วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรม 2 อย่าง

 ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรมนั้น  สรุปได้  ๒ อย่าง  คือ

        ๑.  แสดงหลักความจริงสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชเฌนธรรม"   หรือ  เรียกเต็มว่า  "มัชเฌนธรรมเทศนา"  ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ   นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้น   ไม่ส่งเสริมความพยายามที่ีจะเข้าถึงสัจธรรมด้วยวิธีถกเถียงสร้างทฤษฎีต่างๆ   ขึ้นแล้วยึดมั่นปกป้องทฤษฎีนั้นๆ ด้วยการเก็งความจริงทางปรัชญา

         ๒.  แสดงข้อปฏิบัติสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชฌิมาปฏิปทา"   อันเป็นหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน  ผู้รู้เท่าทันชีวิต   ไม่หลงงมงาย  มุ่งผลสำเร็จ  คือ ความสุข  สะอาด  สว่าง  สงบ  เป็นอิสระ   ที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้   ในทางปฏิบัติ   ความเป็นทางสายกลางนี้เป็นไปโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ   เช่น   สภาพชีวิตของบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์  เป็นต้น

        พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการกระทำ  (กรรมวาท  หรือ กิริยวาท)   เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม  (วิริยวาท)  (เช่น  องฺ.ติก.20/577/369)    ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนปรารถนา   หรือ ศาสนาแห่งความห่วงหวังกังวล

        การสั่งสอนธรรมของพระพุทธเจ้าทรงมุ่งผลในทางปฏิบัติ  ให้ทุกคนจัดการกับชีวิตที่เป็นอยู่จริงๆ ในโลกนี้   และเริ่มแต่บัดนี้   ความรู้ในหลักที่เรียกว่า  มัชเฌนธรรมเทศนา  ก็ดี   การประพฤติตามมรรคาที่เรียกว่า  มัชฌิมาปฏิปทา ก็ดี  เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสภาพ และระดับชีวิตอย่างใด   สามารถเข้าใจ และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ตามสมควรแก่สภาพ และระดับชีวิตนั้นๆ   ถ้าความห่วงใยในเรื่องชีวิตหลังจากโลกนี้มีอยู่   ก็จงทำชีวิตดีงามอย่างที่ต้องการนั้นให้เกิดมีเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาด้วยการประพฤิตปฏิบัติแต่บัดนี้  จนมั่นใจตนเองว่า จะต้องไปดีโดยไม่ต้องกังวลหรือหวาดหวั่นต่อโลกหน้านั้นเลย  (เช่น  สํ.ม.14/1572/487)    


ทรงสอนพุทธธรรมโดยปริยายต่างๆ เป็นอันมาก  มีคำสอนหลายระดับ  ทั้งสำหรับผู้ครองเรือน  ผู้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  ผู้สละเรือนแล้ว    ทั้งคำสอนเพื่อประโยชน์ทางวัตถุ    และเพื่อประโยชน์ลึกซึ้งทางจิตใจ  เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากพุทธธรรมทั่วถึงกัน  


เมื่อสิ้นยุคขององค์พระศาสดาแล้ว  เวลาล่วงไป  และคำสอนไปในถิ่นต่างๆ    ความเข้าใจในพุทธธรรมก็แปรไปจากเดิม  และแตกต่างกันไปได้หลายอย่าง   เพราะผู้ถ่ายทอดสืบต่อมีพื้นความรู้การศึกษาอบรม สติปัญญาแตกต่างกัน   ตีความหมายพุทธธรรมแผกกันไป บ้าง  นำเอาความรู้ความเชื่อถือเดิมจากลัทธิศาสนาอื่นเข้ามาผสมแทรกแซง บ้าง  อิทธิพลศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นเข้าผสมผสาน บ้าง   คำสอนบางแง่เด่นขึ้น   บางแง่เลือนรางลง   เพราะการย้ำและเลี่ยงความสนใจ    ตามความโน้มเอียงและความถนัดของผู้รักษาคำสอน บ้าง   ทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ  เช่น  ที่รู้จักกันบัดนี้เป็นมหายาน  กับ เถรวาท   ตลอดจนนิกายย่อยๆ  ที่ซอยแยกออกไป 


สำหรับเถรวาทนั้น  แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนิกายที่รักษาแบบแผน และคำสอนดั้งเดิมไว้ได้แม่นยำ  ก็มิใช่จะพ้นไปจากความแปรเปลี่ยนได้โดยสิ้นเชิง    คำสอนบางส่วนแม้ที่อยู่ในคำภีร์เอง  ก็ยังเป็นปัญหาที่คนรุ่นปัจจุบันต้องนำมาถกเถียงคิดค้นหาหลักฐานยืนยันหรือปฏิเสธความเป็นของแท้แต่ดั้งเดิม    ยิ่งความรู้ความเข้าใจที่ประชาชนเชื่อถือ และปฏิบัติอยู่ด้วยแล้ว     ความคลาดเคลื่อนก็ยิ่งมีได้มากและชัดเจนยิ่งขึ้น    บางกรณีถึงกับเสมือนเป็นตรงข้ามกับคำสอนเดิม   หรือ  เกือบจะกลายไปเป็นลัทธิอื่นที่คำสอนเดิมคัดค้านแล้วก็มี


ยกตัวอย่างในประเทศไทยนี้  เมื่อพูดถึงคำว่า   "กรรม"    ความเข้าใจของคนทั่วไปก็จะเพ่งไปยังกาละส่วนอดีตเจาะจงเอาการกระทำในชาติที่ล่วงแล้วหรือชาติก่อนๆ  บ้าง   เพ่งไปยังปรากฎการณ์ส่วนผล    คือ   นึกถึงผลที่ปรากฎในปัจจุบันของการกระทำให้อดีต บ้าง  เพ่งไปยังแง่ที่เสียหายเลวร้าย  คือ   การกระทำชั่วฝ่ายเดียว บ้าง    เพ่งไปยังอำนาจแสดงผลร้ายของการกระทำความชั่วในชาติก่อน บ้าง     และโดยมากเป็นความเข้าใจตามแง่ต่างๆ  เหล่านี้  รวมๆกันไปหมด    ซึ่งเมื่อพิจารณาตัดสินตามหลักกรรมที่แท้จริงในพุทธธรรมแล้ว  จะเห็นได้ชัดว่าเป็นความเข้าใจที่ห่างไกลจากความหมายที่แท้จริงเป็นอันมาก


