วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

แรงจูงใจจากพระเจ้า



กะว่าจะโพส ตั้งเเต่เมื่อวาน เเต่คิดอีกทีรอดูสถาณการณ์ให้นิ้งๆ ก่อนดีกว่า
ในการก่อวินาศกรรม" ที่มีชายวัย 42 ปีที่ชื่อ แชมซัด-ดิน จับบาร์ ว่าจะมีอะไรดลจิตดลใจให้ทำเเบบนั้น เพราะถ้าดูจากประวัติก็จะพบว่า เป็นถึงทหารที่เข้าไปรบ ใน ตวอก ซึ่งเเละเเล้ว เเรงเหตุจูงใจก็เปิดเผยออกมาเเล้ว ว่ามีประเด็นทางศาสนาเป็นเเรงพลักดัน


จน จนท. เอฟบีไอ พบวัสดุทำระเบิด ของเล่นเด็ก และคัมภีร์อัลกุรอานจากบ้านของเขา โดย อัลกุรอานก็ถูกเปิดไปที่ 9.111 เเละได้รับแรงบันดาลใจจากศาสนาอิสลาม และต้องการเข้าร่วมไอซิส


9:111 แท้จริงอัลลอฮ์นั้นได้ทรงซื้อแล้วจากบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งชีวิตของพวกเขา และทรัพย์สมบัติของพวกเขา โดยพวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์เป็นการตอบแทน พวกเขาจะต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์แล้วพวกเขาก็จะค่าและถูกค่า เป็นสัญญาของพระองค์เองอย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์เตารอฮ์ อินญีล และกรุอาน และใครเล่าจะรักษาสัญญาของเขาให้ดียิ่งไปกว่าอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกท่านจงชื่นชมยินดีในการขายของพวกท่านเถิด ซึ่งพวกท่านได้ขายมันไป และนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง

คำถาม
มีอะไรที่จะ taqiya ไหม ครับ


แรงจูงใจ


วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สีลัพพตปรามาส

เป็นนิพพานในจินตนาการ




กฎกติกาแห่งความเป็นพระโสดาบันไม่มากหรอก แค่เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง ๆ ๓ ข้อแล้วล่ะ อีกข้อก็คือมีศีล ๕ บริสุทธิ์ ไม่ทำเอง ไม่ยินดีที่เห็นคนอื่นทำ และไม่สั่งให้คนอื่นไปทำ ข้อสุดท้ายก็คิดว่าเราจะต้องตายแน่ ตายแล้วเราจะไปนิพพาน

ถ้า ๕ ข้อมันมากเกินไป ก็ลดมาเหลือ ๓ ข้อ คือ ความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวบเป็นข้อเดียวคือความเคารพในคุณพระศรีรัตนตรัย มีศีลบริสุทธิ์ คิดว่าตายจะไปพระนิพพาน

ถ้า ๓ ข้อมันมากเกินไป ก็ลดลงเหลือแค่ข้อเดียว คือ การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ โดยคิดว่าเราจะรักษาศีลก็เพราะเราเคารพในคุณของพระรัตนตรัย เพื่อที่ตายแล้วจะได้ไปพระนิพพาน

Facebook



วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565

อัลลอฮฺ ไม่ใช่ชื่อของพระเจ้า



"อัลลอฮฺ" ไม่ใช่ชื่อของพระเจ้า

ขอออกตัวก่อนนะสหายว่าผมเป็นมุรตัด (อดีตแขก) และพอจะมีความรู้เรื่องนาฮู (ไวยากรณ์อาหรับ) อยู่บ้างจากที่เคยเรียนโรงเรียนแขก

