วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ขัดแย้งจนประกาศสงครามได้อย่างไร




Facebook


💣อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ขัดแย้งจนประกาศสงครามได้อย่างไร


รากเหง้าของสงครามระหว่างอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ต้องย้อนไปถึงยุคอาณานิคม เมื่ออังกฤษได้ลากเส้นพรมแดนที่ชื่อว่า “Durand Line” ทิ้งไว้ให้ทั้ง 2 ประเทศ

(เส้นพรมแดนมีความยาว 2,640 กิโลเมตร ยาวกว่าชายแดน-ไทยเขมร 3 เท่านิดๆ )

เส้นแบ่งนี้ไม่ได้ขีดตามภูมิศาสตร์แต่กลับลากผ่ากลางใจกลางของกลุ่มชาติพันธุ์ปาทาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในอัฟกานิสถาน ผลที่ตามมาคือชาวปาทานถูกแยกให้กลายเป็นคนละสัญชาติ

ฝั่งปากีสถานยอมรับเส้นแบ่งนี้แต่ชาวปาทานไม่เคยยอมรับและเดินข้ามไปมาหาสู่กันตลอดเวลา ส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายใช้ช่องโหว่นี้ข้ามไปกบดานอีกฝั่งได้ง่ายขึ้น

ฝ่ายปากีสถานที่ยอมรับเส้นแบ่งนี้ต้องการสร้างรั้วและบังเกอร์ป้องชายแดน ส่วนฝ่ายอัฟกานิสถานไม่ยอมทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นเรื่อยมา

นับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่กองกำลังสหรัฐฯ และนาโต้ถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังอัฟกานิสถานและปากีสถานมากถึง 75 ครั้ง

💥สาเหตุของสงครามรอบนี้

ชนวนเหตุก่อตัวจากการปะทะกันตามแนวชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ เดือนสิงหาคมปี 2025

เมื่อฝั่งอัฟกานิสถานพยายามจะสร้างป้อมยามและสิ่งปลูกสร้างใหม่ในบริเวณจุดผ่านแดนสำคัญที่ปากีสถานมองว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ขณะที่ฝั่งปากีสถานเองก็เดินหน้าล้อมรั้วลวดหนามและสร้างป้อมถาวร

การเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดนี้นำไปสู่การใช้ปืนใหญ่ยิงโต้ตอบกันอย่างหนักเป็นครั้งแรก บริเวณจุดผ่านแดนสำคัญ นำไปสู่การสั่งปิดด่านพรมแดนอย่างไม่มีกำหนด

ในพื้นที่ทับซ้อน Durand Line ตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธเบาและปืนใหญ่รวมแล้วกว่า 5 ครั้งใหญ่ โดยแต่ละครั้งเกิดจากการที่ปากีสถานพยายามจะล้อมรั้วลวดหนามเพิ่มเติม ขณะที่ฝ่ายอัฟกานิสถานพยายามเข้าขัดขวางและทำลายรั้วเหล่านั้นทิ้ง เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความตึงเครียดสะสมที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

จนความขัดแย้งครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นเช่นเดียวกับการปะทะกันครั้งก่อนๆ แต่ละฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นฝ่ายโจมตีก่อน

ฝ่ายอัฟกานิสถานกล่าวว่าได้เปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่เมื่อคืนนี้ ทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต 10 นายและยึดฐานที่มั่นได้ 13 แห่ง เพื่อตอบโต้การโจมตีเมื่อต้นสัปดาห์ ซึ่งพวกเขากล่าวอ้างว่ามีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน ขณะที่ปากีสถานแย้งว่าเป้าหมายการโจมตีเมื่อต้นสัปดาห์คือค่ายและที่ซ่อนตัวของกลุ่มติดอาวุธ

ฝั่งปากีสถานตอบโต้ด้วยความโกรธแค้น พวกเขาได้ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีทางอากาศและทิ้งระเบิดอย่างหนักหลายระลอกเข้าใส่ 3 เมืองสำคัญของอัฟกานิสถาน โดยทางรัฐบาลปากีสถานเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า Operation Ghazab Lil Haq

