วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บนฐานแห่งมัชเฌนธรรมเทศนา วางปฏิบัติการที่เป็นมัชฌิมา

มัชฌิมาปฏิปทา คือ การดำเนินชีวิตสายกลางอย่างถูกต้องพอดีสอดคล้องกับความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ที่จะให้การปฏิบัติจัดดำเนินการต่างๆ ของมนุษย์ เกิดผลดีที่พึงมุ่งหมายได้สูงสุดเต็มสภาวะของธรรมชาติ โดยไม่กลายเป็นสุดโต่งที่พลาดไป ทั้งทางตึงเครียดบีบคั้นตัว และทางย่อหย่อนมุ่งแต่เอามาบำเรอตัว


บนฐานแห่งมัชเฌนธรรมเทศนา วางปฏิบัติการที่เป็นมัชฌิมา

ดังได้เล่าแล้วเมื่อเริ่มภาคแรกว่า ภายใต้ร่มมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว หลังจากเสวยวิมุตติสุข ๑ สัปดาห์ ได้เสด็จออกจากสมาธิ แล้วทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทที่ได้ตรัสรู้นั้น ตลอดเวลา ๓ ยามแห่งราตรี

ต่อมา เมื่อสิ้นระยะเสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาห์แล้ว เมื่อปรารภการที่จะทรงประกาศธรรมสั่งสอนประชาชนต่อไป ทรงพระดำริว่า

ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นของลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก... ฐานะนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคืออิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท; แม้ฐานะนี้ก็เห็นได้ยาก กล่าวคือ...นิพพาน (ดู วินย.๕/๑-๗/๑-๘)

เมื่อทรงพระดำริดังนี้แล้ว ก็น้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่เสด็จไปสั่งสอนธรรม แต่หลังจากนั้น ทรงมองเห็นว่า ในหมู่สัตว์คือประชาชนเหล่านั้น พวกที่ในดวงตามีธุลีน้อย ก็มีอยู่ คนพวกนี้จะเข้าใจได้ ถ้าไม่ได้สดับธรรมก็จะเสื่อมเสียประโยชน์ไป และทรงมองดูหมู่สัตว์คือมวลมนุษย์ซึ่งมีอินทรีย์อ่อนแก่ต่างๆ กัน เหมือนในกอบัวซึ่งมีดอกบัวในระยะต่างๆ บางส่วนขึ้นพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ ก็จะบานในวันนี้ บางส่วนอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันพรุ่งนี้ ส่วนดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำ ก็จักบานในวันต่อๆ ไป (พระพุทธเจ้าตรัสบัวไว้ ๓ เหล่านี้ แต่ในอรรถกถามีเหล่าที่ ๔ เพิ่มเข้ามา คือดอกบัวจมอยู่ใต้น้ำที่กลายเป็นภักษาของปลา และเต่า)

จากนั้นพุทธกิจในการประกาศธรรมก็เริ่มต้น โดยทรงพิจารณาว่าจะทรงแสดงธรรมแก่ใครเป็นปฐม แล้วก็เสด็จไปยังอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา คือเทศน์ครั้งแรก ที่มีชื่อว่า ธัมมจักกัปวัตตนสูตร เรียกกันง่ายๆ ว่า พระธรรมจักร แก่พระเบญจวัคคีย์

ในการเทศน์ครั้งแรกนั้น ทรงเริ่มด้วยการให้พระเบญจวัคคีย์รู้จักแยกวิถีใหม่ของพระพุทธศาสนา เรียกว่าทางสายกลาง คือมัชฌิมาปฏิปทา ออกจากวิถีสุดโต่ง ๒ ฝ่ายที่แพร่หลายอยู่และพระเบญจวัคคีย์ก็ได้คุ้นมากับตัวแล้วในเวลานั้น คือ การหมกมุ่นสยบอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) กับการทรมานบีบคั้นตัวเองให้ยากลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) เมื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นพอให้มองเห็นวิถีมัชฌิมาอย่างใหม่แล้ว ก็ทรงแสดงเนื้อตัวของพุทธธรรม คืออริยสัจ ๔