คำว่า อัลลอฮฺ (الله) ที่พวกแขกถือกันว่าเป็นพระเจ้าของอิสลาม เป็นคำสามัญทั่วไปนี่แหละสหาย เกิดจากการสนธิของคำว่า "อัล" (ال) ที่แปลว่า The เข้ากับ "อิลาห์" (اله) ที่แปลว่า God เพราะฉะนั้นตามหลักไวยากรณ์อาหรับง่ายๆ แล้ว "อัลลอฮฺ" (الله) ก็คือคำว่าพระเจ้าในฟอร์มเจาะจง ซึ่งแขกเจาะจงเป็นพระเจ้าของมูฮัมหมัด อัลลอฮฺจึงไม่ใช่ชื่อของพระเจ้าแต่อย่างใด ต่างจาก "ยาห์เวห์" ที่เป็นชื่อเรียกเฉพาะของพระเจ้าแห่งอิสราเอล

หลักฐานในเรื่องนี้ คือ ชื่อของพ่อมูฮัมหมัด ที่ชื่อ "อับดุลลอฮฺ" (عبدالله) แปลว่า "บ่าวของอัลลอฮฺ" (แขกวาฮาบีถือว่าพ่อนบีเป็นชาวนรก) ซึ่งแน่นอนว่าในยุคพ่อนบีอิสลามยังไม่เกิด ชาวมุชริกีนมักกะห์ หรือชาวอาหรับเพแกนก็เรียกพระเจ้าสูงสุดว่า "อัลลอฮฺ" นี่แหละ หรือก็คือใช้คำว่า "อัลลอฮฺ" มาก่อนอิสลามซะอีก จึงไม่ควรเคลมว่ามีแค่อิสลามที่ได้สิทธิ์ใช้คำนี้

โดยชาวอาหรับเพแกนจะบูชาเทพี "อัลลาต" (اللت) คู่กันในฐานะ "เมียอัลลอฮฺ" คำว่า อัลลาต (اللت) เป็นคำเพศหญิงของคำว่า "อัลลอฮฺ" (الله) ส่วนคำว่า "อิลาฮะฮฺ" (الهة) ที่แปลว่า "เทพี" ก็เป็นคำเพศหญิงของ "อิลาฮฺ" (اله) ที่แปลว่า "เทพ" ภาษาอาหรับจะระบุเพศคำโดยถ้ามี ه จะเป็นเพศชาย ถ้ามี ت،ة จะเป็นเพศหญิง แม้อัลลอฮฺจะเป็นเพศชาย และเป็นเอกพจน์ แต่ก็เรียกตัวเองด้วยคำพหูพจน์ เช่น เรา

หลักฐานอีกอย่างคือพระนามที่สวยงาม หรือ "อัสมาอู้ลฮุสนา" (الأسماء الحسنی) แขกเรียนกันว่ามีมากมาย แต่กุรอ่านบอกเพียง 99 ชื่อ แต่ดันไม่มีคำว่า "อัลลอฮฺ" (พระเจ้าสูงสุด) หรือ "ร็อบ,رب" (พระเจ้าผู้เป็นนาย) ทั้งที่อยู่ในกุรอ่านเหมือนกัน

สรุปคืออัลลอฮฺไม่ใช่ชื่อของพระเจ้า แต่เป็นคำสามัญทั่วไป เ พราะฉะนั้น ชาฮาดะห์ของแขกควรจะแปลเป็น "ไม่มีเทพอื่นใดนอกจากพระเจ้า" มากกว่าที่จะเป็น "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ" พอแปลเป็นอัลลอฮฺ ก็ทำให้แขกเข้าใจกันว่าเป็นชื่อของพระเจ้า ทั้งที่ไม่ใช่ การเอาไบเบิลภาษาอาหรับซึ่งมีคำว่า "อัลลอฮฺ" แล้วมาบอกว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับอิสลาม จึงเป็นเรื่องที่น่าขันยิ่ง

ربي يسوع المسيح يا ابن الله ارحمني

(ร็อบบี-ยาซู-อุลมาซีหฺ-ยาบ-นัลลอฮฺ-ฮิรหัมนี)

