถึงการรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า        ในขั้นที่   ๑   ของ ปุถุชน   พุทธพจน์บาลีเดิมใช้คำว่า   " สญฺชานาติ  -  สญฺญตฺวา"     คือรู้แบบสัญญา     เข้าใจไปตามสมมุติบัญญัติ     ไม่รู้ทันภาษาที่สื่อสาร     จึงอยู่แค่   " อปริญญาต์ -   ไม่ได้ปริญญา"              ในขั้นที่   ๒   ของ พระเสขะ     พุทธพจน์บาลีใช้คำว่า   " อภิชานาติ  -  อภิญฺญาย/อภิญฺญตฺวา"     รู้ตรงไปถึงสภาวะ   พอจะรู้ทันสมมุติบัญญัติ     ดีขึ้นไปเป็น   " ปริญไญย -   จะพึงได้ปริญญา"          ในขั้นที่   ๓   ของ พระอรหันต์    พุทธพจน์บาลีก็ใช้คำว่า   " อภิชานาติ  -  อภิญฺญาย/อภิญฺญตฺวา"   รู้เข้าใจตามสภาวะทั้งหมด   ไม่ติดสมมุติบัญญัติ   อยู่ด้วยปัญญา     ถึงขั้น "ปริญญาต์   -  ได้ปริญญาจบแล้ว"       จากนั้นตรัสกถึงการ รู้  ของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็เช่นเดียวกับพระอรหันต์ แต่มีข้อพิเศษที่ทำให้เป็นการตรัสรู้.       เริ่มด้วย ปุถุชน   รู้  ปฐวี 

ป้องกันความเข้าใจสมาธิไขว่เขว

  ความมุ่งหมาย  และประโยชน์ของสมาธิ:     ในแง่ช่วยป้องกันความไขว่เขว           ความเข้าใจในเรื่องประโยชน์ หรือความมุ่งหมายในการเจริญสมาธินี้   จะช่วยป้องกัน และกำจัดความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ และชีวิตพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาได้เป็นอันมาก เช่น ความเข้าใจผิดว่า การบำเพ็ญสมาธิเป็นเรื่องของการถอนตัว    ไม่เอาใจใส่ในกิจการของสังคม หรือว่า ชีวิตพระสงฆ์ เป็นชีวิตที่ปลีกตัวโดยสิ้นเชิง ไม่รับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น ข้อพิจารณาต่อไปนี้ อาจเป็นประโยชน์ ในการป้องกัน และกำจัดความเข้าใจผิดที่กล่าวมาแล้วนั้น         - สมาธิเป็นเพียงวิธีการเพื่อเข้าถึงจุดหมาย ไม่ใช่ตัวจุดหมาย   ผู้เริ่มปฏิบัติอาจต้องปลีกตัวออกไป มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตในสังคมน้อยเป็นพิเศษ เพื่อการปฏิบัติฝึกอบรมช่วงพิเศษระยะเวลาหนึ่ง  แล้วจึงออกมามีบทบาทในทางสังคมตามความเหมาะสมของตนต่อไป    อีกประการหนึ่ง    การเจริญสมาธิโดยทั่วไป   ก็มิใช่จะต้องมานั่งเจริญอยู่ทั้งวันทั้งคืน และวิธีปฏิบัติก็มีมากมาย เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับจริยา เป็นต้น       - จะเห็นได้จากหลักฐาน เช่นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในหลักสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น

