ประชากร ๘๒ ล้านคน ปกครองด้วยระบอบเทวาธิปไตย (การเมืองกึ่งหนึ่ง ผู้นำทางศาสนากึ่งหนึ่ง มีผู้นำทางศาสนาเป็นใหญ่)
ฝ่ายไหนรับช่วงต่อ
- มาแล้วคนหนึ่ง แต่จะถึงฝั่งไหม ? รอดู
- โต-ตาล พูดถึงพระเจ้า
ทำอย่างไรให้ไม่ลืมอัลลอฮ
ยามที่ เราเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางความมืด หรือเห็นแสงอาทิตย์ค่อย ๆ ทอแสงในยามเช้า
ธรรมชาติกำลังกระซิบบอกบางอย่างกับหัวใจของเรา ว่าโลกใบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ความหมาย
ทุกสิ่งล้วนเป็นสัญญาณ (อายะฮ์) ที่ชี้ไปยังผู้ทรงสร้าง
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์อาลี่ อิมรอน อายาะห์ที่ 190-191 อัลลอฮ์ตรัสว่า
”แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณ สำหรับผู้มีปัญญา
คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ ทั้งในสภาพยืน และนั่ง และในสภาพที่นอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากันในการสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน (โดยกล่าวว่า) โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้สาระ มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน โปรดทรงคุ้มครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด“
กล่าวคือ ในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการสลับของกลางคืนและกลางวันนั้น เป็นสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา ธรรมชาติจึงไม่ใช่เพียงภาพสวยงาม แต่คือบทเรียนที่มีชีวิต
แล้วเราจะทำอย่างไรให้ไม่ลืมอัลลอฮ์ผ่านสิ่งที่เห็น?
1. ฝึกมองด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่สายตา
เมื่อเห็นดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่คำว่า สวย แต่ให้ถามตัวเองว่า ใครทำให้มันโคจรอย่างแม่นยำโดยไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียว
2. เปลี่ยนความประทับใจเป็นซิกรฺ (การรำลึก)
เมื่อเห็นภูเขา ต้นไม้ หรือสายฝน ลองกล่าวเบา ๆ ว่า “ซุบฮานัลลอฮ์” (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์) ให้ธรรมชาติพาเรากลับสู่การรำลึกถึงพระองค์
3. เชื่อมโยงทุกเหตุการณ์กับการขอบคุณ
ลมเย็นที่พัดผ่าน น้ำที่ดื่มแล้วชื่นใจ หรืออาหารที่อิ่มท้อง ล้วนคือความเมตตา การกล่าว “อัลฮัมดุลิลลาฮ์” ทำให้หัวใจไม่แข็งกระด้าง
4. ใช้ความเงียบเป็นช่วงเวลาพบพระองค์
บางครั้งเสียงของโลกทำให้เราหลงลืม แต่ความเงียบใต้แสงจันทร์ หรือในยามรุ่งอรุณ คือช่วงเวลาที่หัวใจใกล้อัลลอฮ์ที่สุด
ธรรมชาติไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของมัน ดวงอาทิตย์ยังขึ้น ดวงจันทร์ยังโคจร ลมยังพัด ใบไม้ยังไหว คำถามคือ…หัวใจเรายังรำลึกอยู่หรือไม่
หากเราเรียนรู้ที่จะมองทุกสิ่งเป็น “สัญญาณ” มากกว่า “สิ่งของ” เราจะพบว่า แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่พระองค์ทรงให้ร่องรอยของพระองค์ปรากฏอยู่รอบตัวเราเสมอ
ยามที่ เราเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางความมืด หรือเห็นแสงอาทิตย์ค่อย ๆ ทอแสงในยามเช้า
ธรรมชาติกำลังกระซิบบอกบางอย่างกับหัวใจของเรา ว่าโลกใบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ความหมาย
ทุกสิ่งล้วนเป็นสัญญาณ (อายะฮ์) ที่ชี้ไปยังผู้ทรงสร้าง
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์อาลี่ อิมรอน อายาะห์ที่ 190-191 อัลลอฮ์ตรัสว่า
”แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณ สำหรับผู้มีปัญญา
คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ ทั้งในสภาพยืน และนั่ง และในสภาพที่นอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากันในการสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน (โดยกล่าวว่า) โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้สาระ มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน โปรดทรงคุ้มครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด“
กล่าวคือ ในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการสลับของกลางคืนและกลางวันนั้น เป็นสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา ธรรมชาติจึงไม่ใช่เพียงภาพสวยงาม แต่คือบทเรียนที่มีชีวิต
แล้วเราจะทำอย่างไรให้ไม่ลืมอัลลอฮ์ผ่านสิ่งที่เห็น?
1. ฝึกมองด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่สายตา
เมื่อเห็นดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่คำว่า สวย แต่ให้ถามตัวเองว่า ใครทำให้มันโคจรอย่างแม่นยำโดยไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียว
2. เปลี่ยนความประทับใจเป็นซิกรฺ (การรำลึก)
เมื่อเห็นภูเขา ต้นไม้ หรือสายฝน ลองกล่าวเบา ๆ ว่า “ซุบฮานัลลอฮ์” (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์) ให้ธรรมชาติพาเรากลับสู่การรำลึกถึงพระองค์
3. เชื่อมโยงทุกเหตุการณ์กับการขอบคุณ
ลมเย็นที่พัดผ่าน น้ำที่ดื่มแล้วชื่นใจ หรืออาหารที่อิ่มท้อง ล้วนคือความเมตตา การกล่าว “อัลฮัมดุลิลลาฮ์” ทำให้หัวใจไม่แข็งกระด้าง
4. ใช้ความเงียบเป็นช่วงเวลาพบพระองค์
บางครั้งเสียงของโลกทำให้เราหลงลืม แต่ความเงียบใต้แสงจันทร์ หรือในยามรุ่งอรุณ คือช่วงเวลาที่หัวใจใกล้อัลลอฮ์ที่สุด
ธรรมชาติไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของมัน ดวงอาทิตย์ยังขึ้น ดวงจันทร์ยังโคจร ลมยังพัด ใบไม้ยังไหว คำถามคือ…หัวใจเรายังรำลึกอยู่หรือไม่
หากเราเรียนรู้ที่จะมองทุกสิ่งเป็น “สัญญาณ” มากกว่า “สิ่งของ” เราจะพบว่า แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่พระองค์ทรงให้ร่องรอยของพระองค์ปรากฏอยู่รอบตัวเราเสมอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น