วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มัชเฌนธรรม ได้แก่ ขันธ์ อายตนะ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ

-  นี่ 👇 มัชเฌนธรรมเทศนา  

- เรื่อง 

ขันธ์

อายตนะ

ไตรลักษณ์

ปฏิจจสมุปบาท

กรรม

วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน


👉 มัชเฌนธรรมเทศนา คือ การแสดงความจริงเป็นกลาง พอดีตามสภาวะของธรรมชาติ ไม่เฉ ไม่เอียง ไม่สุดโต่งเลยเถิดไป เช่น ไม่กลายเป็น อัตถิกวาท (ลัทธิว่าทุกอย่างมีจริง) หรือ นัตถิกวาท (ลัทธิว่าไม่มีอะไรจริงเลย) ไม่เป็น สัสสตวาท (ลัทธิว่าเที่ยงแท้) หรือ อุจเฉทวาท (ลัทธิว่าขาดสูญ) เป็นต้น


สภาวธรรมและกฎธรรมชาติ ในมัชเฌนธรรมเทศนา

สภาวธรรมและกฎธรรมชาติ ในมัชเฌนธรรมเทศนา



มัชเฌนธรรมเทศนานั้น โดยตรงก็คือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ อันเป็นกฎธรรมชาติ หรือ ธรรมดาของความเป็นไปตามเหตุปัจจัย พ่วงด้วยไตรลักษณ์

อย่างไรก็ดี ในกฎธรรมชาตินั้น ก็มีสิ่งที่เป็นไปตามกฎ คือสิ่งที่เป็น และเป็นไปตามเหตุปัจจัย ได้แก่ สภาวธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่เป็นสังขตธรรมหรือสังขาร การที่จะรู้เข้าใจกฎธรรมชาติ ก็ควรต้องรู้จักสิ่งที่ขึ้นต่อกฎ ซึ่งจะเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นไว้ก่อน

ดังนั้น ในการบรรยายเรื่องมัชเฌนธรรมเทศนาต่อไปนี้ จึงจะยกเรื่องสภาวธรรมขึ้นมาเป็นตัวตั้ง ให้รู้จักสภาวธรรมนั้นไว้ก่อน

สภาวธรรมที่ว่านี้ หมายถึง สังขตธรรม หรือบรรดาสังขารดังที่ว่าแล้ว และสังขตธรรมนั้น ที่ควรจะรู้เข้าใจให้ดีที่สุด ก็คือขันธ์ ๕ ที่เป็นชีวิตคน เพราะเป็นเรื่องใกล้ชิดติดตัว และเป็นชุมนุมที่ประชุมสังขตธรรมหรือสังขาร ซึ่งพรั่งพร้อมที่สุด มีทั้งรูปธรรม และนามธรรม

ดังนั้น ต่อจากนี้ จะบรรยายโดยเริ่มด้วยเรื่อง ขันธ์ ๕ เป็นสภาวธรรมตัวตั้ง แล้วพูดถึงกฎธรรมชาตินั้นๆ ตามลำดับต่อไป.

💬

รูปธรรม สิ่งที่มีรูป, สภาวะที่เป็นรูป. คู่กับ นามธรรม

นามธรรม สภาวะที่น้อมไปหาอารมณ์, ใจและอารมณ์ที่เกิดกับใจ คือ จิต และ เจตสิก, สิ่งของที่ไม่มีรูป คือรู้ไม่ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่รู้ได้ทางใจ

นาม ธรรมที่รู้จักกันด้วยชื่อ กำหนดรู้ด้วยใจ เป็นเรื่องของจิตใจ, สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่รูป แต่น้อมมาเป็นอารมณ์ของจิตได้ 1. ในที่ทั่วไปหมายถึงอรูปขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ 2. บางแห่งหมายถึงอรูปขันธ์ ๔ นั้นและนิพพาน (รวมทั้งโลกุตตรธรรมอื่นๆ) 3. บางแห่งเช่นในปฏิจจสมุปบาท บางกรณีหมายเฉพาะเจตสิกธรรมทั้งหลาย

สภาวะ ความมีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน, สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน, สภาวธรรม; บางครั้งใช้ในความหมายเดียวกับ สภาพ




บนฐานของมัชเฌนธรรมเทศนา เข้าสู่มัชฌิมาปฏิปทา

- บนฐานของมัชเฌนธรรมเทศนา เข้าสู่มัชฌิมาปฏิปทา



วิถีของอวิชชาตัณหาอุปาทาน นั้น ตั้งต้นจากฐานของการขาดความรู้ นำมาสู่การคิดแล้วพูดและทำเป็นกรรมที่ไม่สว่าง ดังปัจจยาการที่เริ่มว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา...จึงก่อปัญหา นำมาสู่ทุกข์ เรียกว่าเป็น วิถีแห่งปัญหา หรือวิถีของทุกข์

เพื่อก้าวไปในวิถีของอิสรภาพและความสุข ที่ปลอดทุกข์ไร้ปัญหา จุดตั้งต้นก็คือการพัฒนาปัญญา ซึ่งมีฐานอยู่ที่ความรู้เข้าใจหรือเท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลายที่ตนเกี่ยวข้อง อันโยงกับกฎธรรมชาติ หรือธรรมดาแห่งสภาวะ แล้วปัญญาก็จะชี้นำบอกทางพร้อมทั้งปรับแปรแก้ไขให้กระบวนปัจจยาการดำเนินไปในวิถีของความสุขและอิสรภาพที่ว่านั้น

บนฐานของความรู้เข้าใจเข้าถึงระบบและกระบวนการของสภาวธรรมที่เป็นธรรมดาของธรรมชาตินั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงนําความรู้เข้าใจนั้นมาประยุกต์สั่งสอนแสดงระบบ และกระบวนวิธีปฏิบัติของมนุษย์ที่จะให้เกิดผลเป็นไปตามระบบและกระบวนการของธรรมชาตินั้น โดยทรงจัดวางเป็นมรรคาชีวิตของคน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า บนฐานแห่งสัจธรรม ได้ทรงจัดวางระบบจริยธรรม ที่เรียกว่าพรหมจริยะ หรือมรรคขึ้นมา เป็นวิถีของอิสรภาพและความสุข ที่ปลอดทุกข์ไร้ปัญหาดังที่ว่านั้น อันจะกล่าวในภาคของมัชฌิมาปฏิปทาข้างหน้าต่อไป

