.
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์
ความขัดแย้งระหว่างปากีสถาน และอินเดีย
บนดินแดน แคชเมียร์ มีมาอย่างเนิ่นนาน
แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น
เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่สิบเก้า
หลังจากที่อังกฤษรุกรานซิกข์ และได้รับชัยชนะในปี 1846
แทนที่อังกฤษจะปกครองดินแดนด้วยตนเอง กลับให้อำนาจการปกครองกับชาวฮินดู ในฐานะ “มหาราชา”
ในยุคจักรวรรดิอังกฤษ
แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นหนึ่งใน 560
รัฐที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ ในการประกาศเอกราช
ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับสิทธิเลือกที่จะอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง
ระหว่าง อินเดียและปากีสถาน โดยต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและศาสนาของประชากรที่อาศัยอยู่
ณ ที่นั้น
มหาราชา ฮาริ สิงห์ โดกรา (Hari Singh
Dogra) ผู้ครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ขณะนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้
เนื่องจากตัวพระองค์นับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้น
มหาราชาจึงไม่ตัดสินใจที่จะรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่กลับลงนามในข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว กับ
ปากีสถาน
เพื่อที่ประชาชนในแคว้นยังสามารถทำการค้า
การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อสื่อสารกับประชาชนของปากีสถานได้
ขณะที่แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงใดๆ กับประเทศอินเดีย
ในเดือนตุลาคม ปี 1947 ชนเผ่าปัชตุน (Pashtun)
จากชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานเข้ารุกรานแคว้นแคชเมียร์ นอกจากนั้น
ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแคว้น
เพื่อต่อต้านกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานในความพยายามจะรวมเข้ากับปากีสถาน จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้มหาราชา ฮาริ สิงห์ ตัดสินใจนำแคว้นชัมมู
และแคชเมียร์เข้าร่วมกับอินเดีย
โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านกำลังพลและอาวุธจากอินเดีย
ภายหลังจากที่มหาราชา ฮาริ สิงห์
ลงนามในการส่งมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) กับ
วี พี เมนอน ผู้แทนนายกรัฐมนตรี ชวาฮาร์ลัล เนหรุ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1947
ในเช้าวันต่อมา (27 ตุลาคม) กองกำลังอินเดียเคลื่อนพลทางอากาศเข้าสู่กรุง Srinagar
หรือศรีนคร เมืองใหญ่ที่สุดในแคชเมียร์ นับตั้งแต่นั้นมา ความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน
ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี
แคว้นชัมมูและแคชเมียร์
เป็นต้นตอขอข้อพิพาทในภูมิภาคเอเชียใต้ตลอดมานับตั้งแต่อังกฤษคืนเอกราชให้ดินแดนจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ
และเป็นชนวนเหตุสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึง 4 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1947-1949
หรือที่เรียกว่า “The First Kashmir War” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปี 1947
ปากีสถานให้การสนับสนุนวาร์ซิรี (Warxiri) และมาอูซุด (Mausud) นำทหารชาวเขาจากชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
โดยอ้างว่ามาทำการปลดปล่อยชาวแคชเมียร์จากมหาราชา ฮาริ สิงห์
และสามารถยึดครองดินแดนได้ถึง 1 ใน 3 ของแคว้น
ทำให้มหาราชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดีย
เยาหะราล เนห์รู นายยกรัฐมนตรีขณะนั้น
ตัดสินใจส่งทหารบกลำเลียงทางอากาศลงที่ศรีนคร (เมืองหลวงแคชเมียร์) เมื่อวันที่ 27
ตุลาคม ค.ศ. 1947 เวลา 09.00 ได้ทันก่อนที่ปากีสถานจะเข้ายึดสนามบิน
เกิดการปะทะกันหลายครั้ง หลังจากนั้น
รัฐบาลอินเดียยื่นประท้วงต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ซึ่งองค์การสหประชาชาติมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1949
โดยกำหนดแนวหยุดยิง (Line of Control) แบ่งแคชเมียร์ตะวันออก ชัมมู
และลาดัคห์ เป็นเขตยึดครองของอินเดีย ส่วนแคชเมียร์ตะวันตก (ปากีสถาน เรียกว่า
“อาซัค” หมายถึงแคชเมียร์) เป็นเขตยึดครองของปากีสถาน
ครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1965-1966
หรือที่เรียกว่า “The Second Kashmir War” สงครามแคชเมียร์ครั้งที่ 2
เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 เมื่อปากีสถานส่งกำลังทหารเข้าโจมตี Runn
of Kachehh โดยอ้างว่าเป็น “วันปลดปล่อยแคชเมียร์” (Kashmir
Revolt Day) ซึ่งตรงกับการฉลองครบรอบ 12 ปีที่เชค
อับดุลลาห์ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพชาวแคชเมียร์ถูกจับกุม
ปากีสถานส่งหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธทันสมัยรุกเข้ายึดศรีนคร
ทำลายสถามบินปาธาน-กฏอดัมขปูร์ และฮัลวารา พร้อมทั้งส่งกำลังพลร่มเข้าสู่ปัญจาบ
รัฐบาลอินเดียได้ยื่นประท้วงสหรัฐอเมริกา
กล่าวหาปากีสถานใช้อาวุธทันสมัยละเมิดแนวหยุดยิง รุกรานแคชเมียร์ในเขตยึดครองอินเดีย
สหรัฐฯ จึงได้ระงับการขายอาวุธให้ปากีสถาน
ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1965 และประกาศวางตัวเป็นกลาง อินเดียส่งกำลังทหารตอบโต้
สามารถยึดดินแดนกลับคืนมาได้ และรุกคืบหน้าใกล้ถึงเมืองละฮอร์ (Lahore) ของปากีสถาน
จนทำให้ปากีสถานต้องยอมหยุดยิงและเจรจาสงบศึก (The Tashkent Declaration) เมื่อ
ค.ศ. 1966 ที่เมือง Tashkent
ครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1971
เป็นสงครามที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับแคชเมียร์
แต่เกี่ยวพันกับสงครามการแยกตัวของปากีสถานตะวันออก หรือ บังคลาเทศในปัจจุบัน (Bangladesh
Liberation War) ดินแดนทางทิศตะวันออกของปากีสถานซึ่งประชากรส่วนใหญ่เชื้อสาย
Bengali ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถาน ด้วยเหตุความรุนแรงในวงกว้างที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้อพยพชาว Bengali หลายล้านคนหนีตายมายังประเทศอินเดีย ในครั้งนั้น
