.
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569
จิตตั้งมั่น
“ซิโมน ไบล์ส” จากหนูน้อยยากจน/เด็กบ้านแตก สู่เจ้าแม่โอลิมปิกยิมนาสติก เธอทำสมาธิจิตตั้งมั่น ความวิตกที่บั่นทอนความรู้สึกก็จางหายไป แล้วเดินเข้าแข่งขัน แล้วคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ
ซิโมน ไบล์ส
นำเทคนิคการทำกรรมฐานลมหายใจมาใช้ที่ข้างเวทีการแข่งขัน
เพื่อฟื้นสมาธิให้กลับมาตั้งมั่นเป็นปกติ นั้น
เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันรายการรวมอุปกรณ์หญิงเดี่ยว (4 อุปกรณ์)
ณ มหกรรมโอลิมปิกส์ปารีส 2024
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569
"ทาง" ชารีอะห์
กษัตริย์ของมาเลเซียที่บังคับให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาอิสลาม - Pantip
บุคคลในหัวข้อของเจ้าของกระทู้ยกมานั้น
เป็นสุลต่านแห่งรัฐมะละกา
ส่วนประเทศมาเลเซียเพิ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งได้รวมเอาดินแดนของรัฐทางเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยามเข้าไปด้วย
แต่ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเขามักจะนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐสุลต่านมะละกา
เมื่อไหร่ก็ตามที่ มุสลิม มีอำนาจทางการเมือง
การญิฮาด ก็จะตามมา
เมื่อ "รัฐสุลต่าน" เกิดขึ้น ณ ที่ใด
สุลต่านองค์นั้น ย่อมบังคับใช้กฎหมายชาริอะห์ในการปกครองดินแดนของตนเอง
ผู้อยู่ใต้การปกครองที่ไม่นับถือศาสนาอิสลาม หรือ กาเฟร นั้น
ถือว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมายชาริอะห์ ย่อมถูกลงโทษ ตามกฎหมายชาริอะห์
อิสลามที่เข้ามาให้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้น
เป็น นิกายสุหนี่ มัซฮับ ซาฟีอี มาจากอินเดียตอนใต้ ซึ่งให้ผู้ปกครองมุสลิม
สามารถทำ ญิฮาด กับผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามได้เลย
สามารถนำเอาอัลกรุอ่าน ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ
มาบังคับใช้ได้ทันที เพราะเป็นผู้ได้รับชัยชนะทางการทหารและกุมอำนาจทางการเมืองแล้ว
กาเฟรผู้อยู่ใต้การปกครอง จึงมีทางเลือกแค่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
อพยพหนีไปอยู่ที่อื่น หรือ ตาย เท่านั้น
ดินแดนแห่งใดก็ตาม เมื่อกลายเป็น รัฐสุลต่าน
ซึ่งปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์ ก็จะเกิดการบังคับให้นับถือศาสนาอิสลามตามมา
ตามประวัติศาสตร์ อิสลาม
เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพ่อค้ามุสลิม มีการสร้างชุมชน และ หมู่บ้าน
ตามชายฝั่งทะเลตามเส้นทางการค้า
และทำการค้าขายกับโลกมุสลิมที่รุ่งเรืองทางฟากตะวันตก
จนสามารถสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
พร้อม ๆ กับการเพิ่มประชากรมุสลิม และสามารถยึดอำนาจทางการเมือง และการทหาร
ในดินแดนแห่งนั้นได้ จนกระทั่งสามารถตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง เป็น สูลต่าน
ได้ในที่สุด
บางครั้ง ราชา หรือ ผู้นำ
ในดินแดนแห่งนั้นต้องการค้าขายกับโลกมุสลิม ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม
เปลี่ยนการปกครองดินแดนของตนเองเป็น "รัฐสุลต่าน"
แล้วปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์
ซึ่งก็มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามกับคนผู้อยู่ภายใต้ปกครองตนเอง
จนจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามด้วย
การบังคับคนท้องถิ่นให้นับถือศาสนาอิสลามนั้น
เกิดขึ้นที่เกาะสุมาตรา ตอนบน ซึ่งตอนแรกพ่อค้ามุสลิมใช้เป็นที่จอดพักเรือค้าขาย
แต่งงานกับหญิงท้องถิ่น และอำนาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความมั่งคั่ง กระทั่ง
ราชาหรือผู้นำ ในดินแดนแห่งนี้ได้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม
และตั้งรัฐสุลต่านแห่งแรกปกครองดินแดนแห่งนี้ในคริสศตวรรษที่ 13 เรียกชื่อว่า
รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai ปัจจุบันคือ
จังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ไม่ว่าเศษฐกิจและการเมืองของรัฐสุลต่าน Samudera
- Pasai ขึ้นอยู่กับต่างชาติที่เป็นมุสลิมทั้งสิ้น
กฎหมายชาริอะห์ มัซฮับ ซาฟิอี