แต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่มัชฌิมาปฏิปทาที่เป็นส่วนรายละเอียดนั้น ณ ที่นี้ เมื่อพูดถึงภาพรวมของมัชเฌนธรรมเทศนาแล้ว ก็ขอกล่าวถึงจริยธรรมอย่างกว้างโดยรวมไว้ให้เห็นทางปฏิบัติทั่วไปก่อน

ตามกฎแห่งไตรลักษณ์และปัจจยาการว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ จะต้องสลายตัวเปลี่ยนแปลงไปโดยเป็นไปตามเหตุปัจจัย มนุษย์จึงต้องดําเนินชีวิตแห่งความไม่ประมาท ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็น ปัจฉิมวาจา คือพระดำรัสสุดท้ายก่อนปรินิพพานว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม”

ความไม่ประมาท คือการที่มนุษย์ถึงและทันกับกาลเวลา ถึงและทันกับความเป็นไปของเหตุปัจจัยทันกัน กับ ธรรมชาติและทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ละเลย ไม่เพิกเฉยเฉื่อยชา ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไป แต่ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ โดยมีสติ ตื่นตัว ทันต่อความเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว ที่เป็นสัญญาณแห่งความเสื่อมความเจริญด้วยการใช้ปัญญาอยู่เสมอ* ที่จะแก้ไขปัญหาและปฏิบัติจัดการด้วยความรู้ทั่วถึงเหตุปัจจัย

ความประมาท-ไม่ประมาท และกฎธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์ และปัจจยาการนี้ เป็นหลักที่มนุษย์จะต้องคำนึงทุกเมื่อ คู่กับความเสื่อม-ความเจริญ ทั้งของชีวิต และของสังคม คือเป็นการจัดการกับความเสื่อมและความเจริญนั้น ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

เรื่องของสภาวธรรม ในแง่ของธรรมชาตินั้น ตามกฎแห่งไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงไม่คงที่ คงทนอยู่ไม่ได้ ก็ดับสลายผันแปรเปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นไปตามเหตุปัจจัยดังที่ว่าแล้ว และในแง่ของสภาวธรรมในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มันก็คือความเปลี่ยนแปลง

แต่ในความหมายของมนุษย์ ถือความเปลี่ยนแปลงทางหนึ่งว่าเป็นความเจริญ เรียกความเปลี่ยนแปลงอีกทางหนึ่งว่าเป็นความเสื่อม และความเปลี่ยนแปลงในอาการต่างๆ นั้น จะเป็นความเจริญแล้วเสื่อมลง ก็ได้ เสื่อมแล้วเจริญขึ้น ก็ได้ เสื่อมแล้วเสื่อมลงไปอีก ก็ได้ เจริญแล้วเจริญยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้ทั้งหมดนี้ก็คือความเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย เฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่มนุษย์นั้นเองเป็นผู้กระทำ

พระพุทธเจ้าทรงย้ำความสำคัญ และตรัสสอนอยู่เสมอ ถึงการปฏิบัติจัดการที่จะป้องกันความเสื่อมที่ยังไม่มี ที่จะแก้ไขให้พ้นความเสื่อมที่มีขึ้นแล้ว ที่จะทำให้เกิดมีความเจริญขึ้น ที่จะรักษาความเจริญนั้นไว้และทำให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่ในระดับบุคคล ดังที่ตรัสสอนภิกษุให้เพียรพยายามที่จะลดละอกุศล เพียรพยายามบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพียรพยายามรักษาธรรมที่บรรลุแล้วมิให้เสื่อมลงหรือลดหาย และทำให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

ในระดับสังคม ก็ตรัสสอนบ่อย โดยเฉพาะทรงเน้นย้ำมากในเรื่องการดำรงความเจริญมั่นคงของสังฆะคือชุมชนของมวลพระภิกษุ ตลอดไปถึงรัฐหรือบ้านเมืองอย่างในเรื่องของแคว้นวัชชี บัดนี้ สังฆะยังอยู่ แต่วัชชีสลาย ถ้าในระดับสังคมไม่ไหว แต่ละชีวิตต้องให้ได้เป็นรายๆ ไป

พูดให้เห็นง่ายๆ พระพุทธเจ้าตรัสหลักธรรมต่างๆ มากมาย เพื่อสอนย้ำให้พระและประชาชนใส่ใจปฏิบัติเพื่อป้องกันความเสื่อม และสร้างเสริมความเจริญงอกงาม ทรงย้ำถึงกับตรัสรับรองว่า ถ้าปฏิบัติอย่างนั้น “วุฑฺฒิเยว ปาฏิกงฺขา,โน ปริหานิ”- จะหวังได้แต่ความเจริญเท่านั้น ไม่เสื่อมเลย พุทธดำรัสประโยคนี้ปรากฏในพระไตรปิฎกบ่อยอย่างยิ่ง เกิน ๑๑๐ ครั้ง

ควรเอาใจใส่หลักการนี้กันให้มาก ซึ่งก็คือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามกฎธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์ และปัจจยาการ พูดย้อนทางว่าเป็นการรู้จักใช้กฎธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ โดยสร้างสรรค์ทำเหตุปัจจัยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นความเจริญ โดยไม่มีความเสื่อม มีแต่เจริญอยู่ และเจริญยิ่งขึ้นเรื่อยไป เป็นหลักการที่ท้าทายต่อปัญญาและการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์

ถ้าสามารถปฏิบัติได้ตามหลักการอันอยู่บนฐานของกฎธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้ ก็จะไม่ต้องตกจมลงไปในวงจรของความเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ และเจริญแล้วก็เสื่อม อย่างที่ชอบพูดกันบ่อย

ทั้งนี้จะสำเร็จได้ ก็ต้องมีความไม่ประมาท โดยมีสติ ที่จะใช้ปัญญาชี้นำการปฏิบัติจัดการด้วยความรู้เท่าทันทั่วถึงเหตุปัจจัย ที่จะให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทางที่เป็นความเจริญอย่างที่พึงต้องการนั้น

ถ้าคนปฏิบัติจัดทำการด้วยปัญญารู้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยอย่างนี้ ปัญญานั้นก็จะพาให้คนทำการทั้งหลายด้วยจิตใจที่เป็นอิสระ ปล่อยวางได้ ไม่เครียดกังวล ไม่กระวนกระวาย เพราะใจนั้นได้ยกเรื่องยกปัญหาให้ไปแล้วแก่ปัญญา ที่เอาไปจัดการได้อย่างเต็มวิสัย และรู้ทันมันตามเหตุปัจจัย