พระเยซูผู้ช่วยให้รอด บุตรของอัลลอฮฺ ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ด้วย

- ส่วนนึงจาก Prayer Rope Anthem Arabic

ตัวอย่างการเคลม :

- ศาลมาเลเซียตัดสินให้หนังสือพิมพ์คริสเตียนไม่สามารถใช้คำว่า "อัลเลาะห์" สื่อถึงพระเจ้า


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1833733494107299&set=gm.1714222379167558&idorvanity=800582937198178


ศาลมาเลเซียห้ามนสพ.คริสเตียนใช้คำ "อัลเลาะห์" สื่อถึง "พระเจ้า" | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส




พุทธในอินโด ฯ




https://www.facebook.com/UDIA-106484445494473/photos/pcb.117364207739830/117363074406610





วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ตาลีบันห้ามได้ยินเสียงและเห็นใบหน้าของผู้หญิงในที่สาธารณะ


อัฟกานิสถาน: กฎหมายใหม่ของตาลีบันห้ามได้ยินเสียงและเห็นใบหน้าของผู้หญิงในที่สาธารณะ

กลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยพวกเขากล่าวว่ากฎหมายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อ "ส่งเสริมคุณธรรมและขจัดสิ่งเลวร้าย" นี่รวมถึงการห้ามไม่ให้ผู้หญิงพูดเสียงดังในที่สาธารณะและแสดงใบหน้าเมื่ออยู่นอกบ้าน

สหประชาชาติประณามสิ่งที่เรียกว่า "ข้อจำกัดเรื่องสิ่งเลวร้ายและคุณธรรม" และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประกาศใช้กฎหมายเหล่านี้

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติเตือนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า กฎหมายใหม่นี้แสดงให้เห็นถึง "วิสัยทัศน์ที่น่าหดหู่สำหรับอนาคตของอัฟกานิสถาน"

กฎหมายฉบับนี้ได้รับการรับรองโดยไฮบาตุลเลาะห์ อัคฮุนซาดา ผู้นำสูงสุดของกลุ่มตาลีบัน

กระทรวงคุณธรรม ซึ่งรู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ กระทรวงการส่งเสริมคุณธรรมและการป้องกันสิ่งเลวร้าย เน้นย้ำว่าไม่มีใครในประเทศที่จะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายเหล่านี้


อัฟกานิสถาน: กฎใหม่ตาลีบัน ห้ามได้ยินเสียงและเห็นใบหน้าผู้หญิงในที่สาธารณะ - BBC News ไทย


วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565

นรกบนดินในอัฟกานิสถาน

 

อัฟกานิสถาน : ฤดูหนาวและความหิวโหยกับ "วิกฤตทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลก"




https://www.bbc.com/thai/international-59204933?xtor=AL-73-%5Bpartner%5D-%5Bmicrosoft%5D-%5Blink%5D-%5Bthai%5D-%5Bbizdev%5D-%5Bisapi%5D


https://www.facebook.com/watch?v=378355834474007



 

 

BRIEF: “พวกเราสุดทนกับความเมินเฉยแล้ว” หญิงอัฟกันประท้วงเพื่อสิทธิสตรี ก่อนตาลีบันจะเข้าสลายการชุมนุม


เกือบ 1 ปีแล้วที่กลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจในประเทศอัฟกานิสถาน หลายประเด็นยังคงเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิสตรี แล้วล่าสุดก็มีรายงานว่า มีผู้หญิงหลายสิบคนออกมาเดินประท้วงเรียกร้องสิทธิ ก่อนจะถูกกลุ่มตาลีบันสลายการชุมนุม


กลุ่มผู้หญิงประมาณ 40 คนนี้ เดินขบวนที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน พลางตะโกนว่า “เงิน งาน อิสรภาพ” ขณะที่ผู้ชุมนุมบางคน ถือป้ายข้อความที่เขียนว่า “15 สิงหาคมคือวันทมิฬ (August 15 is a black day)”