เป้าหมายสำคัญของฝูงบินรบปากีสถานคือเมืองยุทธศาสตร์ระดับประเทศอย่าง กรุงคาบูล ปักเตีย และกันดาฮาร์ ซึ่งทางปากีสถานอ้างว่าสามารถทำลายฐานทัพและคลังแสงสำคัญของกลุ่มติดอาวุธได้หลายแห่ง การยกระดับความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ปากีสถานออกมาอธิบายว่าพวกเขาถูกยั่วยุด้วย "การยิงข้ามพรมแดนโดยไม่มีเหตุผล" จากฝั่งอัฟกานิสถาน

จนกระทั่งในช่วงสายตามเวลาประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า "ความอดทนของพวกเราสิ้นสุดลงแล้ว" พร้อมกับประกาศสงครามกับอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ




เปิดกล้อง


Facebook


'มิรา' สาว MC เข้าพบตำรวจให้ปากคำ เผยไม่ได้โฟกัสว่ามือโอบเอวมั้ย






เกาะเวอร์จิน


💢 หากพูดถึงชื่อเกาะ Little St. James ในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ หลายคนอาจจินตนาการถึงน้ำทะเลสีครามและหาดทรายขาวละเอียด แต่สำหรับเหยื่อจำนวนมาก เกาะแห่งนี้คือ "คุกกลางทะเล" และสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ภายใต้การบงการของมหาเศรษฐีผู้ลึกลับนามว่า Jeffrey Epstein

จุดเริ่มต้นของอาณาจักรสีเทา


Jeffrey Epstein เริ่มต้นจากการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ธรรมดาๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเงินวอลล์สตรีทและกลายเป็นมหาเศรษฐีที่ไม่มีใครรู้ที่มาของความมั่งคั่งที่แน่ชัด สิ่งที่ทำให้เขาทรงอิทธิพลไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือ "คอนเนกชัน" เขามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเหล่านักการเมืองระดับโลก ราชวงศ์ ศิลปินดารา และนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล โดยมี Ghislaine Maxwell อดีตแฟนสาวและมือขวาคนสนิท เป็นผู้ช่วยบริหารจัดการ "เครือข่าย" นี้


เกาะแห่งความลับ (Pedophile Island)
บนเกาะ Little St. James หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "เกาะกามโรค" Epstein ได้สร้างอาณาจักรส่วนตัวที่มีระเบียบวินัยเข้มงวด มีเครื่องบินส่วนตัวที่ชื่อว่า "Lolita Express" คอยรับส่งแขก VIP และเด็กสาวจำนวนมากที่ถูกล่อลวงมาด้วยคำสัญญาเรื่องทุนการศึกษาหรืออนาคตในวงการบันเทิง

พยานและเหยื่อเล่าว่า ที่นี่มีการบังคับใช้แรงงานและล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อ "ปรนเปรอ" แขกผู้มีเกียรติของ Epstein ซึ่งเชื่อกันว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้เป็น "เครื่องมือแบล็กเมล" เพื่อรักษาอำนาจและอิทธิพลของเขาไว้

เอกสารลับที่ถูกเปิดโปง
หลังจากการเสียชีวิตอย่างปริศนาของ Epstein ในคุกเมื่อปี 2019 เรื่องราวที่ดูเหมือนจะจบลงกลับถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อศาลสหรัฐฯ สั่งให้เปิดเผยเอกสารคดีจำนวนมหาศาลในปี 2024 รายชื่อบุคคลสำคัญที่ปรากฏในเอกสาร (Epstein List) ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดี, เจ้าชาย, หรือมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า "ใครบ้างที่มีส่วนรู้เห็น?" และ "ทำไมความยุติธรรมถึงมาถึงช้านัก?"