แม้ข้อธรรมอื่นๆ   ตลอดจนคำบัญญัติทางธรรมแต่ละคำๆ   เช่น  อารมณ์  วิปัสสนา  วิญญาณ  บารมี สันโดษ  อุเบกขา  อธิษฐาน  บริกรรม  ภาวนา  กาม  โลกีย์  โลกุตระ  บุญ  บาป   อิจฉา  ฯลฯ   ก็ล้วนมีความหมายพิเศษในความเข้าใจของประชาชน    ซึ่งผิดแปลกไปจากความหมายดั้งเดิมในพุทธธรรม   โดยตัวความหมายเอง บ้าง   โดยขอบเขตความหมาย บ้าง   มากน้อยต่างกันไปในแต่ละคำนั้นๆ     

ในการศึกษาพุทธธรรม  จำเป็นต้องแยกความหมายในความเข้าใจของประชาชนส่วนที่คลาดเคลื่อนนี้ออกไปต่างหาก    จึงจะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้


 



วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่าง

ไตรลักษณ์

ลักษณะโดยธรรมชาติ  ๓  อย่าง  ของสิ่งทั้งปวง

ตัวกฎ หรือตัวสภาวะ

ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่า   สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่างๆ   มาประชุมกันเข้า   หรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่างๆนั้น   มิใช่หมายความว่าเป็นการนำเเอาส่วนประกอบที่เป็นชิ้นๆอันๆ   อยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน    และเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว    ก็เกิดเป็นรูปเป็นร่างคุมกันอยู่เหมือนเมื่อเอาวัตถุต่างๆ  มารวมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ

ความจริง  ที่กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากการประชุมกันของส่วนประกอบต่างๆนั้น   เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อเข้าใจง่ายๆ  ในเบื้องต้นเท่านั้น   แท้จริงแล้ว   สิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแส     ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆ   ล้วนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่นๆ  ย่อยลงไป  แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองเป็นอิสระ      ล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อย   ไม่เที่ยง  ไม่คงที่   กระแสนี้ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป    อย่างที่ดูคล้ายกับรักษารูปแนวและลักษณะทั่วไปไว้ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป     ก็เพราะส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน   เป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันอย่างหนึ่ง    และเพราะส่วนประกอบเหล่านั้นแต่ละอย่างล้วนไม่มีตัวตนของมันเอง    และไม่เที่ยงแท้คงที่อย่างหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ข้อด้อยของกามสุข

ส่วนเสีย หรือข้อด้อยของกามสุข

         กาม  คืออะไร ?   "กาม"    แปลว่า    ความอยาก  ความรัก  ความใคร่  ความปรารถนา  หรือสิ่งที่อยาก  ที่รัก   ที่ใคร่     ที่ปรารถนา  พูดง่ายๆว่า   สิ่งเสพ   วัตถุบำรุงบำเรอความสุข   เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย  คน  สัตว์   ทรัพย์สินเงินทอง  ข้าวของสารพัด  ที่อยากได้อยากมี   ที่จะครอบครองเอาไว้ให้ได้ความสุข   รวมแล้วก็จัดแยกได้เป็น  "กามคุณ  ๕"   คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส   สิ่งต้องกาย   ที่ใคร่ที่ใฝ่ปราถนา  ที่จะให้ "กามสุข"  คือ สุขทางประสาททั้ง  ๕   สุขทางวัตถุ หรือ สุขทางเนื้อหนัง   บางทีเรียก  สามิสสุข   คือสุขอาศัยอามิส  หรือสุขจากสิ่งเสพ    (อามิสสุข  ก็เรียก)

          ถึงตอนนี้  มีปัญหาว่า  กามสุขนั้น  มีมากมาย  หลายอย่าง  หลายระดับ   ที่ล้ำเลิศก็มี   ที่เป็นทิพย์ก็มี และท่านก็ยอมรับว่าเป็นความสุข    แต่กามสุขทั้งหมดนั้นมีข้อบกพร่องอย่างไร    และความสุขที่ว่าประณีตยิ่งขึ้นไปอีกนั้นดีอย่างไร   ทำไมท่านผู้ได้ประสบรู้จักสุขประณีตนั้นแล้ว   จึงว่าดีเยี่ยมกว่ากามสุข    ถึงกับละเลิกกามสุขไปเสียทีเดียว

          ส่วนเสีย    คือ โทษและข้อบกพร่องต่างๆของกามนี้  กล่าวโดยย่อ  มองได้  ๓  ด้าน  หรือ มี  ๓  ตำแหน่ง  คือ  มองที่ภายในตัวบุคคล    มองที่ตัวกามนั้นเอง  และมองที่ปฏิบัติการของผู้เสพเสวยกามในสังคมหรือในโลก

          อย่างแรก   มองที่ตัวบุคคล  หมายถึง   มองที่กระบวนการก่อทุกข์ภายในตัวบุคคล  คือ การที่บุคคลปฏิบัติผิดต่อโลกและชีวิต  ทำให้สิ่งทั้งหลายกลายเป็นกาม    แล้วก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง

          อย่างที่สอง    มองที่ตัวกาม   หมายถึง  มองที่สิ่งซึ่งได้ชื่อว่า กาม   ที่มนุษย์พากันแสวงหามาเสพเสวย  หรือ มองดูที่รสของกาม     มองดูความสุขความพึงพอใจอันจะได้จากกามนั้นเองว่า   มีจุดบกพร่องอย่างไร