💬


สภาวธรรม สิ่งที่มีภาวะของมันเอง, สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน

พระพุทธเจ้า พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม, ท่านผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยตนเองก่อนแล้ว สอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

สัจธรรม, สัจจธรรม ธรรมที่จริงแท้, หลักสัจจะ เช่น ในคำว่า "อริยสัจจธรรมทั้งสี่"


มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง, ข้อปฏิบัติเป็นกลางๆ ไม่หย่อนจนเกินไปและไม่ตึงจนเกินไป ไม่ข้องแวะที่สุด ๒ อย่างคือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค, ทางแห่งปัญญา (เริ่มด้วยปัญญา, ดำเนินด้วยปัญญา นำไปสู่ปัญญา) อันพอดีที่จะให้ถึงจุดหมาย คือความดับกิเลสและความทุกข์ หรือความหลุดพ้นเป็นอิสระสิ้นเชิง ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น สัมมาสมาธิเป็นที่สุด

ไพบูลย์ ความเต็มเปี่ยม, ความเจริญเต็มที่ มี ๒ คือ ๑. อามิสไพบูลย์ ความไพบูลย์แห่งอามิส ๒. ธรรมไพบูลย์ ความไพบูลย์แห่งธรรม;


* “ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย” (ไม่พึงประมาทปัญญา, ไม่ละเลยการใช้และพัฒนาปัญญา, ม.อุ. ๑๔/๖๗๘/๔๓๖)





มนุษย์จะหมดปัญหา ต้องอยู่ด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ

มนุษย์จะหมดปัญหา ต้องอยู่ด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ



- จากวิถีของปัญหา สู่วิถีแห่งปัญญา


ที่พูดมานั้น คือว่าไปตามเรื่องของธรรมดาของธรรมชาติ ตามที่มันเป็นของมัน ทีนี้พอหันมาดูในแง่ของมนุษย์ ที่ไปเกี่ยวข้องกับมัน หรือเอามันมาเป็นเรื่องของมนุษย์ สภาวะที่เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งหลายทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องสำหรับปัญญาจะรู้เข้าใจ แล้วจะได้ปฏิบัติต่อมันและเกี่ยวข้องกับมันด้วยความรู้ของปัญญานั้น เรียกว่า เท่าทันกัน

แต่มนุษย์มักมีจิตใจซึ่งมีความอยากความปรารถนาเป็นเจ้าใหญ่ และมนุษย์ก็มักอยู่ในขั้นของการเข้าไปเกี่ยวข้องปฏิบัติจัดการกับสรรพสังขารในโลกด้วยการเอาความอยากความปรารถนาเป็นตัวกำหนด โดยที่ว่าเมื่อจำเป็นจึงเอาปัญญามาใช้แค่สนองหรือรับใช้ความปรารถนานั้น มิใช่ให้ปัญญามาเป็นใหญ่ที่จะชี้นำบอกทางแก่ความปรารถนาของจิตใจ และความอยากความปรารถนานั้นโดยทั่วไปก็เด่นออกมาในระดับของสภาวะที่เรียกว่าตัณหา และตัณหานั้นก็มาในระบบของชุดที่เรียกว่า อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน จากตัณหาในชุดที่ว่านี้ มนุษย์ก็ประสบเรื่องราวมากมายที่เรียกว่าปัญหา ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นทุกข์ของมนุษย์

จุดแยกสำคัญ จึงหมายถึงการมีวิถีชีวิตที่ลดละปัญหาผ่อนเบาปลอดพ้นทุกข์ ด้วยการมีปัญญาเป็นเจ้าใหญ่ ที่รู้เข้าใจความจริงแห่งสภาวะทั้งหลายตามกฎธรรมชาติที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะพาให้ปฏิบัติจัดการกับมันด้วยปัญญาที่รู้เข้าใจเท่าทันความจริงของมัน

ทีนี้ สำหรับมนุษย์ที่ไม่เข้าสู่วิถีแห่งปัญญา พูดง่ายๆ ว่า อยู่กับความปรารถนาของจิตใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สนใจที่จะรู้จักเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย แต่เขาก็ไม่มีทางล่วงพ้นที่จะต้องเผชิญแล้วก็ผจญกับลักษณะ และอาการที่เป็นความจริงของมัน เพราะเป็นธรรมดาของความเป็นไปที่จะต้องเป็นอย่างนั้น นี่คือที่จริงนั้น เขาก็อยู่กับโลกและชีวิตของเขา ที่รวมอยู่ในสภาวะที่เป็นสรรพสังขารนั่นเอง ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ ซึ่งล้วนพาเขาไปพบกับกฎธรรมชาติ ทั้งไตรลักษณ์ และปัจจยาการ ไม่มีทางพ้นไปได้


ทีนี้ สำหรับคนที่มีความอยากความปรารถนาเป็นเจ้าครองใจนั้น เขาอยากได้ความเที่ยงแท้ถาวร แต่ก็ต้องพบกับอนิจจตา ก็เป็นความขัดขืนฝืนใจไม่สมดังปรารถนา เขาอยากได้ความง่ายดายไม่ติดขัดให้เป็นอย่างใจ แต่ก็ต้องเจอทุกขตา ที่ฝืนความปรารถนาบีบคั้นใจ เขายึดเขาถือนั่นนี่เป็นของเขา มันจะต้องเป็นไปตามที่เขาเรียกร้องต้องการ แต่เขาก็ต้องจำยอมแก่อนัตตตา ที่มันไม่ตามใจสนองคำสั่งของคนที่ถือตัวเป็นเจ้าของ แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยในปัจจยาการของมัน นี่คือเบื้องหลัง ความปรารถนาของตัณหานั้น มีอวิชชาความไม่รู้ทั่วถึงไม่เท่าทันสภาวะที่เกี่ยวข้องปกคลุมห่อหุ้มอยู่ และด้วยความปรารถนานั้น ก็เข้าไปหาไปสัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ ด้วยอุปาทานที่ยึดถือค้างคาผนวกไว้กับตัวตน เป็นที่มาของทุกข์ในตัวคน และขยายทุกข์ออกไปในการแย่งชิงข่มเหงเบียดเบียนกันในหมู่มนุษย์ เรียกรวมเป็นชุดว่า อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน

รวมความว่า ในวิถีของจิตใจที่ตัณหาเป็นเจ้าใหญ่นั้น คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสรรพสังขารหรือบรรดาสภาวธรรม จะได้พบประสบสิ่งเหล่านั้นในภาวะที่มันเด่นออกมาในลักษณะที่พร้อมเหมือนเตรียมหรือรอที่จะบีบคั้นกดดันขัดขืนฝืนใจไม่เป็นไปตามที่ปรารถนาหรือที่จะไม่ให้ความสมใจปรารถนา ซึ่งรวมแล้วเรียกให้สะดวกสั้นๆ ว่าทุกข์ พูดเป็นสำนวนความว่า จากทุกข์ที่เป็นธรรมดาแห่งสภาวะของสังขาร ก็ขยายออกมาเป็นทุกข์ในใจของคน

ตามที่ว่านี้ คำว่า “ทุกข์” จึงเป็นคำสำคัญสำหรับมนุษย์ โดยที่ว่าในการที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขารนั้น ทุกข์ได้มีความหมายขึ้นมาหลายชั้น

ก. โดยพื้นฐาน ทุกข์ก็คือภาวะที่เป็นธรรมดาของบรรดาสังขาร/สังขตธรรม ซึ่งมีการเกิดขึ้นแล้วสลายไปบีบคั้นให้คงอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป

ข. สังขารเหล่านั้นเอง ซึ่งรวมทั้งขันธ์ ๕ ที่เป็นเนื้อตัวชีวิตของคน ในภาวะที่มันเป็นทุกข์ตามธรรมดาของมันอย่างนั้น เมื่อเข้ามาในสายตาของมนุษย์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมันโดยมีอวิชชา-ตัณหา-อุปาทานครอบงำกำกับใจอยู่ ก็กลายเป็นว่ามันแฝงเอาหรือมีศักยภาพอยู่ในตัวของมัน ที่พร้อมจะขัดขืนฝืนใจกลายเป็นความบีบคั้นก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ความทุกข์ขึ้นแก่คน ในเมื่อมันไม่สามารถเป็นไปตามความยึดความอยากความปรารถนา คือไม่สามารถสนองตัณหาอุปาทานของคนนั้นได้จริง ดังคำสรุปที่ว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งมีความหมายว่าขันธ์ ๕ ที่ยึดถือคาใจไว้ด้วยอุปาทานนั้น เป็นทุกข์ ในความหมายว่าเป็นที่ตั้งของทุกข์ คือมีศักยภาพที่พร้อมจะก่อกำเนิดทุกข์ขึ้นแก่คนนั้นๆ

ค. ทุกข์ คืออาการของจิตใจ ที่เป็นความรู้สึกบีบคั้นกดดันไม่สบาย ที่มนุษย์เข้าใจกันอยู่ทั่วไป เป็นภาวะขัดแย้ง จากความเป็นไปที่ขัดขืนฝืนความปรารถนา ซึ่งเกิดขึ้นจากอวิชชาตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นทุกข์ที่จะไม่เกิดมีหรือจะสลายไปได้ด้วยวิชชา ตั้งต้นแต่ปัญญาที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป

ทุกข์มี เพราะขึ้นต่อปัจจัย เมื่อพัฒนาถึงวิชชา อวิชชาหายไป ถึงปัจจยักขัย ตัณหาอุปาทานหมดที่อาศัย หมดสิ้นปัจจัย ทุกข์ก็ดับ คือไม่มีอีกต่อไป อยู่ด้วยปัญญา เป็นสุข อย่างอิสระสืบไป


💬


อุปาทาน ความถือมั่น, ความยึดติดถือค้างถือคาไว้ (ปัจจุบันมักแปลกันว่า ความยึดมั่น) ไม่ปล่อยไม่วางตามควรแก่เหตุผล เนื่องจากติดใคร่ชอบใจหรือใฝ่ปรารถนาอย่างแรง; ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลสมี ๔ คือ ๑. กามุปาทาน ความถือมั่นในกาม ๒. ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นในทิฏฐิ ๓. สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นในศีลและพรต ๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตน; ตามสำนวนทางธรรม ไม่ใช้คำว่า “ถือมั่น” หรือ “ยึดมั่น” กับความมั่นแน่วในทางที่ดีงาม แต่ใช้คำว่า “ตั้งมั่น” เช่น ตั้งมั่นในศีล ตั้งมั่นในธรรม ตั้งมั่นในสัจจะ; ในภาษาไทย มักใช้ “อุปาทาน” ในความหมายที่แคบลงมาว่า ยึดติดอยู่กับความนึกคิดเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือจะต้องเป็นไปเช่นนั้นเช่นนี้


กฎธรรมชาติชุดที่ ๒ มองได้ด้วยกฎที่ ๑

 กฎธรรมชาติ ๒: ภาวะเป็นไป/อาการ (สัมพันธ์) กับ ภาวะปรากฏ/ลักษณะ


- กฎธรรมชาติชุดที่ ๒ มองได้ด้วยกฎที่ ๑


ก่อนเดินเรื่องต่อไป ขอทบทวนความที่ผ่านมาเล็กน้อย เป็นอันได้เข้าใจกันแล้วว่า ธรรม สิ่ง สภาวะ หรือ สภาวธรรม ที่เกิดมีเป็นไปตามเหตุปัจจัย อยู่ในกระบวนของปัจจยาการนั้น เรียกว่าสังขตธรรม หรือสังขารในความหมายอย่างกว้าง นี่คือสังขาร อันได้แก่ สังขตธรรม ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม ดังเช่นขันธ์ ๕ ทั้งหมด ที่เป็นชีวิตของมนุษย์ เป็นไปตามเหตุปัจจัยหมดทั้งสิ้น และนี่ก็คือสังขารคือสังขตธรรมทั้งหมดนั้นเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ที่เรียกว่า ปัจจยาการ หรือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท

พร้อมกันนั้น ก็ได้รู้เข้าใจกันด้วยว่า สภาวะที่สิ้นปัจจัย เป็นปัจจยักขัย ซึ่งเรียกว่าอสังขตธรรมหรือวิสังขารนั้นพ้นไป ไม่อยู่ใต้กฎธรรมชาติแห่งปัจจยาการนี้

ที่นี้ นอกจากกฎธรรมชาติแห่งปัจจยาการ หรืออิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาทนี้แล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงกฎธรรมชาติอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นการประกาศความจริงอีกด้านหนึ่งของสภาวธรรมทั้งปวง ทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม ดังที่ได้ตรัสไว้ ดังนี้

ตถาคตทั้งหลาย จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุ(หลัก)นั้น ก็มีอยู่คงอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม(กฎธรรมชาติ) ว่า

๑. สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจา (ไม่เที่ยง) ...