อินเดียร่วมกับกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังคลาเทศ (Mukti
Bahini หรือที่รู้จักกันในนามของ “Freedom
Fighter”) สามารถเอาชนะกองกำลังปากีสถาน ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดประเทศบังคลาเทศ
ครั้งที่ 4
สงครามคาร์กิล ระหว่างวันที่ 26
พฤษภาคม – 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 หรือที่เรียกว่า “Kargil War” ปากีสถานเปลี่ยนยุทธวิธีการรบจากการใช้กำลังเผชิญหน้ามาเป็นการใช้ยุทธวิธีในการทำให้อินเดีย
Bleed through a thousand cuts เหมือนกับที่ปากีสถานได้ทำกับอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน
และในที่สุดโซเวียตก็พ่ายแพ้
ปากีสถานใช้นักรบศักดิ์สิทธ์ของพระผู้เป็นเจ้า
หรือ “Jihad” ต่อสู้กับพวกนอกศาสนา
คือ อินเดีย โดยเปิดค่ายผู้ก่อการร้ายในเขตแคชเมียร์ของปากีสถาน ในสงครามครั้งนี้ แม้อินเดียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่อินเดียพบกับความสูญเสียมหาศาล ทหารอินเดียหลายกองพันต้องสังเวยชีวิต ส่วนปากีสถานสามารถเรียกร้องให้นานาชาติหันมาสนใจปัญหาแคชเมียร์ได้ในระดับหนึ่ง
ช่วงกลางศตวรรษที่ 20
ได้มีสัญญาณแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2
ประเทศมีวี่แววว่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
ทั้งสองประเทศต่างเปิดการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง
และได้มีการเปิดเส้นทางรถโดยสารระหว่าง 2 ฝากฝั่งแคชเมียร์ในปี 2005 ขณะที่ในปี
2006 ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟและเส้นทางการค้าหลังจากปิดมา 60
ปีตรงบริเวณรอยต่อแบ่งเขตการปกครองแคชเมียร์ของอินเดียและปากีสถาน
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายที่กรุงมุมไบในเดือนพฤศจิกายนปี
2008 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเริ่มย่ำแย่ลงอีกครั้ง อินเดียได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ 2
ฉบับไปยังปากีสถาน
เพื่อประท้วงที่ปากีสถานไม่อาจหยุดผู้ก่อการร้ายที่อาศัยอยู่ในประเทศตนได้
เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019
จากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเขตพูลวามา ซึ่งเป็นดินแดนแคชเมียร์ในส่วนที่อยู่ในการควบคุมของอินเดีย
ทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังตำรวจกึ่งทหารเสียชีวิต 46 นาย
นับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ถูปารหบุคคล
ไร้วัตถุขาดศาสนวัตถุก็ว่างเปล่าโบ๋เบ๋ เปรียบเหมือนคนไม่มีร่างกาย มีแต่วิญญาณ แต่ไม่รู้อยู่ไหน
ชาวพุทธบ้านเราบางคนบางกลุ่ม แอนตี้วัตถุ สร้างวัดสร้างโบสถ์กันทำไมใหญโตสิ้นเปลืองเปล่าๆ มันไม่ใช่ธรรมะว่า วัตถุก็ธรรมะ คงเคยได้ยินแต่ไม่ฉุกคิด วัตถุธรรม, รูปธรรม ลองคิดดูสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเลย ไม่มีศาสนวัตถุที่บ่งว่าเป็นเอกลักษณ์พุทธ คนรุ่นต่อๆมาจนถึงรุ่นเราเนี่ยจะดูพุทธจากอะไร ... วัดก็ไม่มี โบสถ์ก็ไม่มี เจดีย์ก็ไม่มี ประเพณีก็ไม่มี เราจะดูจากอะไร