การประท้วงนี้เป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิด้านการทำงาน การศึกษา และสิทธิในการส่วนร่วมทางการเมืองของพวกเธอที่ถูกริบหายไป นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับเข้ายึดกรุงคาบูลเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมปีก่อน


“ความยุติธรรม ความยุติธรรม พวกเราสุดทนกับความเมินเฉยแล้ว” – เสียงตะโกนของผู้หญิงในการชุมนุมนี้ หลายคนไม่สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าด้วย


อย่างไรก็ดี กลุ่มตาลีบันได้เข้าสลายการชุมนุม ด้วยการระดมยิงปืนขึ้นฟ้า ฉีกทึ้งป้ายชุมนุมของพวกเธอ และยึดโทรศัพท์ของผู้ประท้วง ซึ่งผู้ชุมนุมให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า วิธีการสลายการชุมนุมในคราวนี้ต่างไปจากครั้งก่อนๆ ที่กลุ่มตาลีบันไล่ทุบตีผู้ชุมนุมเพื่อสลายการประท้วง


มุนิสา มุบาริส (Munisa Mubariz) หนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุม ยังคงเรียกร้องให้ผู้หญิงที่มาร่วมกันชุมนุม เดินหน้าประท้วงต่อไป โดยเธอกล่าวว่า “ต่อให้ตาลีบันอยากจะปิดปากพวกเราเท่าไหร่ ก็เป็นไปไม่ได้ เราจะยังคงประท้วงต่อไปจากบ้านของพวกเรา”


นับตั้งแต่ที่ตาลีบันกลับมาครองอำนาจในอัฟกานิสถาน พวกเขาเคยให้คำมั่นว่าจะมอบสิทธิด้านต่างๆ ให้กับผู้หญิงมากกว่าที่เคยเป็นเมื่อปี 1996-2001 ถึงอย่างนั้น เด็กผู้หญิงหลายคนก็ถูกกีดกันออกจากการศึกษา ขณะที่ผู้หญิงอีกหลายคนก็ถูกบีบออกจากงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ รวมถึงมีการออกกฎจำกัดการเดินทางของผู้หญิงด้วย


ขณะที่ ริชาร์ด เบนเนตต์ (Richard Bennett) ผู้รายงานพิเศษของ UN ด้านสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถาน กล่าวว่านโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการแบ่งแยกเพศโดยสมบูรณ์ และมุ่งเป้าที่จะทำให้ผู้หญิง ‘ถูกมองไม่เห็น’ ในสังคมนี้


https://www.facebook.com/thematterco/photos/a.1735876059961122/3274747636073949/




https://www.facebook.com/photo/?fbid=1271934767724001&set=a.192403182343837




โองการของชัยฎอน




กุรอ่าน 53:19/20 "แล้วพวกเจ้ามิได้เห็นอัลลาต และอัลอุซซา และตัวอื่นคือตัวที่สาม, มะนาต ดอกหรือ?"


มุสลิมอ่านพบโองการนี้ในกุรอ่านปัจจุบันอาจจะสงสัยว่าชื่อของเทพเพแกนทั้ง 3 องค์นี้มาอยู่ในกุรอ่านด้วยได้อย่างไร? หลักการเตาฮีดอัลเลาะห์ต้องเป็นหนึ่งเดียวไม่มีภาคี ทำไมถึงมีชื่อเทพอื่นปรากฏอยู่ในกุรอ่านด้วย? สิ่งนี้ถูกเรียกว่า "Satanic Verses/gharanic incident" (โองการของชัยฏอนหรือเหตุการณ์แห่งนกกะเรียน) เป็นเหตุการณ์ที่ศาสดามูฮัมหมัดยอมรับ อัลลาต, อัลอุซซา และอัลมะนาต สามเทพธิดาแห่งศาสนาเพแกนของชาวกุเรซ ไว้ในการอัลกุรอานบทหนึ่ง แต่ได้ถูกแก้ไขโดยกุรอ่านในภายหลัง และมูฮัมมัดอ้างว่าเป็นคำพูดของชัยฏอนมาลวงใส่ไว้? โดยที่เรื่องราวเบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้มีอยู่ในบันทึกของมุสลิมหลายส่วนประกอบกัน อธิบายง่ายๆก็คือ