๒. สังขารทั้งปวง เป็นทุกขา (คงทนอยู่ไม่ได้) ...

๓. ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา (ไม่เป็นไม่มีตัวตน)


ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจา ... สังขารทั้งปวง เป็นทุกขา ... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” (องฺ.ติก. ๒๐/๕๗๖/๓๖๘)

กฎ ๓ ข้อ คือ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตานี้ พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสชื่อเรียกรวมไว้ แต่ในอรรถกถาเป็นต้นมาเรียกว่า “ไตรลักษณ์” แปลว่า ลักษณะ ๓ ของประดาธรรม แต่มีความหมายครอบคลุมไม่เท่ากัน

ข้อที่ ๑ ว่า สังขารทั้งปวง คือ สังขตธรรมทั้งปวง รวมหมดขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอนิจจา ไม่เที่ยง คือ มีแล้วไม่มี มีขึ้นแล้วดับหาย เกิดมีแล้วดับสลาย (หุตวา-อภาวะ)

ข้อที่ ๒ ว่า สังขารทั้งปวง คือ สังขตธรรมทั้งปวง รวมหมดขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกขา คงทนอยู่ไม่ได้ คือ ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป (อุทยัพพยปฏิปีฬิตะ)

ข้อที่ ๓ ว่า ธรรมทั้งปวง คือ ทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นอนัตตา ไม่เป็นไม่มีตัวตนคือ ไม่เป็นไปในอำนาจ ไม่อยู่ใต้อำนาจครอบครองของใคร ที่จะสั่งบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ (อวสวัตตนะ)

ลักษณะที่ ๓ คือ อนัตตา ไม่เป็นไม่มีตัวตนอะไรเป็นเจ้าของครอบครองบังคับสั่งการบัญชาให้เป็นไปอย่างไรๆ อย่างที่ต้องการได้นี้ เป็นลักษณะที่ครอบคลุมหมด จะว่าเป็นลักษณะพื้นฐานก็ได้ ดังคำเรียกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่า “สภาวะ” คือมีภาวะของมัน ซึ่งก็คือไม่เป็นของใคร ไม่ขึ้นต่อใคร

กฎธรรมชาติชุดไตรลักษณ์นี้ ก็คืออีกด้านหนึ่งของกฎแห่งปัจจยาการนั่นเอง เมื่อสิ่งทั้งหลายมีอาการที่เป็นไปตามปัจจยาการแห่งเหตุปัจจัย มันก็มีลักษณะเป็นอนิจจา เป็นทุกขา เป็นอนัตตา

เริ่มแต่พื้นฐานที่ว่านี้ คือ สิ่งทั้งหลายมีภาวะของมันเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีภาวะของมัน ที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นไปตามเหตุปัจจัย ถ้าอัตตามีจริง สิ่งทั้งหลายก็ไม่ต้องและไม่อาจเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย อัตตาก็ไม่อาจจะมี

เมื่อมองเห็นสิ่งนั้นๆ เป็นเพียงภาพรวมแห่งชุมนุมขององค์ประกอบหรือส่วนย่อยหลากหลายมากมาย ที่เกิดมีและดับสลายสัมพันธ์กันเป็นไปอยู่ในกระบวนของปัจจยาการ ความเป็นตัวตนอัตตาของสิ่งนั้นๆ ก็หายไป เหมือนอย่างกำปั้นมีเพราะกำมือ พอแบมือเหยียดนิ้วออกไป กำปั้นก็หายหมด หมัดก็ไม่มี

อะไรๆ ที่เป็นสังขตธรรม เป็นสังขาร ก็เกิดมีและเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ไม่เป็นไปตามความต้องการ หรือตามการสั่งบังคับของใคร (ถ้าใครจะให้มันเป็นไปอย่างไรๆ ตามที่ตัวปรารถนา ก็ต้องเรียนรู้สืบค้นเหตุปัจจัยที่จะให้มันเป็นอย่างนั้น แล้วปฏิบัติจัดการที่เหตุปัจจัยนั้นๆ จะเอาตัวปรารถนาไปสั่งการบัญชามันไม่ได้)

ส่วนสภาวะที่เป็นปัจจยักขัย เป็นอสังขตะ เป็นวิสังขาร ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันมีภาวะของมัน ซึ่งไม่มีไม่เป็นไปตามปัจจัยอะไรๆ ใครๆ อะไรๆ จะครอบครองสั่งการบัญชาอะไรอย่างไรไม่ได้ มันก็มีก็เป็นของมันตามธรรมดาอย่างนั้น

ในทางปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิตเป็นอยู่ของมนุษย์ เมื่อมีปัญญารู้เข้าใจความจริงตามธรรมดาของสภาวะแล้ว ก็รู้จักที่จะปฏิบัติในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง เรียกว่านำความรู้เข้าใจสัจธรรม ในภาคมัชเฌนธรรมเทศนานี้ ไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติจริยธรรม เป็นการดำเนินมรรคาชีวิตในภาคมัชฌิมาปฏิปทา คือรู้ทันว่า การถืออัตตา ตัวตนนั้น เป็นเรื่องของมนุษย์ที่มีความยึดถือด้วยอวิชชาตัณหาอุปาทาน ซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริง ถ้าอยู่แค่กับความอยากความยึดนั้น ก็ไม่อะไรสำเร็จตามที่ปรารถนา แต่จะต้องเจอกับสภาพฝืนใจที่ย้อนกลับมาบีบคั้นตัวเองให้มีทุกข์อัดอั้นบอบช้ำ

ดังนั้น คนที่มีปัญญา รู้เข้าใจความจริงแห่งธรรมดาของสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยแล้ว เมื่อต้องการให้อะไรเป็นอย่างไร หรือเมื่ออะไรไม่เป็นไปอย่างที่ปรารถนา ก็ไม่มัวอยู่กับความปรารถนาที่ไม่สมได้แค่โอดครวญพร่ำเพ้อแต่รู้จักปฏิบัติจัดการให้ตรงเรื่องของเหตุปัจจัยนั้นๆ รักษาจิตให้เป็นอิสระได้ และรู้ทันความสำเร็จหรือไม่ตามความเป็นไปได้หรือไม่ได้ของเหตุปัจจัยเหล่านั้น