สัญลักษณ์พุทธสร้างให้เกลื่อนเมืองเหมือนพม่าได้ประโยชน์ทั้งทางจิตใจ ทั้งเป็นแหล่งชื่นชมของชนต่างชาติศาสนานำเงินตราเข้าประเทศ ศาสนาอื่นๆเขาก็มีวัตถุใหญ่โตโอฬาร เคยนึกถึงประเด็นนี้ไหม
ถาวรวัตถุ สิ่งของที่มั่นคง ได้แก่ ของที่สร้างด้วยอิฐ ปูน หรือโลหะ
เช่น โบสถ์ เจดีย์
วิหาร เป็นต้น
- หลักฐานยืนยัน อิสลามวางแผนในการขยายประชากรมุสลิมในประเทศไทยและสร้างมัสยิดให้ครบทุกจังหวัดของไทยพูดในงาน อีสานขาว ปี 2559 👇
ปราสาทนครวัด กัมพูชา
นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นหมู่ปราสาทในประเทศกัมพูชาและเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยพื้นที่รวมกว่า 162.6 เฮกเตอร์ (1.6 ล้านตารางเมตร ซึ่งเท่ากับ 402
เอเคอร์)
แรกเริ่มนั้นสร้างขึ้นเป็นเทวลัยในศาสนาฮินดูเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุ
ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัดในศาสนาพุทธในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12
นครวัดสร้างขึ้นในช่วงต้นของคริสศตวรรษที่ 12
โดยพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 แห่งเมืองยโสธรปุระ
(ในปัจจุบันคือเมืองพระนคร) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเขมร
สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเทวลัยประจำรัฐและเป็นสุสานฝังพระศพ
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการนับถือในลัทธิไศวนิกายของกษัตริย์องค์ก่อนๆ
เหตุเพราะนครวัดนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุแทนที่จะเป็นพระศิวะ
และเนื่องจากเป็นปราสาทที่ได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุดในบริเวณที่ตั้งโดยรอบ
นครวัดจึงเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่ยังคงความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง
โดยนครวัดถือจุดสูงสุดของรูปแบบการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรแบบดั้งเดิม
และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา มีการปรากฏอยู่บนธงชาติ
และได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชาที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569
บริกรรม
บริกรรม
1. (ในคำว่า “ถ้าผ้ากฐินนั้นมีบริกรรมสำเร็จดีอยู่”) การตระเตรียม, การทำความเรียบร้อยเบื้องต้น เช่น ซัก
ย้อม กะ ตัด เย็บ เสร็จแล้ว 2.
สถานที่เขาลาดปูน ปูไม้ ขัดเงา หรือชักเงา โบก ปูน ทาสี เขียนสี แต่งอย่างอื่น
เรียกว่าที่ทำบริกรรม ห้ามภิกษุถ่มน้ำลาย หรือ นั่งพิง 3. การนวดฟั้น ประคบ
หรือถูตัว 4.
การกระทำขั้นต้นในการเจริญสมถกรรมฐาน คือ
กำหนดใจโดยเพ่งวัตถุ หรือ นึกถึงอารมณ์ที่กำหนดนั้น ว่าซ้ำๆ
อยู่ในใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทำใจให้สงบ
5. เลือนมาเป็นความหมายในภาษาไทย
หมายถึง ท่องบ่น, เสกเป่า
วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สถานทูตไทยเตือนคนไทย