ปฐมเทศนา ประกาศพระธรรมจักรนี้ ทำให้พระเบญจวัคคีย์ ซึ่งล้วนเป็นพราหมณ์มาเก่าก่อน และออกบวชเป็นฤๅษีดาบสมาจนแก่ ล้วนช่ำชองในวิถีของสังคมและลัทธิต่างๆ ของยุคสมัย เมื่อฟังธรรมแล้ว ก็ได้ความรู้และเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยเฉพาะหัวหน้าคือท่านโกณฑัญญะได้ ดวงตาเห็นธรรม ขอบวชเป็นปฐมสาวก เป็นเหตุการณ์แห่งความเปลี่ยนแปลงและแปลกใหม่ทางปัญญาความรู้ความคิดครั้งยิ่งใหญ่ ที่ถึงขั้นเป็นแผ่นดินไหว

ในปฐมเทศนานี้ ไม่ปรากฏคำว่าอิทัปปัจจตา ปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการ ไม่มีคำว่าปัจจยักขัย หรือนิพพาน ที่ตรัสเมื่ออยู่กับพระองค์เองว่าเป็นธรรมที่ตรัสรู้ แต่มีคำใหม่ว่าอริยสัจ ๔ ซึ่งไม่ได้ตรัสถึงมาก่อนนั้น แต่ตรัสให้พระเบญจวัคคีย์รู้ในคราวนั้นว่าเป็นธรรมที่พระองค์ตรัสรู้

แล้วก็จะสังเกตได้ด้วยว่า อริยสัจ ๔ ที่ตรัสในปฐมเทศนานี้ ไม่มีรายละเอียดมากอย่างที่ตรัสในหลายโอกาสหลังจากนี้ เช่นว่า อริยสัจข้อที่ ๒ ก็ตรัสแค่ว่าตัณหา เป็นทุกขสมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๓ ก็ตรัสแค่ว่า ความดับไปของตัณหา เป็นทุกขนิโรธ คือความดับไปแห่งทุกข์ (ปฐมเทศนา ธัมมจักกัปวัตตนสูตร, วินย. ๔/๑๓/๑๗; สํ.ม. ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘)

แต่ต่อมา ในบางโอกาส ได้ตรัสหลักอริยสัจ โดยแสดงรายละเอียดด้วยการนำปฏิจจสมุปบาท มาอธิบายอริยสัจ ให้เห็นกระบวนปัจจยาการของทุกข์ตลอดสาย คือใน อริยสัจข้อที่ ๒ ก็เริ่มตั้งแต่ “อวิชฺชาปจฺจยา...” ว่า อวิชชาเป็นปัจจัย เรื่อยมาตลอดสายจนเกิดเป็นความทุกข์ มิใช่ตรัสแค่ท่อนกลางว่า ตัณหาเป็นทุกขสมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ และในอริยสัจข้อที่ ๓ ก็ตรัสมาตั้งแต่ “อวิชฺชาย...นิโรธา” ว่าดับอวิชชาได้เรื่อยมาตลอดกระบวนจนทุกข์ดับหายไป มิใช่ตรัสแค่ท่อนกลางว่า ความดับไปของตัณหา เป็นทุกขนิโรธ คือความดับไปแห่งทุกข์ บางครั้งก็ตรัสให้เห็นว่า การปฏิบัติมรรค (ข้อ ๔ ในอริยสัจ) เป็นทางนำไปสู่การรู้ เข้าใจปัจจยาการ (สํ.นิ. ๑๖/๒๕๒/๑๒๘) แต่ที่ตรัสอธิบายโยงอริยสัจกับปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ ตามปกติพบแต่ที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย นี่คือตรัสแก่ผู้มีพื้นความรู้เข้าใจธรรมมาพอสมควรแล้ว

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกไปแสดงธรรมในถิ่นแดนต่างๆ บางทีก็ได้ทรงพบกับบุคคลใหม่ๆ อย่างเช่น พราหมณ์ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ว่าเป็นใคร มีคำสั่งสอนเป็นอย่างไร เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวและคำสอนพอให้เขารู้จักพระองค์ให้ถูกต้อง จึงมีหลายครั้งหลายโอกาสที่ได้ตรัสเล่าเรื่องการตรัสรู้และคำสอนของพระองค์ ที่จะให้บุคคลเหล่านี้เข้าใจได้ เช่นอย่างที่ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์ และแก่โพธิราชกุมาร ในโอกาสอย่างนี้ มักได้พบแต่ที่ตรัสว่า ใน ๓ ยามของราตรีที่ตรัสรู้นั้น ทรงบรรลุวิชชา ๓ ในแต่ละยามตามลำดับ โดยที่อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ในยามสุดท้ายนั้นแหละเป็นการตรัสรู้ และญาณความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ก็คือ รู้อริยสัจ ๔

ที่ว่านี้ก็คือ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่า พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยไม่ตรัสถึงปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการเลย แต่ก็ตรัสกำกับคุมท้ายว่า “ขจัดอวิชชาแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว”

ตามที่ได้พูดมายืดยาวนี้ ก็เพื่อสรุปง่ายๆ ว่า ปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ และไตรลักษณ์เป็นกฏธรรมชาติ คือความจริงที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องขึ้นต่อมัน ต้องเป็นไปตามความจริงของมัน และพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสรู้ ทรงค้นพบกฎธรรมชาติทั้งสองนี้

เมื่อตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาปรารถนาดีจะทรงนำมาตรัสเล่าบอกกล่าวให้มนุษย์รู้ เข้าใจ จะได้เอาความรู้นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตแก่สังคมและแก่โลกทั้งหมด แต่กฎธรรมชาติที่ว่านั้น เป็นเรื่องแสนยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ จึงตกลงพระทัยจะไม่สอน

แต่แล้วทรงมองอีกครั้งหนึ่งในแง่ว่า ในหมู่คนที่แตกต่างกันนี้ มีบางส่วนที่มีอินทรีย์แก่กล้า เมื่อได้ฟังจะรู้เข้าใจ ส่วนคนอื่นๆ ผู้สอนต้องใช้วิธีสอนยักเยื้องไปในการที่จะช่วยให้เขาค่อยๆ รู้เข้าใจตามๆ ต่อๆ กันไป

ในที่สุด พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปประกาศธรรม คือตรัสบอกเล่าสอนความจริงที่ได้ตรัสรู้นั้น แต่ปรากฏว่า โดยทั่วไป มิได้ทรงสอนกฎธรรมชาตินั้นเต็มหลักตามสภาวะของมันโดยตรง แต่ได้ทรงนำความจริงของปฏิจจสมุปบาท/ปัจจยาการมาประยุกต์สั่งสอนในรูปลักษณ์หรือระบบการนำเสนอที่ทรงเรียกชื่อว่า อริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ ก็คือหลักความจริงตามกฎธรรมชาติแห่งปัจจยาการ ที่พระพุทธเจ้าทรงประยุกต์นำมาสั่งสอนในรูปลักษณ์ที่จะสื่อสารสู่ปฏิบัติการเพื่อการใช้ประโยชน์ของประชาชนในโลกแห่งสมมติ (ที่มีการบัญญัติจัดตั้งเป็นบุคคล เป็นสถาบัน เป็นต้น)

กฎแห่งปัจจยาการในที่นี้ มีความหมายโยงไปถึงและครอบคลุมกฎแห่งไตรลักษณ์ด้วย และไตรลักษณ์นั้นมนุษย์ทั่วไปพอจะเข้าถึงในการสื่อสารสามัญได้ในระดับหนึ่ง ดังที่ปรากฏในคำสอนทั่วไปไม่น้อย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น