บาดแผลที่ไม่มีวันหาย
แม้ Epstein จะเสียชีวิตไปแล้ว และ Maxwell ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี แต่บาดแผลของเหยื่อยังคงอยู่ เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวฉาวของคนรวย แต่มันสะท้อนถึงช่องโหว่ของกฎหมายที่ยอมให้เงินและอำนาจอยู่เหนือศีลธรรม และการต่อสู้ของผู้หญิงที่กล้าลุกขึ้นมาเปิดโปงความจริงจนพังกำแพงแห่งความเงียบลงได้


 Facebook


ธุรกิจ ด่าเรียกสติ

💥 ธุรกิจ ‘ด่าเรียกสติ’ ให้ลืมคนเก่า บริการใหม่ในจีนที่ Gen Z ถูกใจหนักมาก


ความรักน่าจะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของคนทุกเพศทุกวัย และปัญหานี้มักทำให้รำคาญใจไม่น้อย เพราะบางทีมันอาจทำให้กระวนกระวายใจจนไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวัน

ในประเทศจีน ชีวิตรัก การหาคู่ครอง การแต่งงาน เป็นเรื่องใหญ่ของชาวจีน บางครั้งความรักกลายเป็นเรื่องเครียด เพราะคนอยากจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้

ทำให้เยาวชนจีนหมกมุ่นอยู่กับความรักจนกระทบกับชีวิตประจำวัน

ผุดไอเดียธุรกิจ คนยอมจ่ายเงินเพื่อรับคำด่าเตือนสติจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ตั้งตนเป็นผู้นำ บ้างมองว่ากระแสที่กำลังเติบโตนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การประจานต่อสาธารณะ’

กระแสนี้เริ่มจากในไลฟ์สด เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งมาระบายความในใจให้คนแปลกหน้าฟัง ภูมิหลังของเธอได้รับการศึกษาอย่างดี มาจากครอบครัวร่ำรวย แต่กลับตกหลุมรักชายที่อายุมากกว่า ซ้ำยังยากจนและเขาไม่ได้รักเธอ

Taozai อินฟลูเอนเซอร์ที่ไลฟ์สตรีมมิ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มีผู้ติดตามเกือบ 2 ล้านคน ด้วยสไตล์การพูดที่ตรงไปตรงมาและดุดันทำให้คนดูถูกใจเป็นอย่างมาก เขามักตอบกลับปัญหาด้วยถ้อยคำที่เรียกว่าฟังแล้วถึงกับตาสว่าง

สำหรับคนอื่นอาจดูเหมือนเป็นการประจานต่อหน้าสาธารณชน แต่สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมากในประเทศจีนกลับชื่นชอบอย่างมาก และการถูกด่าแบบนี้ก็กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปบนโลกอินเทอร์เน็ต มีผู้คนนับพันแห่กันไปชมการถ่ายทอดสด

วิดีโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคลิปหนึ่งของ Taozai คือการบอกกับชายคนหนึ่งที่บ่นแฟนสาวของตัวเองว่าเป็นคนไม่มีความทะเยอทะยาน เขาตอบกลับชายคนนั้นไปว่า “คุณก็พอกันนั่นแหละ มีแต่แมลงวันเท่านั้นที่เกาะอยู่บนมูลสัตว์”

นอกจากนั้นยังมีคอร์สแบบเสียเงิน โดยที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์จะเสนอบริการรับตำหนิเพื่อให้ได้สติ โดยที่ผู้ติดตามต้องจ่ายเงิน 1,800 หยวน (8,000 บาท) เพื่อสมัครสมาชิกรายปี ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การไม่ต้องรอคิวเพื่อเข้าร่วมการถ่ายทอดสด และการปรึกษาแบบตัวต่อตัวผ่านข้อความ

คำว่า “love brained” หรือสมองหลงรัก เป็นแนวคิดเฉพาะในประเทศจีน เอาไว้ใช้เรียกคนที่สูญเสียเหตุผลไปเพราะลุ่มหลงในความรัก หากเป็นประเทศไทยคงใช้คำว่า “ความรักทำให้คนตาบอด”

บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ มีร้านค้าจำนวนมากเปิดจำหน่ายแพ็กเกจการให้บริการเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ผู้ซื้อสามารถเลือกแพ็กเกจต่าง ๆ เช่น จ้างโทรไปตำหนิเป็นเวลา 30 นาที คิดราคา 60 หยวน (270 บาท) ซึ่งบางร้านมียอดขายต่อเดือนถึงกว่า 3,000 รายการ

ได้รับคำรีวิว เช่น คำติเตียนของที่ปรึกษาเป็นเหมือนการปลุกให้ตื่นใน 30 นาที ช่วยให้ลืมแฟนเก่าได้อย่างหมดจด ซึ่งประหยัดกว่าการไปพบนักบำบัดมาก

เมื่อลองเทียบราคาปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับนักจิตวิทยาในเมืองชั้นนำของจีน จะมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 500 ถึง 2,000 หยวนต่อชั่วโมง (2,250 ถึง 9,000 บาท)

นักจิตวิทยาเคยอธิบายว่า เมื่อคนเราถูกครอบงำด้วยอารมณ์ด้านลบ กลไกการป้องกันทางความคิดของสมองจะทำให้ไตร่ตรองตนเองได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น การตอบสนองจากภายนอกที่รุนแรงอย่างการตำหนิ มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองได้มากกว่า

แต่ก็เป็นที่น่ากังวลว่าหากผู้ที่เรียกตัวเองว่าโค้ชด้านอารมณ์เหล่านั้นขาดคุณสมบัติและการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้บางคนเผยแพร่ทัศนคติผิด ๆ เกี่ยวกับความรักได้

ซึ่งการตำหนินั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์โรแมนติกเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการเรียน อย่างเช่นการสอนภาษาอังกฤษที่ครูใช้สไตล์การสอนแบบกลายร่างเป็นปีศาจเมื่อนักเรียนไม่ฟัง เป็นสไตล์ “รักแต่เข้มงวด” ซึ่งช่วยฟื้นฟูพลังงานและช่วยให้นักเรียนกลับมามีความมั่นใจในการเรียนอีกครั้ง

💢เศรษฐกิจอารมณ์หมื่นล้าน

หนังสือพิมพ์เหรินหมินเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีน อ้างรายงานอุตสาหกรรมที่แสดงให้เห็นว่า ตลาดเศรษฐกิจด้านอารมณ์ของประเทศ (Emotional Economy) มีมูลค่าถึง 2.3 ล้านล้านหยวน (10,300 ล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะเกิน 4.5 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2029

จากในปี 2024 ยอดขายลาบูบู้ส่งให้บริษัทป๊อปมาร์ททำรายได้สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท และในเดือนมกราคม โรงงานแห่งหนึ่งในจีนผลิตตุ๊กตาผิดรูป ทำให้ตุ๊กตาม้าอันเป็นของมงคลต้อนรับปีใหม่กลับมีใบหน้าปากคว่ำเหมือนกำลังร้องไห้

แต่ความผิดพลาดนั้นกลับสร้างความสำเร็จแบบไม่คาดคิด มันกลายเป็นไวรัลสุดฮาของชาวเน็ตจีน คนตั้งชื่อให้ว่า cry-cry horse หรือ “ม้าขี้แย” มีผู้ชมปาไปกว่า 100 ล้านวิวบน Weibo จนโรงงานต้องรีบปรับสายการผลิตชั่วข้ามคืน จากเดิมที่ใช้สายการผลิต 2 สาย เพิ่มเป็น 10 สาย

สะท้อนแนวโน้มว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตวิทยาต่อความเหนื่อยล้าทางสังคม เนื่องจากของเล่นนุ่มนิ่มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางอารมณ์สำหรับผู้บริโภคที่กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนและความกดดันในแต่ละวัน

แม้ว่าเศรษฐกิจเชิงอารมณ์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังคงได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาของแพลตฟอร์มดิจิทัลและความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่