มิจฉาทิฏฐิบุคคล กับ สัมมาทิฏฐิบุคคล

  ในบรรดากรรม ๓ อย่าง คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมนั้น  พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนกรรม เป็นกรรมที่มีผลยิ่งใหญ่ที่สุด    และใน มโนกรรม นั้น    ที่เด่นทรงเน้นมาก คือ  ทิฏฐิ  อันได้แก่  แนวคิด ทฤษฎี ความเชื่อ ลัทธิ ศาสนา และอุดมการณ์ทั้งหลาย          จากเจ้าลัทธิ    เจ้าทฤษฎี    เป็นต้น    ที่สั่งสอนเผยแพร่     มีคนเชื่อถือเห็นตามยอมรับ  สมาทาน  เอาไปปฏิบัติขยายออกไปๆ สามารถบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ และความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่   เป็นกันมามากมาย         เห็นได้ชัดว่า    หมู่ชนไม่ว่าระดับไหน     ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดความเชื่อ   จนกระทั่งเป็นอารยธรรม  ก็มี ทิฏฐิ เป็นตัวขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง     แล้วสังคมมนุษย์ก็ได้รับผลดีผลร้ายไปตาม มโนกรรม ที่ สมาทาน กันนั้น         ทั้งที่ ทิฏฐิ เป็นมโนกรรมอยู่ในใจ      แต่มีอิทธิพลต่อสังคมแสดงผลต่อโลกนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด     ดังที่อาจจะอ้างพุทธพจน์ว่า         " ภิกษุทั้งหลาย      เอกบุคคล     เมื่อเกิดขึ้นในโลก     ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความพินาศ    มิใช่ประโยชน์     เกิดขึ้นเพื่อความทุกข์    แก่เทวะและมนุษย์ทั้

รู้จักอรรถกถากันหน่อย

รูปภาพ
 บางตอนจากหนังสือนี้ หน้า ๕๕         ฯลฯ             หันกลับไปเฝ้าฟังพระพุทธองค์ตรัส   แล้ว อรรถกถา อยู่ตรงไหน           ท่านพุทธทาสเป็นผู้มีความคิดริเริ่มอย่างสำคัญ  อย่างน้อยก็เป็นท่านหนึ่ง  ที่มุ่งตรงกลับไปหาพระไตรปิฏก  และได้อุทิศเวลาและเรี่ยวแรงให้แก่การศึกษาค้นคว้าพุทธพจน์อย่างจริงจัง   โดยใช้ภาษาเป็นสื่อมุ่งไปหาเนื้อธรรม         การที่ ท่านพุทธทาสเน้นและเอาจริงเอาจังกับงานค้นคว้าพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกนั้น  มากมายแค่ไหน  เห็นได้ไม่ยาก  แค่หนังสือชุดจากพระโอษฐ์   ตั้งแต่  พุทธประวัติจากพระโอษฐ์  เป็นต้นมา   ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน มองเห็นทันที        เป็นธรรมดาว่า  ในการศึกษาค้นคว้าและทำงานต่างๆ เกี่ยวกับ พระไตรปิฏกนั้น   ส่วนงานที่สำคัญก็คือ  การ แปลภาษาบาลี  และการปรึกษาคัมภีร์ประกอบ  เฉพาะอย่างยิ่ง  การดูอรรถกถา   ในเรื่องนี้  ก็ชัดเจนว่า   ท่านพุทธทาสมีความชำนาญและได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง   หนังสือที่เป็นงานแปล พระไตรปิฏก ซึ่งเจาะตรงไปที่หลักธรรมสำคัญ   จึงปรากฏออกมาให้ใช้ประโยชน์กันได้อย่างดี       อย่างไรก็ตาม      ผู้ศึกษาที่อ่านที่ใช้ พระไตรปิฏกแปล   ไม่ว่าจะเป็น

ขั้นเรื่อง ข้างล่างมรรค ข้างบนหลักหัวข้อสั้นๆ

รูปภาพ
 

มรรค ในฐานะระบบการศึกษาสำหรับสร้างอารยชน

  มรรค ในฐานะ ไตรสิกขา หรือระบบการศึกษาสำหรับสร้างอารยชน         " ภิกษุทั้งหลาย  สิกขา ๓ นี้ ๓ เป็นไฉน ?   คือ อธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑         " ภิกษุทั้งหลาย    ก็อธิศีลสิกขา เป็นไฉน ?     ภิกษุในธรรมวินัยนี้   เป็นผู้มีศีล   สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร   มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย  ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อธิศีลสิกขา         " ภิกษุทั้งหลาย    ก็อธิจิตตสิกขา เป็นไฉน ?     ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก  อยู่  เข้าถึงทุติยฌาน  อันมีความผ่องใสแห่งจิตภายใน มีภาวะใจเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร  เพราะวิตกวิจารระงับไป   มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ อยู่   เพราะปีติจางไป  เธอมีอุเบกขาอยู่  มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย   เข้าถึงตติยฌาน   ที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวว่า   เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติอยู่เป็นสุข   เพราะละสุขละทุกข์   และเพราะโสมนัส  โทมนัสดับหายไปก่อน   เข้าถึงจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข