หากมองจากภายนอก สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอาจถูกเข้าใจว่าเป็นหนึ่งในรัฐที่มีเอกภาพทางศาสนาสูงที่สุดในโลก รัฐธรรมนูญกำหนดให้อิสลามชีอะฮ์แบบอิหม่ามสิบสองเป็นศาสนาประจำชาติ โครงสร้างอำนาจรัฐผูกโยงกับนักนิติศาสตร์ศาสนาอย่างเป็นระบบ และการละทิ้งศาสนาอิสลามยังคงถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างที่ดูเข้มแข็งดังกล่าว กลับปรากฏกระแสการเปลี่ยนศาสนาอย่างเงียบๆ แต่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหันเข้าสู่คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวอิหร่านจำนวนมากในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา
หลังการปฏิวัติอิสลามปี ค.ศ. 1979 จำนวนคริสเตียนในอิหร่านโดยเฉพาะผู้ที่เปลี่ยนจากอิสลาม ถูกประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำมาก หลักร้อยถึงหลักพันต้นๆ เท่านั้น แต่รายงานจากองค์กรด้านศาสนาและสิทธิมนุษยชนในช่วงสองทศวรรษหลังกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ตัวเลขประมาณการในปัจจุบันชี้ว่า มีชาวอิหร่านที่นับถือคริสต์ศาสนาแล้วตั้งแต่หลายแสนไปจนถึงระดับหลักล้าน แม้จะไม่มีสถิติทางการจากรัฐ แต่แนวโน้มโดยรวมกลับไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าสนใจ
ปรากฏการณ์นี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลเชิงศาสนาเพียงอย่างเดียว หากพิจารณาในเชิงสังคมวิทยา การเติบโตของคริสต์ศาสนาในอิหร่านมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับความผิดหวังสะสมต่อระบบรัฐอิสลาม การผูกขาดศีลธรรมโดยรัฐ และการใช้อำนาจศาสนาเป็นเครื่องมือควบคุมชีวิตส่วนบุคคล เมื่อศาสนาถูกทำให้กลายเป็นกลไกบังคับมากกว่าพื้นที่ของความหมายและจริยธรรม ผลที่ตามมาคือการสึกกร่อนของศรัทธา ไม่ใช่การเข้มแข็งของมัน
ในบริบทเช่นนี้ การเปลี่ยนศาสนาจึงไม่ใช่เพียงการ “หาพระเจ้าองค์ใหม่” แต่เป็นการปฏิเสธโครงสร้างอำนาจเดิมไปพร้อมกัน การหันไปสู่คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวอิหร่านจำนวนมากจึงมีลักษณะเป็นการแสวงหาพื้นที่ภายใน พื้นที่ที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ ไม่ต้องผ่านนักการศาสนา และไม่ต้องอาศัยพิธีกรรมที่ถูกตรวจสอบโดยอำนาจทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนศาสนาในอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเปิดเผย ผู้ที่หันมานับถือคริสต์โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์อย่างอาร์มีเนียนหรือแอสซีเรียต้องเผชิญความเสี่ยงสูง ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การจับกุม ไปจนถึงโทษจำคุกในข้อหา “โฆษณาชวนเชื่อ” หรือ “บ่อนทำลายศาสนาอิสลาม”³ ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ คริสต์ศาสนาในอิหร่านจึงเติบโตในรูปแบบที่แตกต่างจากบริบทตะวันตกอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเติบโตผ่านเครือข่ายลับแบบเผชิญหน้ารายบุคคล กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ในบ้าน และการใช้สื่อดิจิทัล
ที่น่าสนใจคือ การไม่มีอาคารคริสตจักรอย่างเป็นทางการกลับไม่ได้ขัดขวางการขยายตัวของศาสนา หากแต่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้เครือข่ายเติบโตในแนวราบ ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวช่วยลดการพึ่งพาโครงสร้างสถาบัน ทำให้การถ่ายทอดความเชื่อดำเนินไปในลักษณะของ “ชุมชนความหมาย” มากกว่าการเป็นสมาชิกองค์กรศาสนา ความยืดหยุ่นเช่นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านขบวนการศาสนาใหม่ที่พบว่า ในบริบทการกดขี่ กลุ่มศาสนามักปรับตัวสู่รูปแบบเครือข่ายเพื่อความอยู่รอดและการแพร่ขยาย
นอกจากนี้ การเติบโตของคริสต์ศาสนาในอิหร่านยังไม่หยุดอยู่เพียงภายในพรมแดนประเทศ ภาษาเปอร์เซียและเครือข่ายผู้อพยพทำให้แนวโน้มดังกล่าวเชื่อมโยงไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น อัฟกานิสถานและทาจิกิสถาน แม้ข้อมูลเชิงปริมาณยังมีจำกัด แต่ในเชิงคุณภาพ มีหลักฐานว่าการสื่อสารทางศาสนาแบบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะผ่านสื่อออนไลน์ กำลังขยายอิทธิพลของขบวนการนี้ออกไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียด จะพบว่าข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้มากที่สุดคือ อิหร่านเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เด่นชัดที่สุดของการเปลี่ยนศาสนาในบริบทของรัฐศาสนา ไม่ใช่เพราะเสรีภาพ แต่เพราะการขาดเสรีภาพต่างหาก
กล่าวโดยสรุป การเติบโตของคริสต์ศาสนาในอิหร่านไม่ใช่ปาฏิหาริย์ทางศาสนา หากแต่เป็นผลลัพธ์เชิงโครงสร้างของการเมือง อำนาจ และความหมาย เมื่อศาสนาถูกทำให้เป็นเครื่องมือของรัฐ มันย่อมเปิดพื้นที่ให้การแสวงหาความศรัทธาในรูปแบบอื่นเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในกรณีของอิหร่าน ปรากฏการณ์นี้กำลังเผยให้เห็นความย้อนแย้งพื้นฐานของรัฐศาสนาอย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือ ยิ่งรัฐพยายามบังคับให้คนศรัทธาเท่าใด ศรัทธาก็ยิ่งหลุดออกจากมือรัฐมากเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น