นับตั้งแต่สมัยเริ่มเผยแพร่ศาสนาอยู่มักกะฮ์ มูฮัมหมัดถูกชาวกูเรซกีดกันที่จะให้เข้าไปร่วมสวดมนต์ในกะบะด้วย เนื่องจากมูฮัมมัดมักจะพูดจาดูถูกเหยียดหยามพระเจ้าเดิมของชาวกูเรซอยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่งที่ชาวเมืองได้รวมตัวกันใกล้กะบะห์ตามปรกติมูฮัมหมัดได้เข้าไปร่วมชุมนุมด้วย และได้เผยกุรอ่านในบท 53:19/20 ขึ้นมายกย่องเทพธิดา 3 องค์เดิมของชาวกุเรซว่าเปรียบเหมือนนกกะเรียนที่เป็นผู้ส่งสารถึงพระเจ้า จึงขออ้อนวอนได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นทำให้ได้ใจพวกกูเรซเป็นอย่างมาก เพราะเข้าใจว่ามูฮัมหมัดได้หันกลับมานับถือพระเจ้าดั้งเดิมของชาวเผ่าด้วยแล้ว และในตอนนั้นนั้นทั้งมูฮัมหมัดและพวกมุชริกีน (พวกบูชารูปเคารพ) ของมักกะห์ก็ได้สุญูดเคียงข้างกันที่กะบะห์นั่นเอง


จวบจนเวลาผ่านไปและสถานการณ์เปลี่ยนอีกหลายปี มูฮัมหมัดย้ายมาเผยแพร่ศาสนาอยู่ที่มะดีนะฮ์แล้ว เขาต้องการเป็นมิตรกับยิวโดยสร้างภาพให้อิสลามเป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวเหมือนกันกับพวก "ชาวคำภีร์" อื่นๆ แต่พวกยิวกลับพบว่าในกุรอ่านมีอายะห์ที่ยกย่องถึงเทพเจ้าของกูเรซค้างคาอยู่จึงได้มาทวงถามกับมูฮัมหมัด และมูฮัมหมัดตอบไปในภายหลังว่าเหล่านั้นเป็นโองการของ "ชัยตอน" (ซาตาน) ที่ล่อลวงใส่มาในกุรอ่านด้วยครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้อัลเลาะห์ได้ทรงประทานโองการแก้ไขบทใหม่ขึ้นมาเพื่อหักล้างโองการเดิมของไปแล้ว (กุรอ่าน 22:52) แถมยังสำทับไปอีกว่าที่ปล่อยให้มีคำของชัยฏอนอยู่ในกุรอ่านด้วยทีแรกนั้น เป็นการทดสอบจิตใจของเหล่าสาวกต่างหาก (กุรอ่าน 22:53)


ถึงแม้นโองการดั้งเดิมจะหายไปแล้ว หากแต่ร่องรอยของเหตุการณ์และการแก้ไขก็ยังคงมีอยู่ในทั้งกุรอ่านทั้งหะดิษ บันทึกของอัลตาบารี, อิบนุอิสฮาก และอื่นๆ ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมูฮัมมัดเคยเอาคำลวงของชัยฏอนมารวมไว้ในกุรอ่านจริงและคงอยู่เป็นเวลากว่า 7-8 ปีกว่าที่จะยกเลิกไปในภายหลัง หากมูฮัมมัดเป็นรอซูลของอัลเลาะห์ที่แท้จริงแล้ว จะปล่อยให้ซาตานมาดลจิตใจแทรกคำสอนแปลกปลอมลงไปด้วยได้อย่างไร? (หรือก็แค่คนธรรมดาแต่งกุรอ่านไปตามสถานการณ์ แล้วโดนจับโป๊ะแตกได้เลยอ้างพระเจ้ากลบเกลื่อนเท่านั้นเอง)