ที่บังคับใช้ในอินเดีย และถูกถ่ายทอดมายัง รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai บังคับให้คนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม
เมื่อถูกต่อต้าน มุสลิมก็สามารถทำสงครามศาสนา หรือ ญิฮาด ได้ตามอัลกรุอ่าน
ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ ดังนั้นเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14
มุสลิมก็สามารถควบคุมดินแดนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราไว้ได้
ปรเมศวร ที่ต่อมาเป็น
สุลต่านองค์แรกของรัฐสุลต่านแห่งมะละกา ซึ่งก่อตั้งในต้นศตวรรษที่ 15
ก็แต่งงานกับหญิงมุสลิมลูกครึ่งอาหรับ จากรัฐสุลต่าน Samudera - Pasai นี่เอง
มะละกา
ในขณะนั้นเป็นเมืองท่าที่ทำการค้ากับอินเดียที่เป็นมุสลิม
และมีทหารที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ทหารมุสลิมเหล่านี้เองเป็นผู้เสนอให้
ปรเมศวร แต่งงานกับหญิงมุสลิม เพื่อให้เขาได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหารมุสลิม และ
มีเครือข่ายการค้าขายกับมุสลิม ทำให้ ปรเมศวร เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์
ความขัดแย้งระหว่างปากีสถาน และอินเดีย
บนดินแดน แคชเมียร์ มีมาอย่างเนิ่นนาน
แคว้นชัมมู และแคชเมียร์ นั้น
เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวซิกข์ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่สิบเก้า
หลังจากที่อังกฤษรุกรานซิกข์ และได้รับชัยชนะในปี 1846
แทนที่อังกฤษจะปกครองดินแดนด้วยตนเอง กลับให้อำนาจการปกครองกับชาวฮินดู ในฐานะ “มหาราชา”
ในยุคจักรวรรดิอังกฤษ
แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นหนึ่งใน 560
รัฐที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ ในการประกาศเอกราช
ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับสิทธิเลือกที่จะอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง
ระหว่าง อินเดียและปากีสถาน โดยต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและศาสนาของประชากรที่อาศัยอยู่
ณ ที่นั้น
มหาราชา ฮาริ สิงห์ โดกรา (Hari Singh
Dogra) ผู้ครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ขณะนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้
เนื่องจากตัวพระองค์นับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้น
มหาราชาจึงไม่ตัดสินใจที่จะรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่กลับลงนามในข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว กับ
ปากีสถาน
เพื่อที่ประชาชนในแคว้นยังสามารถทำการค้า
การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อสื่อสารกับประชาชนของปากีสถานได้
ขณะที่แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงใดๆ กับประเทศอินเดีย
ในเดือนตุลาคม ปี 1947 ชนเผ่าปัชตุน (Pashtun)
จากชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานเข้ารุกรานแคว้นแคชเมียร์ นอกจากนั้น
ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแคว้น
เพื่อต่อต้านกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานในความพยายามจะรวมเข้ากับปากีสถาน จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้มหาราชา ฮาริ สิงห์ ตัดสินใจนำแคว้นชัมมู
และแคชเมียร์เข้าร่วมกับอินเดีย
โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านกำลังพลและอาวุธจากอินเดีย
ภายหลังจากที่มหาราชา ฮาริ สิงห์
ลงนามในการส่งมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) กับ
วี พี เมนอน ผู้แทนนายกรัฐมนตรี ชวาฮาร์ลัล เนหรุ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1947
ในเช้าวันต่อมา (27 ตุลาคม) กองกำลังอินเดียเคลื่อนพลทางอากาศเข้าสู่กรุง Srinagar
หรือศรีนคร เมืองใหญ่ที่สุดในแคชเมียร์ นับตั้งแต่นั้นมา ความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน
ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี
แคว้นชัมมูและแคชเมียร์
เป็นต้นตอขอข้อพิพาทในภูมิภาคเอเชียใต้ตลอดมานับตั้งแต่อังกฤษคืนเอกราชให้ดินแดนจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ
และเป็นชนวนเหตุสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึง 4 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1947-1949