          อย่างที่สาม   มองที่ปฏิบัติการในโลก   หมายถึง  มองดูที่ผลอันเกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคม   เป็นต้น  ของมนุษย์ทั้งหลายผู้แสวงหาและเสพเสวยกาม

          ความจริง  ทั้งสามสัมพันธ์อาศัยกัน  แต่แยกมอง   เพื่อเห็นลักษณะที่เป็นไปในด้านต่างๆ

          ด้านที่ ๑  มองดูที่ในตัวบุคคล    ได้แก่   กระบวนการก่อทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท   เริ่มแต่การรับรู้ประสบการณ์ต่างๆแล้ว   วางท่าทีต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างผิดพลาด   ปล่อยให้กระแสกระบวนธรรมดำเนินไปตามแนวทางของอวิชชา - ตัณหาอยู่เสมอ   จนกลายเป็นการสั่งสมอันเคยชิน   จะเรียกว่าง่ายๆว่า   การสั่งสมความพร้อมที่จะมีทุกข์   หรือ  ความพร้อมที่จะมีและก่อปัญหา  ก็ได้   กระบวนการนี้   พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่องพัฒนาการของบุคคล   เริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์จนเติบโต   ดังที่เล่ามาส่วนหนึ่งแล้ว  จึงจะเล่าต่อจากส่วนนั้นต่อไป

        "สมัยต่อมา  เด็กนั้น   อาศัยความเจริญเติบโต  อินทรีย์ทั้งหลายแก้กล้าขึ้น   มีกามคุณทั้ง ๕  พรั่งพร้อมบริบูรณ์   ย่อมปรนเปรอตน ...  เขาเห็นรูปด้วยด้วยตาแล้ว   ย่อมติดใจในรูปที่น่ารัก  ย่อมขัดใจในรูปที่ไม่น่าปรารถนา  ... ฟังเสียงด้วยหู ...ดมกลิ่นด้วยจมูก ...ลิ้มรสด้วยลิ้น  ...  ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย  ...  ทราบธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว   ย่อมติดใจในเสียง   ...  กลิ่น  ...  รส ...   โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์  ที่น่ารัก  ย่อมขัดใจในเสียง  ...  กลิ่น  ...  รส ...   โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์  ที่ไม่น่ารัก    มิได้ตั้งสติไว้กับตัว  เป็นอยู่โดยมีจิตคับแคบ   ไม่รู้จักตามเป็นจริง  ซึ่งภาวะหลุดรอดปลอดพ้นของจิต  และภาวะหลุดรอดปลอดพ้นด้วยปัญญา   ที่จะทำให้บาปอกุศลธรรม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ตัวเขา  ดับไปได้โดยไม่เหลือ


         "เขาคอยประคับประกอบเอาความยินดียินร้ายไว้อย่างนี้แล้ว   พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นสุขก็ตาม   ทุกข์ก็ตาม  ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม   เขาย่อมครุ่นคำนึง  ย่อมบ่นถึง   ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น    เมื่อเขาครุ่นคำนึง    เฝ้าบ่นถึง  หมกใจอยู่กับเวทนานั้น  ย่อมติดใจใคร่อยาก   (นันทิ,  ความหื่นเหิมใจ)     ย่อมเกิดขึ้น   ความติดใจใคร่อยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละ  กลายเป็นอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย  เขาก็มีภพ   เพราะภพเป็นปัจจัย   ก็มีชาติ   เพราะชาติเป็นปัจจัย  ก็มีชรามรณะ  ความโศก  ความคร่ำครวญ   ความทุกข์   ความเสียใจ   ความคับแค้น  ผิดหวัง  ก็มีพรั่งพร้อม   ความเกิดแห่งทุกข์ทั้งสิ้นนี้  จึงมีด้วยประการฉะนี้"          (ม.มู.12/453/488; พึงระลึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า    "อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลก  หาใช่เป็นกามไม่   ราคะที่เกิดจากความคิดของคนต่างหากเป็นกาม,   อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลก   ย่อมดำรงอยู่ (ตามสภาพของมัน)   อย่างนั้นเอง   ดังนั้น   ธีรชนทั้งหลาย  จึงขจัดแต่เพียงตัวความอยาก  (ตัณหาฉันทะ)  ในอารมณ์วิจิตรเหล่านั้น  (คือ มิใช่กำจัดอารมณ์วิจิตร"  (องฺ.ฉกฺก. 22/334/460)         

             ด้านที่ ๒ ข้อบกพร่องของกามเอง   ท่านมักสแสดงด้วยอุปมาต่างๆ  ซึ่งมีกล่าวถึงบ่อยๆว่า   กามทั้งหลาย  มีความหวานชื่นน้อย  มีทุกข์มาก   มีความคับแค้นมาก  โทษในกามนี้ยิ่งนัก

            ๑. เปรียบเหมือนสุนัขที่เพลีย และหิวโหย  เขาโยนท่อนกระดูกเปื้อนเลือดให้  ก็แทะอยู่นั่นเอง   จนเหนื่อยอ่อน  ก็อร่อยไม่เต็มอยาก   และไม่เต็มอิ่มได้จริง

             ๒. เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งหรือเหยี่ยว เป็นต้น คาบบินมา  เหยี่ยวแร้งตัวอื่นเห็นเข้า  ก็โผเข้ามารุมจิกแย่งเอา  คืเป็นของไม่มีสิทธิขาดแก่ตัว   ผู้อื่นแย่งชิงได้  คนทั้งหลายต่างก็ต้องการหมายปองจะเอา   เป็นเหตุให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงเบียดเบียนประทุษร้ายตลอดจนสังหารเข่นฆ่ากัน  ถ้าไม่รู้จักวางใจ   ก็จะเดือดร้อนแสนสาหัส

            ๓. เปรียบเหมือนคนถือคบเพลิงหญ้าลุกโพลงเดินทวนลม   ไม่ช้าก็จะต้องทิ้งเสีย  มิฉะนั้น  ก็จะไหม้มือ ไหม้แขนและอวัยวะต่างๆ  อาจถึงตาย หรือไม่ก็สาหัส

             ๔. เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงอันร้อนแรง   ผู้ที่รักชีวิต  ทั้งที่รู้ว่า  หากตกลงไป  ถ้าไม่ตาย  ก็ต้องเจ็บสาหัส   และไม่อยากตกหลุม    แต่ก็มีคนแข็งแรงคอยจับแขนฉุดดึงเข้าไปหาหลุมอยู่เรื่อย

              ๕. เปรียบเหมือนความฝัน  มองเห็นทุกอย่างเฉิดฉายอำไพ  แต่ไม่ทันนาน   ก็ผ่านหายหมดไป  พอตื่นขึ้นมา  ก็มองไม่เห็นอะไร  เหลือไว้แต่ความเสียดาย

              ๖. เปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติที่ขอยืมเขามา  เอาออกแสดงดูโก้เก๋หรูหรา  วางท่าอวดกัน  ผู้คนก็กล่าวขวัญชื่นชม   แต่ครอบครองเอาไว้ได้เพียงชั่วคราว    และอย่างไม่มั่นใจ    ไม่เป็นสิทธิของตนแท้จริง   เจ้าของ (ธรรมชาติ)  ตามมาพบที่ไหนเมื่อไร ก็ต้องคืนเขาไปที่นั้น  เมื่อนั้น  ไม่มีทางผ่อนปรน   ส่วนตนเองก็มีแต่ตัว   โผล่มาแล้ว  ก็ผลุบไป

              ๗. เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกในราวป่า   ผู้คนผ่านมา   เมื่ออยากได้ลูกผล  เขาจะได้ด้วยวิธีใด  ก็ใช้วิธีนั้น  ผู้ที่ขึ้นต้นไม้เป็น  ก็ปีนป่ายขึ้นไปเก็บ    ส่วนคนที่ขึ้นไม่เป็น  ก็จะเอาให้ได้   ที่เป็นคนร้ายนิสัยพาล  มีมีดมีขวานก็จะตัดทำลายเสียทั้งต้น      คนที่อยู่บนต้นไม้  ถ้าลงมาไม่ทัน  ก็จะถูกต้นไม้ล้มทับแขนขาหักชอกช้ำ  หรือถึงล้มตายไป *   (เทียบความอีกนัยหนึ่งว่า กามสุข   เหมือนผลไม้บนต้นไม้  ซึ่งที่โคน  มีผู้ตัด   คือ ความไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน   และความแก่   ความตาย  เป็นต้น  กำลังทำลายกัดกินให้กร่อนลงไปอยู่ตลอดเวลา   จนจะต้องล้มไปในที่สุด   ผู้บริโภคกามสุข   ย่อมต้องถูกคุกคามด้วยความหวาดหวั่นเสียใจ   ในความไม่จิรัง    และไม่แน่นอนนี้  อยู่ตลอดเวลา   ยิ่งผู้ใดลุ่มหลงติดเพลินมัวเมามาก  ไม่รู้จักยอมเลิกละสละปล่อยเสียบ้าง  ก็จะต้องถูกต้นไม้ล้มทับเอา  ให้ได้รับความทุกข์  เจ็บปวดแสนสาหัส)

              ๘.  เปรียบเหมือนเขียงสับเนื้อ   เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย  ก็เท่ากับเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงให้ถูกบั่นถูกสับ

              ๙.  เปรียบเหมือนหอกและหลาว  มักจะคอยทิ่มแทงให้ได้แผล   ไม่เล็กก็ใหญ่   ไม่เจ็บน้อยก็เจ็บมาก

             ๑๐. เปรียบเหมือนหัวงู   เข้าไปเกี่ยวข้อง   ก็ไม่วายต้องคอยระแวง   ไม่อาจปลงใจสนิท   หรือวางจิตปลอดโปร่งแท้จริง   อาจฉกเอา  หรือ นำภัยอันตรายมาให้ได้เสมอ


            ข้อเสีย   หรือจุดบกพร่องของกามสุขนี้   อาจกล่าวโดยย่อว่า    ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานชื่นที่คนปรารถนา  กามอำนวยให้เพียงชั่วครู่ยามในเวลาที่เสพ   แต่ความเจ็บปวดชอกช้ำที่คนไม่ต้องการ  กามกลับประทับลงให้อย่างแน่นแฟ้น   ติดตามฝังใจไปนานแสนนาน   เท่านั้น  ยิ่งมิหนำ   แม้ส่วนที่เป็นความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานชื่นนั่นแหละ   เมื่อจางคลายหายลับดับล่วงผ่านไปแล้ว   ยังทิ้งความเสียดายหวนหาอลัยเอาไว้ทรมานใจคนบางคน  ให้พิไรรำพันไปได้อีกนาน

          ด้านที่ ๓  เกี่ยวกับปฏิบัติการโดยสัมพันธ์กับโลกและสังคม  ข้อเสียของกามในด้านนี้   ท่านบรรยายเริ่มตั้งแต่ความทุกข์ยาก    ความลำบากเดือดร้อนที่ประสบ   ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ    และแสวงหาสั่งสมกามวัตถุไว้เสพเสวย   ซึ่งเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่แต่ละคนจะต้องอดทนในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก   ต้องทนแดดทนฝน    ทนหนาวทนร้อน  ทนเหนื่อยทนยาก  บ้างขาดแคลนอดอยากถึงตายไปก็มี   บ้างขยันหมั่นเพียรสู้ทำงานด้วยความเหนื่อยยาก  แต่งานกลับไม่สัมฤทธิ์ผล  ไม่ได้เงินทอง   หรือขาดทุนย่อยยับไป   ต้องเศร้าโศกกลัดกลุ้มทุรนทุราย  เมื่อหามาได้แล้ว    ก็เป็นทุกข์ในการระวังรักษา  บางทีประสบภัย   เช่น  ถูกโจรปล้น  คนลัก  ไฟไหม้   เดือดร้อนวุ่นวายไปอีก










วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กามสุข


 มีคำถามว่า

ทำไมประเทศที่นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ศาสนาที่สอนให้คนออกจากกามสุขแท้ๆ ถึงได้หมกมุ่นในพรฮับมากมายเยี่ยงนี้
เจริญ porn


https://www.facebook.com/groups/139094142863827/user/1562859340/

กาม       ความใคร่,  ความอยาก,   ความปรารถนา,  สิ่งที่น่าปรารถนา  น่าใคร่, กามมี ๒ คือ  ๑. กิเลสกาม  กิเลสที่ทำให้ใคร่   ๒.  วัตถุกาม   วัตถุอันน่าใคร่  ได้แก่  กามคุณ  ๕

กามคุณ        ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่  มี  ๕   อย่าง  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  และโผฏฐัพพะ  (สัมผัสทางกาย ทางเนื้อหนัง)   ที่น่าใคร่น่าพอใจ

กามสุข    สุขในทางกาม,  สุขที่เกิดจากกามารมณ์

...........

รู้จักกามสุข และเสพบริโภคอย่างมีปัญญา ที่ทำให้เป็นอิสระเสรี  
 
ความสุขมีหลากหลาย สูงขึ้นไปตามลำดับขั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ได้ทรงบรรลุถึงความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม และความสุขอย่างอื่นที่ประณีตยิ่งไปกว่านั้นแล้ว จึงทรงยืนยันได้ว่าจะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก แต่ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงประสบความสุขที่ประณีตเช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ทรงสามารถยืนยันได้ว่า พระองค์จะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก
พร้อมกันนั้นก็ได้ตรัสทำนองเตือนผู้ปฏิบัติธรรมให้ระลึกไว้ว่า ถึงหากอริยสาวกจะมองเห็นอย่างชัดเจนตามความเป็นจริงด้วยสัมมาปัญญา ว่า กามทั้งหลายมีความหวานชื่นน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้มากยิ่งนัก แต่ถ้าอริยสาวกนั้นยังไม่ประสบ ยังไม่รู้จักปีติและความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม หรือ ความสุขที่ประณีตยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังวางใจไม่ได้ว่าเธอจะไม่วกเวียนกลับมาหากามอีก (ม.มู.12/211/180)
ในทำนองเดียวกันนั้น ได้ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายไว้โดยจำเพาะว่า ถ้าผู้บวชแล้ว ยังมิได้ประสบปีติและความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม หรือความสุขที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น กิเลสทั้งหลาย เช่น อภิชฌา พยาบาท ความฟุ้งซ่าน เกียจคร้าน เบื่อหน่าย ก็จะเข้าครอบงำจิตได้ (ม.ม.13/196/205) หมายความว่า ก็จะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ หรือทนประพฤติพรหมจรรย์อยู่ไม่ได้
@ ความที่ยกมาอ้างเหล่านี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาถือความสุขเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ยังให้ข้อสังเกตต่อไปอีกว่า การที่อริยสาวกละกามนั้น มิใช่เป็นเพราะกามไม่มีความสุข หรือ เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้ละเว้นความสุข
พระพุทธศาสนายอมรับความสุขตามที่เป็นจริง สอนให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุความสุข และยอมรับว่ากามมีความสุข
แต่อริยสาวกละกาม เพราะเห็นว่า กามมีความสุขก็จริง แต่ยังปะปนด้วยทุกข์มาก และข้อสำคัญก็คือ ยังมีความสุขอย่างอื่นที่สุขกว่า ลึกซึ้งประณีตกว่าสุขที่เกิดจากกาม หรือความสุขที่เกิดจากการเสพเสวยรสอร่อยของโลกอย่างสามัญชน อริยสาวกละกาม ก็เพราะได้ประสบความสุขที่ประณีตกว่านั้น
ความข้อนี้ แสดงว่า ความสุขมีแตกต่างกัน เป็นขั้น เป็นระดับ สิ่งที่ควรศึกษาในตอนนี้ก็คือว่า พระพุทธศาสนาจัดแบ่งความสุขออกเป็นขั้น หรือ ระดับ อย่างไร
ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทรงจำแนกความสุขออกไปทั้งโดยประเภท และโดยระดับ เป็นคู่ๆ มากมายหลายคู่ เช่น สุขของคฤหัสถ์ กับ สุขของบรรพชิต กามสุข กับ เนกขัมมสุข โลกียสุข กับ โลกุตตรสุข สุขของพระอริยะ กับ สุขของปุถุชน เป็นต้น
.
แต่วิธีแบ่งที่เป็นลำดับขั้นชัดเจน ละเอียด และดูง่าย ไม่ซับซ้อน น่าจะได้แก่วิธีแบ่งเป็น ๑๐ ขั้น หรือ ความสุข ๑๐ ขั้น ซึ่งมีที่มาหลายแห่ง แบ่งดังนี้ (ม.ม.13/100/96 ฯลฯ)
๑. กามสุข สุขเนื่องด้วยกาม ได้แก่ ความสุขโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอาศัยกามคุณ ๕
๒. ปฐมฌานสุข สุขเนื่องด้วยปฐมฌาน ซึ่งสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
๓. ทุติยฌานสุข สุขเนื่องด้วยทุติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย ปีติ สุข และเอกัคคตา
๔. ตติยฌานสุข สุขเนื่องด้วยตติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย สุข และเอกัคคตา
๕. จตุตถฌานสุข สุขเนื่องด้วยจตุตถฌาน ซึ่งประกอบด้วย อุเบกขา และเอกัคคตา
๖. อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ซึ่งล่วงพ้นรูปสัญญาได้สิ้นเชิง ปฏิฆสัญญาล่วงไปหมด ไม่มนสิการนานัตตสัญญา นึกถึงแต่อากาศอันอนันต์เป็นอารมณ์
๗. วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงวิญญาณอันอนันต์เป็นอารมณ์
๘. อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
๑๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาทั้งหมด
.
ถ้าจะจัดให้ย่อเข้า สุข ๑๐ ขั้นนี้ รวมเข้าได้เป็น ๓ ระดับ คือ
๑. กามสุข สุขเนื่องด้วยกาม
๒. ฌานสุข หรือ อัฏฐสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยฌาน หรือสุขเนื่องด้วยสมาบัติ ๘ แยกเป็น ๒ ระดับย่อย
๒.๑ สุขในรูปฌาน หรือสุขเนื่องด้วยรูปฌาน ๔
๒.๒ สุขในอรูปฌาน หรือสุขเนื่องด้วยอรูปฌาน ๔
๓. นิโรธสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยนิโรธสมาบัติ
สุขทั้ง ๑๐ ขั้นนี้ ท่านยอมรับว่าเป็นความสุขทั้งนั้น หากแต่เป็นความสุขที่ดีกว่า ประณีตลึกซึ้งยิ่งกว่ากันขึ้นไปตามลำดับขั้น เพราะความสุขขั้นต้นๆมีส่วนเสีย หรือ แง่ที่เป็นทุกข์แทรกอยู่ด้วยมาก เมื่อเป็นสุขขั้นสูงขึ้นไป ก็ยิ่งประณีตบริสุทธิ์มากขึ้น
ท่านสอนให้มองความสุขเหล่านั้นตามความเป็นจริง ทั้งด้านที่เป็นสุข และด้านที่เป็นทุกข์เข้ามาปน คือ มองทั้งส่วนดีและส่วนเสีย หรือ ทั้งแง่ที่เป็นคุณและแง่ที่เป็นโทษ- (เรียกเป็นคำศัพท์ว่า ทั้ง อัสสาทะ และอาทีนวะ)
นอกจากนั้น ยังให้รู้จักทางออก ทางรอดพ้น หรือภาวะเป็นอิสระที่ดีกว่า ซึ่งไม่ขึ้นต่อส่วนดีส่วนเสียนั้นด้วย (เรียกเป็นศัพท์ว่า นิสสรณะ)
เมื่อเห็นโทษของสุขที่หยาบ ก็จะหน่ายหายติด และโน้มใจไปหาสุขที่ประณีตยิ่งกว่า เมื่อรู้จักและได้ประสบความสุขที่ประณีตประจักษ์กับตัวแล้ว ก็จะละความสุขที่หยาบกว่าเสียได้ มุ่งบรรลุสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไปตามลำดับ อย่างน้อยก็จะไม่มัวมัวหมกมุ่นในสุขที่หยาบนั้นจนเกินไป
เมื่อใดจิตหลุดพ้นเด็ดขาดแล้ว ตัดเยื่อใยได้สิ้น ก็จะไม่วกเวียนกลับมาหาความสุขที่หยาบอีกต่อไป คงเสวยแต่สุขที่ประณีตสำหรับจิตที่เป็นอิสระอย่างเดียว
ข้อที่ว่านี้ ก็เป็นลักษณะด้านหนึ่งของความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