จากที่มั่นใจว่าจะยึดให้ได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมง จนไม่เหลือความมั่นใจ คู่แข่งก้าวหน้าพัฒนาอาวุธ แต่ตัวเองก็ยังมีเดิมๆ
สถานทูตฯ ประกาศ ถึงคนไทยในรัสเซีย เตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
รัสเซียรัวถล่มต่อเนื่อง! ยูเครนสังเวยพุ่ง 22 ศพ-เจ็บนับร้อย กว่า 40,000 คนหนีตาย
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ปัญญา ๓
เรื่อง ปัญญา ๓
ปัญญานั้น แท้จริงก็มีอย่างเดียว ได้แก่ ธรรมชาติที่เป็นความรู้เข้าใจสภาวะ
คือหยั่งถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น แต่ก็นิยมจำแนกแยกประเภทออกไปเป็นหลายอย่าง ตามระดับของความรู้เข้าใจบ้าง ตามหน้าที่หรือแง่ด้านของการทำงานของปัญญาบ้าง ตามทางที่ปัญญานั้นเกิดขึ้นบ้าง เป็นต้น
ปัญญาชุดหนึ่ง ซึ่งจำแนกตามแหล่งที่มา หรือทางเกิดของปัญญา ได้แก่ ปัญญา ๓
อย่าง ชุดที่แยกออกไปเป็น สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา คำท้ายคือปัญญาเป็นตัวกลางร่วมกัน ส่วนคำข้างหน้าที่ต่างกัน
บอกที่มา หรือแหล่งเกิดของปัญญานั้น ว่า หนึ่ง เกิดจากสุตะ (การสดับฟัง
การอ่านและเล่าเรียน) สอง เกิดจากจินตะ (การคิดไตร่ตรองพิจารณา) และสาม เกิดจากภาวนา (การปฏิบัติต่อจากนั้น)
ปัญญา ๓ ชุดนี้ ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงน้อย แต่มีผู้นำมาพูดค่อนข้างบ่อย
ข้อสำคัญคือเข้าใจความหมายกันไม่ค่อยชัด
จึงควรแสดงคำอธิบายที่พ่วงมากับถ้อยคำเหล่านี้สืบแต่เดิมไว้
เพื่อประโยชน์ในการศึกษา
เริ่มด้วยการเรียงลำดับ ปัญญา ๓
นั้น ตามที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก แต่ของเดิมในพระไตรปิฎก
ทั้งในพระสูตร และในพระอภิธรรม เริ่มต้นด้วยจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก
อย่างไรก็ตามในเนตติปกรณ์
ซึ่งพระเถรวาทสายพม่าถือเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระไตรปิฎกด้วย (จัดรวมไว้ใน ขุททกนิกาย แห่งพระสุตตันตปิฎก)
เรียงสุตมยปัญญาขึ้นก่อน
(และเรียกชื่อต่างไปเล็กน้อยเป็น สุตมยีปัญญา จินตามยีปัญญา
ภาวนามยีปัญญา) และต่อมา ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา-ฎีกา
นิยมมากขึ้นในทางที่จะเรียกชื่อเป็น สุตมยญาณ จินตามยญาณ และภาวนามยญาณ
๑. จินตามยปัญญา
ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา (ปัญญาเกิดจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)
๒. สุตมยปัญญา
ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน (ปัญญาเกิดจากปรโตโฆสะ)
๓. ภาวนามยปัญญา
ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ (ปัญญาเกิดจากปัญญาสองอย่างแรกนั้นแล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม)
การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาขึ้นก่อน หรือสุตมยปัญญาขึ้นก่อน จับความได้ว่า
อยู่ที่การคำนึงถึงบุคคลเป็นหลัก หรือมองธรรมตามความเกี่ยวข้องของบุคคล
ในกรณีที่เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก ก็คือ
ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อน หมายความว่า พระพุทธเจ้า
(และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น มิได้อาศัยสุตะ
ไม่ต้องมีปรโตโฆสะ คือ การฟังจากผู้อื่น แต่รู้จักคิดพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการของตนเอง สามารถสืบสาว เรียงต่อ
ไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอด จนหยั่งเห็นความจริงได้ จากจินตามยปัญญา จึงต่อเข้าภาวนามยปัญญาไปเลย (ไม่ต้องอาศัยสุตมยปัญญา)
แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป
ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า
บุคคลเล่าเรียนสดับฟัง ได้สุตะ ได้ข้อธรรม ได้ข้อมูลแล้ว
เกิดศรัทธาขึ้นเป็นพื้นเบื้องต้น จึงนำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณาได้ความรู้เข้าใจในสุตะนั้น
ก็เกิดเป็นสุตมยปัญญา แล้วในขั้นต่อไป อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน
เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป
มองเห็นเหตุผลความสัมพันธ์เป็นไปชัดเจน เกิดเป็นจินตามยปัญญา
เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย (พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า
อาศัยหรือตั้งอยู่ในปัญญาทั้งสองนั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา - สุตจินฺตามยญาเณสุ หิ
ปติฏฺฐิโต วิปสฺสนํ อารภติ. เนตฺติ. ๕๓) แล้วเกิดญาณ
มีความรู้สว่างประจักษ์แจ้งความจริง เป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น
ก็เป็นภาวนามยปัญญา
พึงสังเกตด้วยว่า สำหรับคนทั่วไปนี้
ถึงจะได้รับสุตะ คือ ข่าวสารข้อมูลมากมาย
แต่คนจำนวนมากก็ได้แค่สุตะเท่านั้น (ได้แค่ฟังเท่านั้น) หาได้ปัญญาไม่ คือ ในข้อที่ ๑ นั้น ต้องแยกว่า คนจำนวนมากได้แต่สุตะ
มีเพียงบางคนที่อาศัยสุตะนั้นแล้วสามารถทำให้เกิดสุตมยปัญญา
น่าสังเกตว่า ในคัมภีร์วิภังค์แห่งอภิธรรมปิฎก ท่านอธิบายภาวนามยปัญญาว่า ได้แก่
"สมาปนฺนสฺส ปญฺญา"
ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า
"ปัญญาของผู้ประกอบ" หรือ "ปัญญาของผู้ถึงพร้อม"
(สมาปนฺน คือประกอบ หรือถึงพร้อมนี้ ในที่ทั่วไป ใช้ได้ทั้งทางดีและทางร้าย เช่น
ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ ประกอบการบรรพชา ถึงพร้อมด้วยอิจฉาและโลภะ
ประกอบการสนุกสนาน เล่นหัว ประกอบด้วยโสกะปริเทวะ เปี่ยมด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
ฯลฯ แต่เวลาใช้โดดๆ ในทางธรรม มักหมายถึงเข้าฌานสมาบัติ) และอรรถกถาแห่งคัมภีร์วิภังค์นั้น (วิภงฺค.อ.๔๔๑) ไขความว่า
"สมาปตฺติสมงฺคิสฺส อนฺโตสมาปตฺติยํ ปวตฺตา ปญฺญา ภาวนามยา
นาม" (ปัญญาของผู้ประกอบด้วยสมาบัติ
อันเป็นไปในสมาบัติ ชื่อว่าเป็นภาวนามัย)
ทำให้รู้สึกว่า ความหมายจำกัดเฉพาะมาก แต่คัมภีร์ต่างๆ เช่น ปรมัตถมัญชุสา อธิบายว่า
คำไขความดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยสาระก็มุ่งเอาการเห็นแจ้งความจริงที่เป็นมัคคปัญญา
อันเป็นไปด้วยวิปัสสนานั่นเอง
มีแง่ของการอธิบายที่กินความคลุมถึงฌานสมาบัติ และมองได้กว้างออกไป
พร้อมทั้งเข้าใจง่ายขึ้นด้วย คือจับที่คำว่า อัปปนา