💢เศรษฐกิจเชิงอารมณ์ Emotional Economy

เศรษฐกิจเชิงอารมณ์คือการเปลี่ยนจากการบริโภคที่เน้นประโยชน์ใช้สอยไปสู่ประสบการณ์ที่ส่งเสริมความสุขในใจ ผู้บริโภคจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่ช่วยบรรเทาความวิตกกังวล หรือสอดคล้องกับค่านิยมของพวกเขา ก้าวข้ามขีดจำกัดของราคาและฟังก์ชันการใช้งาน ใช้ความรู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

เศรษฐกิจเชิงอารมณ์ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภครุ่นใหม่ (Gen Z) ครอบคลุมสินค้าสะสม เช่น ลาบูบู้ วัฒนธรรมสินค้าที่ระลึก (guzi) เช่น เข็มกลัด ป้าย อันเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอนิเมะ เกม และนิยายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์และสร้างพื้นที่เซฟโซน รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง และประสบการณ์ส่วนบุคคล

อย่างไรก็ดี บริการที่เน้นเรื่องความรักและบริการที่ไม่เหมือนใครกำลังเติบโตอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเช่าคนรักเสมือนจริง บริการเป็นคู่สนทนาทางอารมณ์ และแม้แต่บริการด่าเรียกสติ ได้บ่งชี้ถึงความต้องการการปลดปล่อยอารมณ์อย่างเป็นระบบ





วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ประท้วงนโยบาย ทาคาอิจิ

Facebook



ลุกฮือ! ประท้วงนโยบาย “ทาคาอิจิ” ชี้เป็นอันตรายต่อประเทศ นำพาญี่ปุ่นเข้าสู่ “ความขัดแย้ง + สงคราม”

ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากออกมารวมตัวกันในกรุงโตเกียวเมื่อเย็นวานนี้ (24 ก.พ.บริเวณหน้าอาคารสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชูป้ายที่มีข้อความว่า "คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" และ "อย่าปล่อยฟาสซิสต์ออกจากกรง" พร้อมร่วมกันตะโกนคำขวัญเช่น "ไม่เอาสงคราม"

แสดงพลังจากกลุ่มประชาสังคมหลายกลุ่มที่รวมตัวเพื่อ ประท้วงการผลักดันนโยบายที่สุ่มเสี่ยงของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งรวมถึงการเร่งแก้รัฐธรรมนูญ การขยายขีดความสามารถทางทหาร และการส่งเสริมบทบาทของหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ โดยกลุ่มผู้ประท้วงสะท้อนถึงความกังวลต่อทิศทางอนาคตของประเทศ

สำนักข่าวซินหัวรายงานถึงความเห็นของ โนริโกะ คาชิกาวะ หนึ่งในผู้ประท้วง ที่กล่าวกับนักข่าวว่า เธอ "คัดค้านนโยบายของทาคาอิจิ 100%" พร้อมเตือนว่า ญี่ปุ่นกำลังถูกนำพาเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมทำสงครามอยู่ตลอดเวลา และชี้ว่าหากประเทศยังคงถูกขับเคลื่อนไปสู่ความขัดแย้ง "ในท้ายที่สุดแล้วก็จะนำมาซึ่งการทำลายตัวเอง" พร้อมแนะว่า ญี่ปุ่นควรก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ผ่านการหารือและวิถีทางการทูต มากกว่าการตรากฎหมายที่ขัดขวางการสื่อสารหรือการสร้างบรรยากาศที่แข็งกร้าวต่อภายนอก

นอกจากนี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยรายหนึ่งเผยว่า เธอรู้สึกกังวลกับการดำเนินนโยบายล่าสุดของรัฐบาล และกล่าวว่า "นโยบายเหล่านี้ดูเหมือนเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อทำสงคราม" พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลที่สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิได้ย้ำความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเรียกร้องให้มีการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างเต็มรูปแบบ การขยายการส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้าง และการเพิ่มสมรรถนะด้านข่าวกรองแห่งชาติ