กุรอ่าน 53:19/20 (เดิม) "แล้วพวกเจ้ามิได้เห็นอัลลาต และอัลอุซซา และตัวอื่นคือตัวที่สาม, มะนาต ดอกหรือ? พวกนั้นเป็นนกกะเรียนที่งามสง่าสูงส่ง และแน่นอนการขอร้องจากพวกนั้นจะได้รับผลตอบแทน”


https://www.facebook.com/CriticalQuranStudies/photos/a.3712550645428464/5770391796310995/
















 

💀ทำไมชัยฏอนชอบล่อลวงมนุษย์


 การล่อลวงของชัยฏอน 7 รูปแบบ

จากท่านอิบนุก็อยยิม รอฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า ชัยฏอนจะทำการล่อลวงลูกหลานอดัม โดยมีรูปแบบต่างๆ ต่อไปนี้

1. ทำให้เกิดการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ (ครอบคลุมถึงปฏิเสธศาสนาของพระองค์, พระลักษณะของพระองค์ และสิ่งที่ท่านร่อซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำมาประกาศ)

2. การทำบิดอะอ์ (สิ่งอุตริกรรมในทางศาสนา) โดยชัยฏอนจะทำให้ลูกหลานอดัมทำบิดอะอ์โดยคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องรวมทั้งการล่อลวงให้ทำบิดอะอ์เรื่องเล็กๆแล้วเลยเถิดกลายเป็นบิดอะอ์ขั้นรุนแรง

3. การทำบาปใหญ่ โดยชัยฏอนจะกระซิบกระซาบว่า "ไม่มีสิ่งใดที่จะทำลายเตาฮีดได้เท่ากับการทำชิริก"

4. การทำบาปเล็ก ชัยฏอนจะทำให้มนุษย์มองว่านี่เป็นแค่บาปเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง มันจะกระซิบว่า "ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่เจ้า(มนุษย์)ไม่ได้ทำบาปใหญ่" แต่ความจริงก็คือการทำบาปเล็กอย่างต่อเนื่องจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นบาปใหญ่ได้

5. การกระทำสิ่งที่อนุมัติจนมากเกินไป จุดประสงค์ของชัยฏอนคือ ต้องการให้ห่างไกลจากการทำอิบาดะห์ต่ออัลลอฮ์, ห่างไกลจากการทำสิ่งที่เป็นซุนนะห์ จนต่อมากลายเป็นละทิ้งสิ่งที่เป็นวายิบ

6.ชัยฏอนจะล่อลวงให้เราทำสิ่งที่ได้ประโยชน์(ผลบุญ)น้อยกว่าอีกการงานนึงที่เป็นประโยชน์(ผลบุญ)มากกว่า

7. เมื่อชัยฏอนทำการล่อลวง 6 รูปแบบ ข้างต้นไม่สำเร็จ มันจะพยายามหาทางที่มันสามารถทำการล่อลวงได้ทุกวิถีทาง โดยบรรดานบีต่างได้ประสบกับการล่อลวงของชัยฏอนที่มาในรูปแบบนี้ คำแนะนำคือ ให้มีความอดทน ชัยชนะและความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยความอดทน




ผู้จัดการ

      คุณจอนตอบแล้ว! หวังอะไรถึงทุ่มเทให้เนเน่ - YouTube    เจาะลึก Black Lotus ตั้งบริษัทรอล่วงหน้าก่อน ‘เนเน่ รอยัล’ จะดัง? วางระบบดัน เนเ...