สำหรับชาวบ้านก็จำไว้ใช้ง่ายๆ ในทางปฏิบัติว่า สิ่งทั้งหลายไม่เป็นไปตามใจของเรา แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เราจึงต้องปฏิบัติจัดการมัน ด้วยปัญญาที่รู้เข้าใจและทำการให้ตรงเหตุปัจจัยของมัน

การที่สังขตธรรมทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยในปัจจยาการนั้น บอกอยู่ในตัวถึงอนิจจตา คือภาวะที่สิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง ไม่คงที่ มีแล้วก็ดับหาย พร้อมด้วยทุกขตา คือภาวะที่ยืนยงคงอยู่ไม่ได้ ไม่คงตัว จึงปรากฏเป็นการเปลี่ยนแปลงแปรไปกลายเป็นอื่น โดยเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์ กับทั้งอนัตตตา คือภาวะที่ไม่มีอะไรเป็นตัวตนครอบครอง ไม่เป็นตัว เป็นอันว่า สิ่งทั้งปวงคือสรรพสังขารเป็นไปตามเหตุปัจจัยในปัจจยาการ โดยสำแดงลักษณะ ๓ ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์


💬

อัตตา ตัวตน, อาตมัน; ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือยึดถือว่ามีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง
เทียบ อนัตตา

ไตรลักษณ์ ลักษณะสาม อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓. อนัตตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน (คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลง่ายๆ ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”)
ลักษณะเหล่านี้ มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า ไตรลักษณ์; ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนไม่เที่ยง คงทนอยู่มิได้ เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น จึงเรียกว่า สามัญลักษณะ; ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า ธรรมนิยาม

ในพระไตรปิฎก หลักนี้ชื่อว่า ธมฺมนิยามตา ส่วน ไตรลักษณ์ และ สามัญลักษณะ เป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคอรรถกถา


โลกสังขาร ภายใต้การมองเห็น และการจัดการโดยสังขารในใจคน

 - โลกสังขาร ภายใต้การมองเห็น และการจัดการโดยสังขารในใจคน



สังขาร” ในอีกความหมายหนึ่งที่ต่างออกไปห่างไกลนั้น เป็นจำพวกนามธรรมซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในชีวิตของคน เป็นชุมนุมเป็นกลุ่มเป็นหมวดเป็นกอง เป็นที่รวมของบรรดาสภาวะทั้งที่ร้ายและที่ดีในจิตใจ อันมีเจตจำนง หรือเจตนาเป็นประธาน เป็นตัวนำ ทำหน้าที่ปรุงแปรแต่งสรรสภาพจิตความคิดนึกตลอดจนการแสดงออกเป็นพฤติกรรมการกระทำของมนุษย์ เป็นระบบความคิดและกระบวนพฤติกรรมของเขา พูดสั้นๆ ว่าปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว ปรุงแต่งการคิด การพูด การกระทำ ที่เรียกรวมๆ ว่า “กรรม” สภาวะดีร้ายและไม่ดีไม่ร้ายในใจทั้งหมดนี้ อันมีเจตนาหรือเจตจำนงเป็นแกนนำ เรียกรวมๆ ว่า “สังขาร”

ได้บอกแล้วว่า สังขารที่เป็นนามธรรมอยู่ในใจนี้ มีมากมาย ดังที่ว่าเป็นกลุ่มเป็นกองหรือเป็นหมวด คำว่าหมวดหรือกองนี้ ภาษาบาลีเรียกว่า “ขันธ์” คือเป็นชุมนุมส่วนประกอบหมวดหนึ่งหรือกองหนึ่ง ซึ่งมาประชุมประสานกับขันธ์ คือ ชุมนุมส่วนประกอบหมวด หรือ กองอื่นๆ รวมกันเป็นคนที่เป็นชีวิตหนึ่งๆ นี้

คนชีวิตหนึ่งๆ นี้ เป็นชุมนุมของส่วนประกอบมากมาย ซึ่งจัดแยกเป็นกลุ่มเป็นกองเป็นหมวดหมู่ที่เรียกว่าขันธ์นี้ได้ ๕ ขันธ์ (นิยมเรียกกันว่า ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์) หมวด หรือกองสังขารที่พูดถึงเมื่อกี้ นับเป็นขันธ์ที่ ๔ เรียกว่า สังขารขันธ์ การที่จะรู้จักคน เข้าใจชีวิตได้ชัด ควรต้องรู้จักขันธ์ ๕ นี้ไว้เป็นฐานความเข้าใจ ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์ มีรูปธรรม ๑ ขันธ์ และนามธรรม ๔ ขันธ์ คือ

๑. รูปขันธ์ กองรูป คือร่างกาย ซึ่งเกิดจากรูปธรรมที่ประกอบมากมาย

๒. เวทนาขันธ์ กองเวทนา คือการเสพเสวยความรู้สึกสุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์

๓. สัญญาขันธ์ กองสัญญา คือการกำหนดหมายประดาข้อมูลที่เก็บประมวล

๔. สังขารขันธ์ กองสังขาร คือความดีความชั่วและประดาคุณสมบัติที่ประกอบเจตนาในการปรุงแปรความคิดนึกพูดจาและทำการทั้งหลาย

๕. วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ คือความรู้พื้นยืนโรงให้นามขันธ์ทั้งหลายทำงานได้ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสกาย และรู้เรื่องในใจ

ขันธ์ ๕ นี้ เป็นเนื้อเรื่องที่จะอธิบายเป็นบทหนึ่งโดยเฉพาะข้างหน้า แต่ในที่นี้ขอเน้นความสำคัญไว้ก่อนว่า ขันธ์ ๕ นี้แหละ คือสภาวธรรมที่เกิดมีเป็นไปตามเหตุปัจจัยในกระบวนปัจจยาการของชีวิต ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ดังที่ได้บอกแล้วว่า ปัจจยาการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้เป็นกระบวนหลัก คือปัจจยาการของชีวิต ซึ่งก็คือปัจจยาการของขันธ์ ๕ นั่นเอง ดังที่มีบอกในคัมภีร์ว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นแบบไว้ ก็คือความเป็นไปของขันธ์ ๕ หรือพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า ก็คือขันธ์ ๕ ในขณะทำงาน ที่ชีวิตเป็นไป หรือดำเนินชีวิตอยู่นี่เอง