ซึ่งยังไม่รวมต่อประเด็น ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นหลังจาก ทาคาอิจิ ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือไต้หวัน โดยประกาศว่าญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกองกำลังหากจีนโจมตีไต้หวัน สร้างความไม่พอใจต่อจีนอย่างมาก โดยมองว่าคำกล่าวนี้แทรกแซงกิจการภายในอย่างรุนแรงและท้าทายผลประโยชน์หลักเรื่องการรวมชาติ






วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เสือพบสิงห์

 เมีย โผล่เมนต์ เสือ ดุสิต ขอให้โชคดีกับคนของเธอ หลังก่อเรื่องกระทืบหนุ่มใหญ่เพราะหึงหวง ก่อนโพสต์ตัดพ้อ


จ่อออกหมายจับ! “เสือ ดุสิต” ปมยกพวกรุมทำร้ายชาย 55 ปี เจ็บสาหัส-โคม่า

"เสือ ดุสิต" เคลื่อนไหวแล้ว! ยอมรับผมทำเกินกว่าเหตุ เพราะความหึงหวงจนทำให้ผมขาดสติ

25 กุมภาพันธ์ 2569 : กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์หลังลูกสาวโพสต์ "ขอความเป็นธรรมให้กับพ่อหลังโดน "เสือ ดุสิต" กับลูกน้องรุมกระทืบเพราะเหตุหึงหวง โดยผลใบรับรองแพทย์ ออกมา ซี่โครงหัก 12 ซี่ เลือดคลั่งในปอดและทะลุ และม้ามเสียหาย ไตเสียหาย"

นอกจากนี้ทาง "เสือ ดุสิต" ยังพูดอีกว่า “นนทบุรี ใครก็ได้ ตำรวจกุไม่กลัวหรอก” ทางครอบครัวจึงกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม

ล่าสุด "เสือ ดุสิต" ได้ออกมาโพสต์ว่า "ยอมรับผมทำเกินกว่าเหตุ ผมพยายามติดต่อผู้เสียทุกวิถีทางเพื่อจะรับผิดชอบ ผมไปรับหมายมาเรียบร้อย ตำรวจนัดผมอีกทีวันที่9มีนา เพราะความหึงหวงจนทำให้ผมขาดสติ"

Facebook

สาว

Facebook


Facebook


Facebook


เสือดุสิต คือใคร จากเจ้าของฉายา "พระเอกในคราบนักเลง" รุมทำร้ายชายวัย 55 จนโคม่า





















สามคน






Facebook



เมีย,แฟน




มิรา vk ออกมาเปิดเผย เสือดุสิตไม่ใช่แฟน ย้ำ เป็นแค่ลูกค้าเท่านั้น












โชคดีที่ตายก่อน

 คนจ่ายหาย-คนตายเพิ่ม วิกฤตเงินฌาปนกิจ เสี่ยงล้มเป็นโดมิโน นักวิชาการเสนอมาตรการฟื้นระบบ


ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งสูง "ความตาย" ไม่ใช่แค่เรื่องของความโศกเศร้า แต่มันคือ "ค่าใช้จ่าย" ก้อนโตสำหรับคนข้างหลัง สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์จึงเป็นเสมือน ‘ตาข่ายรองรับ’ ชั้นสุดท้ายของคนตัวเล็กๆ ในสังคมไทย ทว่าวันนี้ตาข่ายที่ว่ากำลังเริ่มขาดวิ่น และเสี่ยงที่จะขาดสะบั้นลงเป็นทอดๆ

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง หลังการสั่งยุบสมาคมฯ ไปแล้ว 10 แห่ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่มันคือสัญญาณอันตรายที่อาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายทางความเชื่อมั่น ของสมาคมฯ อีกกว่า 3,800 แห่งทั่วประเทศ




อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ขัดแย้งจนประกาศสงครามได้อย่างไร

Facebook 💣อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ขัดแย้งจนประกาศสงครามได้อย่างไร รากเหง้าของสงครามระหว่างอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ต้องย้อนไปถึงยุคอาณานิคม เมื่อ...