หรือที่เรียกว่า “The First Kashmir War” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปี 1947
ปากีสถานให้การสนับสนุนวาร์ซิรี (Warxiri) และมาอูซุด (Mausud) นำทหารชาวเขาจากชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
โดยอ้างว่ามาทำการปลดปล่อยชาวแคชเมียร์จากมหาราชา ฮาริ สิงห์
และสามารถยึดครองดินแดนได้ถึง 1 ใน 3 ของแคว้น
ทำให้มหาราชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดีย
เยาหะราล เนห์รู นายยกรัฐมนตรีขณะนั้น
ตัดสินใจส่งทหารบกลำเลียงทางอากาศลงที่ศรีนคร (เมืองหลวงแคชเมียร์) เมื่อวันที่ 27
ตุลาคม ค.ศ. 1947 เวลา 09.00 ได้ทันก่อนที่ปากีสถานจะเข้ายึดสนามบิน
เกิดการปะทะกันหลายครั้ง หลังจากนั้น
รัฐบาลอินเดียยื่นประท้วงต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ซึ่งองค์การสหประชาชาติมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1949
โดยกำหนดแนวหยุดยิง (Line of Control) แบ่งแคชเมียร์ตะวันออก ชัมมู
และลาดัคห์ เป็นเขตยึดครองของอินเดีย ส่วนแคชเมียร์ตะวันตก (ปากีสถาน เรียกว่า
“อาซัค” หมายถึงแคชเมียร์) เป็นเขตยึดครองของปากีสถาน
ครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1965-1966
หรือที่เรียกว่า “The Second Kashmir War” สงครามแคชเมียร์ครั้งที่ 2
เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 เมื่อปากีสถานส่งกำลังทหารเข้าโจมตี Runn
of Kachehh โดยอ้างว่าเป็น “วันปลดปล่อยแคชเมียร์” (Kashmir
Revolt Day) ซึ่งตรงกับการฉลองครบรอบ 12 ปีที่เชค
อับดุลลาห์ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพชาวแคชเมียร์ถูกจับกุม
ปากีสถานส่งหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธทันสมัยรุกเข้ายึดศรีนคร
ทำลายสถามบินปาธาน-กฏอดัมขปูร์ และฮัลวารา พร้อมทั้งส่งกำลังพลร่มเข้าสู่ปัญจาบ
รัฐบาลอินเดียได้ยื่นประท้วงสหรัฐอเมริกา
กล่าวหาปากีสถานใช้อาวุธทันสมัยละเมิดแนวหยุดยิง รุกรานแคชเมียร์ในเขตยึดครองอินเดีย
สหรัฐฯ จึงได้ระงับการขายอาวุธให้ปากีสถาน
ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1965 และประกาศวางตัวเป็นกลาง อินเดียส่งกำลังทหารตอบโต้
สามารถยึดดินแดนกลับคืนมาได้ และรุกคืบหน้าใกล้ถึงเมืองละฮอร์ (Lahore) ของปากีสถาน
จนทำให้ปากีสถานต้องยอมหยุดยิงและเจรจาสงบศึก (The Tashkent Declaration) เมื่อ
ค.ศ. 1966 ที่เมือง Tashkent
ครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1971
เป็นสงครามที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับแคชเมียร์
แต่เกี่ยวพันกับสงครามการแยกตัวของปากีสถานตะวันออก หรือ บังคลาเทศในปัจจุบัน (Bangladesh
Liberation War) ดินแดนทางทิศตะวันออกของปากีสถานซึ่งประชากรส่วนใหญ่เชื้อสาย
Bengali ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถาน ด้วยเหตุความรุนแรงในวงกว้างที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้อพยพชาว Bengali หลายล้านคนหนีตายมายังประเทศอินเดีย ในครั้งนั้น
อินเดียร่วมกับกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังคลาเทศ (Mukti
Bahini หรือที่รู้จักกันในนามของ “Freedom
Fighter”) สามารถเอาชนะกองกำลังปากีสถาน ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดประเทศบังคลาเทศ
ครั้งที่ 4
สงครามคาร์กิล ระหว่างวันที่ 26
พฤษภาคม – 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 หรือที่เรียกว่า “Kargil War” ปากีสถานเปลี่ยนยุทธวิธีการรบจากการใช้กำลังเผชิญหน้ามาเป็นการใช้ยุทธวิธีในการทำให้อินเดีย
Bleed through a thousand cuts เหมือนกับที่ปากีสถานได้ทำกับอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน
และในที่สุดโซเวียตก็พ่ายแพ้
ปากีสถานใช้นักรบศักดิ์สิทธ์ของพระผู้เป็นเจ้า
หรือ “Jihad” ต่อสู้กับพวกนอกศาสนา
คือ อินเดีย โดยเปิดค่ายผู้ก่อการร้ายในเขตแคชเมียร์ของปากีสถาน ในสงครามครั้งนี้ แม้อินเดียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่อินเดียพบกับความสูญเสียมหาศาล ทหารอินเดียหลายกองพันต้องสังเวยชีวิต ส่วนปากีสถานสามารถเรียกร้องให้นานาชาติหันมาสนใจปัญหาแคชเมียร์ได้ในระดับหนึ่ง
ช่วงกลางศตวรรษที่ 20
ได้มีสัญญาณแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2