ขอเน้นย้ำความสำคัญของสังขารที่เป็นขันธ์อยู่ในชีวิตของคนนี้ว่า ด้วยสังขารที่เป็นนามธรรม ซึ่งทำงานปรุงแต่งอยู่ในใจนี่แหละ คนจึงรู้จักและคิดนึกทำการต่างๆ ต่อสังขารทั้งหลายทั้งปวงทั่วโลกทั่วจักรวาล ทั้งรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นสังขตธรรมที่ได้กล่าวแล้ว มนุษย์จะมองเห็นคิดเห็นและปฏิบัติจัดการอะไรอย่างไรกับโลกของสังขาร ก็ขึ้นอยู่กับการแต่งสรรของสังขารในใจของเขานี้เอง

การเกิดมีขึ้นและเป็นไปต่างๆ ของสังคมมนุษย์ซึ่งดำเนินไปตามสมมติ-บัญญัติ ทำให้มีความเจริญความเสื่อมประสบวิบัติหรือพัฒนาการ เป็นยุคสมัย ก็ดี การปฏิบัติจัดการกับโลกของสิ่งแวดล้อม ทั้งธรรมชาติและบรรดาวัตถุธรรม ในทางสร้างสรรค์ส่งเสริมบ้าง ทำลายล้างผลาญบ้าง ก็ดี ที่ว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้น ก็เป็นไปด้วยการขับเคลื่อนของสังขารที่เป็นแหล่งผลิตความคิด คำพูด และการกระทำของมนุษย์ที่กล่าวมานี้ ดังนั้น เมื่อตกลงว่าจะต้องทำการพัฒนามนุษย์ ก็พึงเข้าใจว่าการพัฒนามนุษย์นั้นมีศูนย์รวมอยู่ที่การพัฒนาสังขารในตัวมนุษย์นั้น ที่จะให้ปัญญาที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้นมาเป็นตัวนำทำการนั่นเอง

ปัจจยาการของชีวิตนั้นเริ่มต้นว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ...” เมื่ออวิชชายังคงอยู่มีอยู่ในขีดระดับแนวทางลักษณะอาการอย่างไรโดยสัมพัทธ์กับปัญญาที่พัฒนาขึ้นอย่างไรหรือไม่แค่ไหน คนก็มีสังขารที่จะใช้ปรุงแปรแต่งสรรกรรมในการคิดการพูดจาประกอบกิจปฏิบัติจัดการทั้งหลายได้ในขอบเขตแนวทางและในลักษณะอาการอย่างนั้นแค่นั้น

ดังนั้น การปฏิบัติจัดการที่ฐานตรงจุดเริ่มต้น ในปฏิโลมปัจจยาการอันเป็นฝ่ายแก้ไข จึงได้แก่การลดละอวิชชา ด้วยการพัฒนาปัญญาที่จะก้าวขยายไปเป็นวิชชา เมื่อปัญญาพัฒนาขึ้นไป ได้สัมมาทิฏฐิขึ้นมา ปัญญานั้นซึ่งเป็นสังขารตัวสำคัญยิ่งใหญ่อยู่ในสังขารขันธ์ ก็จะทำหน้าที่ปรับแปรแก้ไขชี้นำส่องทางตลอดจนขยายวิสัยให้แก่กระบวน หรือกองกำลังทำงานในการคิดพูดทำที่มีเจตนาหรือเจตจำนงเป็นหัวหน้า พาให้ทำการคือกรรมที่เป็นคุณเป็นกุศลก่อผลที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์มากขึ้นๆ



กระบวนของสังขารขันธ์ที่ว่ามีกำลังพลมากมายนั้น ดูกันแค่เป็นตัวอย่าง

ตัวนำ/ตัวหนุน: เจตนา (พึงให้เป็นกุศลเจตนา) มนสิการ (พึงให้เป็นโยนิโสมนสิการ-รู้จักคิดแยบคาย) ฉันทะ (พึงให้เป็นกัตตุกัมยตาฉันทะ - ความอยากทำให้ดีงามสมบูรณ์) วิริยะ ปีติ สมาธิ

ฝ่ายร้าย: โมหะ อหิริกะ (ไม่อายบาป) อโนตตัปปะ (ไม่กลัวบาป) อุทธัจจะ (ฟุ้งซ่านวุ่นวายใจ) โลภะ ทิฏฐิ มานะ (อยากใหญ่) โทสะ อิสสา (ริษยา) มัจฉริยะ กุกกุจจะ (กลุ้มกังวล) ถีนะ (หดหู่ท้อถอย) มิทธะ (หงอยซึม) วิจิกิจฉา (ลังเล)

ฝ่ายดี: ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ จาคะ (ใจกว้าง เสียสละ มีน้ำใจ) เมตตา กรุณา มุทิตา ตัตรมัชฌัตตุเบกขา (ใจลงตัวนิ่งเป็นกลางมองดูอย่างชัดตรง) ปัสสัทธิ (กายใจสงบผ่อนคลาย) กัมมัญญตา (ความถนัดพร้อมจะทำ) ปัญญา

จุดเน้นที่พึงย้ำไว้ ดังที่ว่าแล้ว เจตนาเป็นหัวหน้าเป็นตัวนำทำการในนามของกองสังขารทั้งหมด สังขารจะออกแสดงเป็นความคิดพูดทำอย่างไร ก็แล้วแต่เจตนาตัดสิน แต่เจตนาจะเอาอย่างไร ก็อยู่ที่ว่ากำลังพลตัวไหนในฝ่ายใด คือในฝ่ายดี หรือฝ่ายร้าย จะเข้ามาประกบเจตนานั้น

แต่ทั้งนี้ สังขารตัวสำคัญยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือปัญญา ซึ่งเมื่อพัฒนาขึ้นมา ก็จะชี้นำส่องทางตลอดจนขยายวิสัยให้แก่เจตนา พร้อมทั้งปรับแปรแก้ไขเจตนานั้น ตลอดถึงว่าเมื่อปัญญาพัฒนารู้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เจตนาก็จะทำหน้าที่แค่เพียงเป็นตัวสนองงานของปัญญา ซึ่งให้ทำไปตามที่รู้จริง โดยไม่ต้องคิดเลือกตัดสินใจ ถึงขั้นที่เรียกว่ามีชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญา นั่นคือเมื่ออวิชชาหมดหาย กลายเป็นวิชชา ก็สลายวงจรปัจจยาการ ถึงภาวะปัจจยักขัย จบการพัฒนา