ซึ่งหมายถึงสมาธิที่เป็นแกนของฌานทั้งหมด ดังที่ท่านไขความว่า "ปัญญาที่สำเร็จด้วยอำนาจภาวนา อันถึงอัปปนา ชื่อว่า ภาวนามัย" คำไขความตรงนี้ ที่กล่าวถึงภาวนา
โยงไปถึงข้อความข้างต้นที่ว่าขะมักเขม้นมนสิการในประดาสภาวธรรม
ซึ่งก็คือวิปัสสนาปัญญาเห็นแจ้งชัดถึงขีด จิตก็เป็นสมาธิถึงอัปปนา
ความประจักษ์แจ้งจดจิตสนิทแน่ว ถึงกับให้สิ่งหมักหมมผูกรัดหุ้มพอกจิต
ที่เรียกกิเลส ถูกสลายล้างออกไป จิตพ้นจากกิเลสสิ้นเชิง หรือ บางส่วนก็ตาม
ความรู้แจ้งถึงขั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนของชีวิตอย่างนี้ได้ คือภาวนามยปัญญา
ซึ่งเป็นมรรคญาณ
มีความรู้ประกอบอีกหน่อยว่า ในเนตติปกรณ์
(เนตฺติ ๘) ท่านโยงปัญญา ๓ นี้
กับการจัดประเภทบุคคล ๔ ด้วย โดยแสดงความหมายของบุคคล ๓ ประเภทแรกที่เป็นเวไนย
(เวไนย ๓) ให้เห็นทุนเดิมก่อนจะก้าวสู่ภาวนามยปัญญาว่า คนที่มี ๒ อย่าง
ทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา เป็น อุคฆฎิตัญญู
(ผู้รู้ได้ฉับพลันเพียงแค่ฟังหัวข้อก็เข้าใจ) คนที่มีสุตมยปัญญาอย่างเดียว เป็น วิปจิตัญญู
(ผู้รู้เข้าใจต่อเมื่อมีการขยายความ) คนที่ยังไม่มีปัญญา ๒ อย่าง ทั้งสุตมยปัญญา
และจินตามยปัญญา เป็นเนยยะ (ผู้ที่จะพึงแนะนำโดยฝึกสอนอบรมให้เข้าใจต่อไป)
ส่วนปทปรมะ ไม่เป็นเวไนย เป็นอันไม่ต้องพูดถึง
ปัญญาที่เกิดจากการรู้จักคิดด้วยโยนิโสมนสิการของตนเองอย่างนี้
เรียกว่าจินตามยปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้า
และพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงมีโดยไม่ต้องอาศัยการสั่งสอนแนะนำจากผู้อื่น
(และไม่มีคนอื่นมีปัญญารู้ที่จะมาบอกมาสอนให้ได้) จึงเป็นปัญญาของบุคคลพิเศษ
ที่คนทั่วไปไม่มี ถ้าไม่มีบุคคลพิเศษที่มีจินตามยปัญญาอย่างนี้ การค้นพบใหม่
การแหวกวงล้อมหรือกรอบทางปัญญาออกไป ก็ไม่อาจเป็นไปได้ และคนก็อยู่ก็รู้ก็คิดตามๆ
กันเรื่อยๆไป
ในเมื่อคนทั่วไปไม่มีจินตามยปัญญาจากการใช้โยนิโสมนสิการเริ่มคิดด้วยตนเอง
จึงต้องอาศัยการสดับตรับฟัง เล่าเรียนคำแนะนำสั่งสอนจากผู้อื่นเป็นจุดเริ่ม
นี่คือเริ่มจากการสร้างสุตมยปัญญาก่อน ในขณะที่บุคคลพิเศษข้ามสุตมยปัญญานี้ไปเลย
สำหรับในที่นี้ เมื่อแยกบุคคลพิเศษออกไปแล้ว จึงกล่าวถึงปัญญา ๓ ครบจำนวน
และเรียงลำดับโดยถือเอาคนทั่วไปเป็นที่ตั้ง ดังนี้
๑. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากสุตะ ได้แก่ ปัญญาที่คนทั่วไปจะพัฒนาขึ้นไป โดยต้องอาศัยสุตะ คือ เมื่อยังคิดเองไม่เป็น
หรือคิดไปไม่ถึง มองอะไรไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็ต้องมีผู้แนะนำสั่งสอนบอกให้ เช่น มีท่านที่เรียกว่าเป็นกัลยาณมิตร อย่างพระพุทธเจ้า ท่านผู้รู้ ครูอาจารย์มาแนะนำชี้แจงอธิบาย จึงรู้เข้าใจหยั่งความจริงได้ในระดับหนึ่ง
๒. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจินตะ
ได้แก่ การรู้จักคิด คือ เมื่อได้ความรู้เข้าใจในสุตะ
เกิดมีสุตมยปัญญาการเล่าเรียนสดับฟังแล้ว
ก็ฝึกโยนิโสมนสิการให้มองเห็นรู้เข้าใจกว้างไกลลึกรอบทั่วตลอดแยกโยงได้