8. วิธีคิดแบบปลุกเร้ากุศล

 8. วิคิดแบบปลุกเร้ากุศล    (คิดเป็นก็เป็นบุญเป็นกุศล คิดไม่เป็นก็เป็นบาปเป็นอกุศล)

           วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม  อาจเรียกง่ายๆว่า  วิธีคิดแบบเร้ากุศล   หรือคิดแบบกุศลภาวนา  เป็นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทา และขัดเกลาตัณหา    จึงจัดได้ว่าเป็นข้อปฏิบัติระดับต้นๆ  สำหรับส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ

            หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบนี้   มีอยู่ว่า  ประสบการณ์  คือสิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกัน  บุคคลผู้ประสบหรือรับรู้ต่างกัน  อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่าง  สุดแต่โครงสร้างของจิต  หรือ แนวทาง   ความเคยชินต่างๆ    ที่เป็นเครื่องปรุงของจิต   คือสังขารที่ผู้นั้นสั่งสมไว้   หรือ สุดแต่การทำใจในขณะนั้นๆ

             ของอย่างเดียวกัน   หรืออาการกิริยาเดียวกัน  คนหนึ่งมองเห็นแล้ว   คิดปรุงแต่งไปในทางดีงาม   เป็นประโยชน์  เป็นกุศล  แต่อีกคนหนึ่งเห็นแล้ว   คิดปรุงแต่งไปในทางไม่ดีไม่งาม  เป็นโทษ   เป็นอกุศล   แม้แต่บุคคลคนเดียวกัน  มองเห็นของอย่างเดียวกัน  หรือประสบการณ์อย่างเดียวกัน   แต่ต่างขณะ  ต่างเวลา   ก็อาจคิดเห็นปรุงแต่งต่างออกไปครั้งละอย่าง    คราวหนึ่งร้าย   คราวหนึ่งดี  ทั้งนี้โดยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว

             การทำใจที่ช่วยตั้งต้น  และชักนำความคิดให้เดินไปในทางที่ดีงามและเป็นประโยชน์  เรียกว่า เป็นวิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม    หรือโยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศลในที่นี้

             โยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศลนี้    มีความสำคัญ   ทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงามเป็นประโยชน์ในขณะนั้นๆ  และในแง่ที่ช่วยแก้ไขนิสัยความเคยชินร้ายของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิม  พร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ๆ    ที่ดีงามให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกันด้วย