เท่าที่บรรยายมาในตอนนี้ เป็นการรู้เข้าใจความจริงของธรรมชาติตามที่มันเป็น และมองเห็นตามหลักการว่าการที่จะเป็นไปอย่างนั้นๆ การที่จะเกิดผลอย่างนี้ๆ จะสำเร็จได้ด้วยการทำเหตุปัจจัยอะไรๆ แต่สำหรับวิธีปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร เช่นว่าการที่จะพัฒนาสังขาร การที่จะพัฒนาปัญญา มีแนวทาง และขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างไรบ้างนั้น เป็นเรื่องของภาคปฏิบัติในมัชฌิมาปฏิปทา ที่จะบอกระบบวิธีปฏิบัติในการพัฒนามรรคาชีวิต ด้วยการศึกษาที่เป็นสิกขา ซึ่งจะพูดกันในภาคมัชฌิมาปฏิปทาข้างหน้า

คนหรือชีวิตมนุษย์นี้ เป็นองค์รวมซึ่งมีองค์ประกอบครบ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่พัฒนาสูงสุดพรั่งพร้อม ถ้ารู้เข้าใจปัจจยาการของชีวิตมนุษย์ที่เป็นขันธโลกนี้แจ้งชัด ก็จะเป็นความรู้เข้าใจโลกของธรรมชาติทั้งหมดไปด้วย


💬

วิสัย ภูมิ, พื้นเพ, อารมณ์, เขต, แดน, ลักษณะที่เป็นอยู่, ไทยใช้ในความหมายว่า ขีดขั้นแห่งความเป็นไปได้ หรือขอบเขตความสามารถ


สิกขา การศึกษา, การสำเหนียก, การเรียน, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์; ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาบุคคล







ข้อนี้ เป็นความรู้เบื้องต้นของผู้ศึกษาพุทธธรรม (ระดับแก่น) ผู้จะปฏิบัติธรรม,ปฏิบัติกรรมฐาน, เจริญจิตตภาวนา,นั่งสมาธิ ฯลฯ


สังขตธรรม - สังขาร, อสังขตธรรม - วิสังขาร

 สังขตธรรม - สังขาร อสังขตธรรม - วิสังขาร


การแยกประเภทของธรรมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสำคัญยิ่งสำหรับการศึกษาในที่นี้ เพราะเกี่ยวกับเรื่องเหตุปัจจัยคือ แบ่งเป็นสังขตธรรม กับ อสังขตธรรม

สังขตธรรม คือ สิ่งที่ปัจจัยทำหรือสร้างขึ้น (แปลตามสำนวนนิยมว่า สิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง) ก็คือสิ่งที่เป็นไปตามปัจจยาการนั่นเอง

ส่วนอสังขตธรรม ก็คือสิ่งหรือสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยทำขึ้นสร้างขึ้นหรือปรุงแต่งขึ้น แต่ตามที่รู้ที่พูดกันมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเกิดมีและเป็นไปตามเหตุปัจจัย อยู่ในกระบวนของปัจจยาการทั้งนั้น แล้วจะมีอะไรที่ไม่ขึ้นต่อปัจจัย ไม่เป็นไปตามปัจจยาการ ตอบว่าสิ่งนั้นมีอย่างเดียว ก็คือสภาวะที่สิ้นปัจจัย (เป็นปัจจยักขัย) เมื่อหมดสิ้นปัจจัย ไม่มีปัจจัย ก็ไม่ถูกปัจจัยทำสร้างหรือปรุงแต่ง คือพ้นจากปัจจยาการ จึงเป็นอสังขตธรรม เรียกง่ายๆ ว่าอสังขตะ มีชื่อเรียกได้อีกหลายอย่าง แต่ที่ใช้เป็นหลัก เรียกว่า นิพพาน

ตรงนี้ มีคำที่ควรรู้จักแทรกเข้ามา ซึ่งควรทราบไว้ด้วยเพื่อป้องกันความสับสน คือคำว่า “สังขาร” ก็คือสังขตธรรมนั่นเอง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสังขาร ทั้งสังขาร และสังขตธรรม มีความหมายอย่างเดียวกัน มาจากรากศัพท์เดียวกัน เป็นเพียงรูปศัพท์ที่ยักเยื้องไปตามวิธีการของภาษา เป็นอันว่า สังขตธรรม หรือสังขาร ก็คือสิ่งหรือสภาวธรรมซึ่งถูกปัจจัยทำสร้างปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม อันต้องเป็นไปตามปัจจยาการ

เมื่อสังขตธรรมมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสังขาร อสังขตธรรมก็มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งซึ่งเข้าคู่กับสังขารว่า “วิสังขาร” ซึ่งก็แปลง่ายๆว่า ปลอดหรือปราศจากสังขาร หรือพ้นไปจากสังขาร คือไม่ถูกปัจจัยทำสร้างปรุงแต่ง นั่นเอง

ทีนี้ ที่จะต้องป้องกันความสับสนอย่างสำคัญก็คือว่าคำว่า “สังขาร” ที่มีความหมายกว้างขวางใหญ่โตครอบคลุมรูปธรรมและนามธรรมทุกอย่างที่เกิดมีเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตรงกับคำว่าสังขตธรรมนั้น ได้ถูกใช้ในอีกความหมายหนึ่งที่ต่างออกไปห่างไกล จึงต้องรู้จักเข้าใจไว้ และแยกจากกันให้ได้


💬


สังขาร 1. สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด, ตรงกับคำว่า สังขตะ หรือ สังขตธรรม ได้ในคำว่า "สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง" ดังนี้ เป็นต้น 2. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล ที่กลางๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่ เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว, ตรงกับสังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ ได้ในคำว่า "รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง" ดังนี้ เป็นต้น; อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า ได้แก่ สัญเจตนา คือเจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ ๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย คือ กายสัญเจตนา ๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา คือ วจีสัญเจตนา ๓. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ คือ มโนสัญเจตนา 3. สภาพที่ปรุงแต่งชีวิตมี ๓ คือ ๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่วิตกและวิจาร ๓. จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา


วิสังขาร ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง, ธรรมอันมิใช่สังขาร คือ พระนิพพาน


มัชเฌนธรรม ได้แก่ ขันธ์ อายตนะ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ

-  นี่ 👇 มัชเฌนธรรมเทศนา   - เรื่อง  ขันธ์ อายตนะ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท กรรม วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน 👉 มัชเฌ...