ทำให้ก้าวต่อไปในการเข้าถึงความจริง และใช้ความรู้อย่างได้ผล
๓. ภาวนามยปัญญา
ปัญญาเกิดจากภาวนา คือการปฏิบัติบำเพ็ญ ทำให้เป็นให้มีขึ้นได้จริง
โดยลงมือทำกับประสบการณ์ตรง หมายถึง ปัญญาที่พัฒนาต่อจากสุตมยปัญญา
และจินตามยปัญญาสองอย่างแรกนั้น คือ อาศัยปัญญาสองอย่างแรกนั้น
พัฒนาต่อไปด้วยการมนสิการ (หมายถึงโยนิโสมนสิการ) ที่ตัวสภาวะ
จนเกิดปัญญารู้แจ้งจริงที่สำเร็จเป็นมรรคให้บรรลุผล
ขอให้สังเกตไว้เป็นข้อสำคัญประการแรกว่า ภาวนามยปัญญานี้
อาศัยและต่อจากสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา ไม่ใช่ว่ายังไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
ไปนั่งสมาธิ แล้วมาบอกว่าเข้าฌานได้ภาวนามยปัญญา อย่างนั้นไม่ใช่ พึงตระหนักว่า
คนทั่วไปนี้ แม้แต่จินตามยปัญญาก็ยังทำให้เกิดเองไม่ได้ ต้องเริ่มจากสุตมยปัญญา (สุตมยปัญญาก็ยังไม่ค่อยจะได้ มีแต่ได้แค่สุตะ อย่างที่พูดข้างต้น)
เรื่องจึงเป็นอย่างที่พูดแล้วแต่ต้นว่า ปัญญา ๓ อย่างในชุดสุตมยปัญญา
จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา นี้ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงน้อยนัก
พระสารีบุตรประมวลมาแสดงไว้ เป็นการให้มองเห็นแหล่งเกิดที่มาของปัญญา
ไม่เป็นหลักที่ท่านเน้นย้ำมาก
เรื่องที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำบ่อยมาก ตรัสอยู่เสมอ ก็คือ โยนิโสมนสิการ
ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติในการทำให้เกิดปัญญา เมื่อมีโยนิโสมนสิการแล้ว ปัญญาทั้งสามนั้นก็มาได้ และให้สัมฤทธิ์บรรลุจุดหมาย
ก็มาสรุปไว้ท้ายนี้อีกทีว่า คนทั้งหลายที่รับข่าวสารข้อมูลกันนั้น
-
บางคน ได้แต่สุตะ โดยไม่ได้ปัญญาเลย
แม้แต่สุตมยปัญญาก็ไม่ได้
-
บางคน
รู้จักมนสิการไตร่ตรองพิจารณาสุตะนั้นแล้ว สามารถทำสุตมยปัญญาให้เกิดขึ้น
-
บางคน ได้สุตมยปัญญาแล้ว รู้จักมนสิการคิดพินิจยิ่งขึ้นไป ก็พัฒนาจินตามยปัญญาให้เกิดขึ้นมา
-
บางคน ใช้สุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา
ที่มีที่ได้แล้วนั้น เป็นฐานพัฒนาปัญญาด้วยโยนิโสมนสิการยิ่งขึ้นไป ก็อาจทำภาวนามยปัญญาให้เกิดขึ้นได้.
👉 เวลานั่งสมาธิ ผมรู้สึกขนลุกซู่ซ่า ตัวโยกหน้าโยกหลัง แล้วก็เริ่มตัวสั่นเล็กน้อย อันนี่เรียกว่า ปิติ ใช่ไหมครับ และในระหว่างนั้น ก็แน่นหน้าอกอยากอาเจียน บางครั้งรู้สึกว่าลมหายใจมันจะอ่อนลงทุกที ทำไม่ถึงได้เป็นแบบนี้ครับ แล้วผมควนทำยังไงต่อ
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ฟ้าเทียนถาน
เปิดความหมาย สีจิ้นผิง อธิบายปรัชญาจีน ให้ทรัมป์ฟัง ขณะพาชม หอสักการะฟ้าเทียนถาน
หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ “เหอเหอ” ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง
คิวยาว สาวกเป็นพันๆล้านคน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=353805387520579&set=a.115981967969590
-
มุมมองจากทหารไทยเชื้อสายอเมริกันที่ร่วมรบในสงครามอัฟกานิสถาน https://www.youtube.com/watch?v=3m5LbFg3X4M 👳ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนที่เป็นป...