            ในทางตรงข้าม  หากปราศจากอุบายแก้ไขเช่นนี้    ความคิดและการกระทำของบุคคล   ก็จะถูกชักนำให้เดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชินเก่าๆ   ที่ได้สั่งสมไว้เดิมเพียงอย่างเดียว  และช่วยเสริมความเคยชินอย่างนั้นให้มีกำลังแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยไป

            ตัวอย่างง่ายๆ  อย่างหนึ่งที่มาในคัมภีร์  คือ  การคิดถึงความตาย   ถ้ามีอโยนิโสมนสิการ  คือ  ทำในใจหรือคิดไม่ถูกวิธี   อกุศลธรรมก็จะเกิดขึ้น    เช่น   คิดถึงความตายแล้ว   สลดหดหู่  เกิดความเศร้า  ความเหี่ยวแห้งใจ บ้าง   เกิดความหวั่นกลัวหวาดเสียวใจ บ้าง    ตลอดจนเกิดความดีใจ   เมื่อนึกถึงความตายของคนที่เกลียดชัง บ้าง  เป็นต้น

            แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ  คือ  ทำใจ หรือคิดให้ถูกวิธี  ก็จะเกิดกุศลธรรม   คือ   เกิดความรู้สึกตื่นตัวเร้าใจ   ไม่ประมาท   เร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่   ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์   ประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร   

            ท่านกล่าวว่า  การคิดถึงความตายอย่างถูกวิธี  จะประกอบด้วยสติ     (ความคุมคงใจไว้  หรือมีใจอยู่กับตัว ระลึกรู้ถึงสิ่งที่พึงเกี่ยวข้องจัดทำ)     สังเวค      (ความรู้สึกเร้าใจ  ได้คิด   และสำนึกที่จะเร่งรีบทำการที่ควรทำ)    และญาณ    (ความรู้เท่าทันธรรมดา หรือรู้ตามเป็นจริง)     นอกจากนั้น  ท่านได้แนะนำอุบายแห่งโยนิโสมนสิการเกี่ยวกับความตายไว้หลายอย่าง  (ดู  วิสุทฺธิ.2/2-14)   

  แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ  คือ  ทำใจ หรือคิดให้ถูกวิธี  ก็จะเกิดกุศลธรรม   คือ   เกิดความรู้สึกตื่นตัวเร้าใจ   ไม่ประมาท   เร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่   ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์   ประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร   

               ท่านกล่าวว่า  การคิดถึงความตายอย่างถูกวิธี  จะประกอบด้วยสติ     (ความคุมคงใจไว้  หรือมีใจอยู่กับตัว ระลึกรู้ถึงสิ่งที่พึงเกี่ยวข้องจัดทำ)     สังเวค      (ความรู้สึกเร้าใจ  ได้คิด   และสำนึกที่จะเร่งรีบทำการที่ควรทำ)    และญาณ    (ความรู้เท่าทันธรรมดา หรือรู้ตามเป็นจริง)     นอกจากนั้น  ท่านได้แนะนำอุบายแห่งโยนิโสมนสิการเกี่ยวกับความตายไว้หลายอย่าง  (ดู  วิสุทฺธิ.2/2-14)   

              

            แม้ในพระไตรปิฎก     ก็มีตัวอย่างง่ายๆ     ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบ่อยๆ  คือ  เหตุปรารภ หรือ เรื่องราวกรณีอย่างเดียวกัน   คิดมองไปอย่างหนึ่ง     ทำให้ขี้เกียจ    คิดมองไปอย่างหนึ่ง     ทำให้ทำให้เกิดความเพียร   ดังความในพระสูตรว่า

            “ภิกษุทั้งหลาย   เรื่องของคนเกียจคร้าน    (กุสีตวัตถุ)   ๘  อย่างเหล่านี้   ๘  อย่าง คือ  อะไร  

            ๑) ภิกษุมีงานที่จะต้องทำ    เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า   เรามีงานที่จะต้องทำ    เมื่อเราทำงานร่างกายก็จะเหน็ดเหนื่อย      อย่ากระนั้นเลย      เรานอนเอาแรงเสียก่อนเถิด     คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ไม่เริ่มระดมความเพียร    เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ    เพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่เข้าถึง    เพื่อประจักษ์แจ้งธรรมที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง ...

             ๒) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุทำงานเสร็จแล้ว   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า    เราได้ทำงานเสร็จแล้ว   และเมื่อเราทำงาน    ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว      อย่ากระนั้นเลย      เราจะนอนพักละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

              ๓) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุจะต้องเดินทาง  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราจะต้องเดินทาง  เมื่อเราเดินทาง   ร่างกายก็จะเหน็ดเหนื่อย   อย่ากระนั้นเลย      เรานอนเอาแรงเสียก่อนเถิด   ละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

             ๔) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเดินทางเสร็จแล้ว  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราได้เดินทางเสร็จแล้ว  และเมื่อเราเดินทาง  ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อย   อย่ากระนั้นเลย      เรานอนพักละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ... 

            ๕) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ไม่ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ไม่ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ    ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อย  ไม่เหมาะแก่งาน  อย่ากระนั้นเลย   เราจะนอนพักละ  คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

           ๖) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ  เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้าน หรือตามชุมชน  ได้โภชนะอย่างหมองหรือประณีตตามต้องการ    ร่างกายของเราก็หนักอึ้ง    เป็นเหมือนดังถั่วหมัก    ไม่เหมาะแก่งาน  อย่ากระนั้นเลย   เรานอนเสียเถิด   คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...

           ๗) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเกิดมีอาพาธเล็กๆน้อยๆ   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเกิดมีอาพาธเล็กน้อยขึ้น        มีเหตุผลสมควรที่จะนอนได้     อย่ากระนั้นเลย     เรานอนพักเสียเถิด     คิดดังนี้แล้ว   เธอก็นอนเสีย  ...     