ประเทศมีวี่แววว่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
ทั้งสองประเทศต่างเปิดการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง
และได้มีการเปิดเส้นทางรถโดยสารระหว่าง 2 ฝากฝั่งแคชเมียร์ในปี 2005 ขณะที่ในปี
2006 ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟและเส้นทางการค้าหลังจากปิดมา 60
ปีตรงบริเวณรอยต่อแบ่งเขตการปกครองแคชเมียร์ของอินเดียและปากีสถาน
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายที่กรุงมุมไบในเดือนพฤศจิกายนปี
2008 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเริ่มย่ำแย่ลงอีกครั้ง อินเดียได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ 2
ฉบับไปยังปากีสถาน
เพื่อประท้วงที่ปากีสถานไม่อาจหยุดผู้ก่อการร้ายที่อาศัยอยู่ในประเทศตนได้
เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019
จากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเขตพูลวามา ซึ่งเป็นดินแดนแคชเมียร์ในส่วนที่อยู่ในการควบคุมของอินเดีย
ทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังตำรวจกึ่งทหารเสียชีวิต 46 นาย
นับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ถูปารหบุคคล
ไร้วัตถุขาดศาสนวัตถุก็ว่างเปล่าโบ๋เบ๋ เปรียบเหมือนคนไม่มีร่างกาย มีแต่วิญญาณ แต่ไม่รู้อยู่ไหน
ชาวพุทธบ้านเราบางคนบางกลุ่ม แอนตี้วัตถุ สร้างวัดสร้างโบสถ์กันทำไมใหญโตสิ้นเปลืองเปล่าๆ มันไม่ใช่ธรรมะว่า วัตถุก็ธรรมะ คงเคยได้ยินแต่ไม่ฉุกคิด วัตถุธรรม, รูปธรรม ลองคิดดูสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเลย ไม่มีศาสนวัตถุที่บ่งว่าเป็นเอกลักษณ์พุทธ คนรุ่นต่อๆมาจนถึงรุ่นเราเนี่ยจะดูพุทธจากอะไร ... วัดก็ไม่มี โบสถ์ก็ไม่มี เจดีย์ก็ไม่มี ประเพณีก็ไม่มี เราจะดูจากอะไร
สัญลักษณ์พุทธสร้างให้เกลื่อนเมืองเหมือนพม่าได้ประโยชน์ทั้งทางจิตใจ ทั้งเป็นแหล่งชื่นชมของชนต่างชาติศาสนานำเงินตราเข้าประเทศ ศาสนาอื่นๆเขาก็มีวัตถุใหญ่โตโอฬาร เคยนึกถึงประเด็นนี้ไหม
ถาวรวัตถุ สิ่งของที่มั่นคง ได้แก่ ของที่สร้างด้วยอิฐ ปูน หรือโลหะ
เช่น โบสถ์ เจดีย์
วิหาร เป็นต้น
- หลักฐานยืนยัน อิสลามวางแผนในการขยายประชากรมุสลิมในประเทศไทยและสร้างมัสยิดให้ครบทุกจังหวัดของไทยพูดในงาน อีสานขาว ปี 2559 👇
ปราสาทนครวัด กัมพูชา
นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นหมู่ปราสาทในประเทศกัมพูชาและเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยพื้นที่รวมกว่า 162.6 เฮกเตอร์ (1.6 ล้านตารางเมตร ซึ่งเท่ากับ 402
เอเคอร์)
แรกเริ่มนั้นสร้างขึ้นเป็นเทวลัยในศาสนาฮินดูเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุ
ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัดในศาสนาพุทธในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12
นครวัดสร้างขึ้นในช่วงต้นของคริสศตวรรษที่ 12
โดยพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 แห่งเมืองยโสธรปุระ
(ในปัจจุบันคือเมืองพระนคร) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเขมร
สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเทวลัยประจำรัฐและเป็นสุสานฝังพระศพ
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการนับถือในลัทธิไศวนิกายของกษัตริย์องค์ก่อนๆ
เหตุเพราะนครวัดนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระวิษณุแทนที่จะเป็นพระศิวะ
และเนื่องจากเป็นปราสาทที่ได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุดในบริเวณที่ตั้งโดยรอบ
นครวัดจึงเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่ยังคงความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง
โดยนครวัดถือจุดสูงสุดของรูปแบบการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรแบบดั้งเดิม
และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา มีการปรากฏอยู่บนธงชาติ
และได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชาที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว
-
มุมมองจากทหารไทยเชื้อสายอเมริกันที่ร่วมรบในสงครามอัฟกานิสถาน https://www.youtube.com/watch?v=3m5LbFg3X4M 👳ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนที่เป็นป...