           ๘) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุหายป่วย    ฟื้นจากไข้ไม่นาน   เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราหายป่วย  ฟื้นจากไข้ยังไม่นาน   ร่างกายของเรายังอ่อนแอ   ไม่เหมาะแก่งาน     อย่ากระนั้นเลย     เรานอนเสียเถิด   คิดดังนี้แล้ว     เธอก็นอนเสีย  ... 

          กรณีเดียวกันทั้งหมดนี้    คิดอีกอย่างหนึ่ง      กลับทำให้เริ่มระดมความเพียร   ท่านเรียกว่า   เรื่องที่จะเริ่มระดมความเพียร  (อารัพภวัตถุ)   แสดงไว้     ข้อเหมือนกัน   ใจความ ดังนี้

          “ภิกษุทั้งหลาย   เรื่องที่จะให้เร่งเพียร   (อารัพภวัตถุ)  ๘   เหล่านี้   ๘  อย่าง  คืออะไร

          ๑)     (กรณีจะต้องทำงาน)  ...   ภิกษุคิดว่า   เรามีงานที่จะต้องทำ   และขณะเมื่อเราทำงาน   การมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย    ก็จะทำไม่ได้ง่าย     อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด   เพื่อจะได้บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ    เพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่เข้าถึง  เพื่อประจักษ์แจ้งธรรมที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง    คิดดังนี้แล้ว  ภิกษุนั้น  ก็จึงเร่งระดมความเพียร ...             

          ๒)     (กรณีทำงานเสร็จ)  ...   ภิกษุคิดว่า      เราทำงานเสร็จแล้ว    ก็แลขณะเมื่อทำงาน   เรามิได้สามารถมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย    อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด  ...

         ๓)    (กรณีจะต้องเดินทาง)  ...  ภิกษุคิดว่า      เราจะต้องเดินทาง    แลขณะเมื่อเราเดินทาง   การมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย    ก็จะทำไม่ได้ง่าย     อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด  ...

        ๔)   (กรณีเดินทางแล้ว)  ...  ภิกษุคิดว่า      เราเดินทางเสร็จแล้ว    ก็แลขณะเมื่อเราเดินทาง   เรามิได้สามารถมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย   อย่ากระนั้นเลย     เราเริ่มระดมความเพียรเถิด  ...

         ข้อ ๕ - ๖  กรณีบิณฑบาต ข้อ ๗ -๘  กรณีเจ็บป่วยหายเจ็บป่วย


 

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ศัพท์ธรรมและความหมาย

หากเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วจะได้ยินบ่อยๆ คือ คำว่า    “ธรรม”   “ธรรมะ”  ดูความหมายกว้างสุดและความหมายเฉพาะตัว

ธรรม       สภาพที่ทรงไว้,  ธรรมดา,  ธรรมชาติ,  สภาวธรรม,  สัจจธรรม,   ความจริง,  เหตุ,  ต้นเหตุ,  สิ่ง,  ปรากฎการณ์,  ธรรมารมณ์,   สิ่งที่ใจคิด,   คุณธรรม, ความดี,  ความถูกต้อง,  ความประพฤติชอบ,  หลักการ,  แบบแผน,  ธรรมเนียม,   หน้าที่,  ความชอบ,  ความยุติธรรม,  พระธรรม,  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

 

ธรรมชาติ    ของที่เกิดเองตามวิสัยของโลก  เช่น  คน  สัตว์  ต้นไม้  เป็นต้น

 

ธรรมดา     อาการหรือความเป็นไปแห่งธรรมชาติ,  สามัญ, ปกติ, พื้นๆ

 

ธรรมฐิติ      ความดำรงคงตัวแห่งธรรม,  ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา

 

ธรรมเนียม    ประเพณี,   แบบอย่างที่เคยทำกันมา, แบบอย่างทีนิยมใช้กัน

 

ธรรมารมณ์     อารมณ์คือธรรม,   สิ่งที่ถูกรับรู้ทางใจ,  สิ่งที่รู้ด้วยใจ,  สิ่งที่ใจรู้สึกนึกคิด

 

ธรรมทาน     การให้ธรรม,   การสั่งสอนแนะนำเกี่ยวกับธรรม,   การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

ธรรมนิยาม     กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา,   กฎธรรมชาติ,  ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม  มี      ตามพระบาลี   ดังนี้ 

๑.สพฺเพ  สงฺขารา  อนิจฺจา     สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

๒.สพฺเพ  สงฺขารา  ทุกฺขา      สังขารทั้งปวงคงทนอยู่มิได้ 

๓.สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตา       ธรรมทั้งปวง  มิใช่เป็นตน

 

ธรรมานุธรรมปฏิบัติ      การประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม   หมายถึงการปฏิบัติธรรมถูกต้องตามหลัก   เช่น   หลักย่อยสอดคล้องกับหลักใหญ่   และเข้าแนวกับธรรมที่เป็นจุดหมาย,  ปฏิบัติถูกต้องตามกระบวนธรรม

ธรรมาภิสมัย     การตรัสรู้ธรรม,    การสำเร็จมรรคผล

 

ธรรมานุปัสสนา     การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม,   สติพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดกับใจเป็นอารมณ์ว่า    ธรรมนี้  ก็สักว่าธรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

 

บรรลุ   ถึง,  สำเร็จ

ดวงตาเห็นธรรม         แปลจากคำว่า  ธรรมจักษุ   หมายถึง  ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า   สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   สิ่งนั้น  ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

 

ธรรมจักษุ    ดวงตาเห็นธรรม  คือ  ปัญญารู้เห็นความจริงว่า  สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   สิ่งนั้น  ทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา,   ธรรมจักษุโดยทั่วไป  เช่น  ที่เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะ  เมื่อสดับธรรมจักร  ได้แก่  โสดาปัตติมรรค หรือโสดาปัตติมรรคญาณ  คือ  ญาณที่ทำให้เป็นโสดาบัน