วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

"ทาง" ชารีอะห์

 


กษัตริย์ของมาเลเซียที่บังคับให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาอิสลาม - Pantip


บุคคลในหัวข้อของเจ้าของกระทู้ยกมานั้น เป็นสุลต่านแห่งรัฐมะละกา

 

ส่วนประเทศมาเลเซียเพิ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งได้รวมเอาดินแดนของรัฐทางเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยามเข้าไปด้วย แต่ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเขามักจะนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐสุลต่านมะละกา

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่ มุสลิม มีอำนาจทางการเมือง การญิฮาด ก็จะตามมา

 

เมื่อ "รัฐสุลต่าน" เกิดขึ้น ณ ที่ใด สุลต่านองค์นั้น ย่อมบังคับใช้กฎหมายชาริอะห์ในการปกครองดินแดนของตนเอง ผู้อยู่ใต้การปกครองที่ไม่นับถือศาสนาอิสลาม หรือ กาเฟร นั้น ถือว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมายชาริอะห์ ย่อมถูกลงโทษ ตามกฎหมายชาริอะห์

 

อิสลามที่เข้ามาให้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็น นิกายสุหนี่ มัซฮับ ซาฟีอี มาจากอินเดียตอนใต้ ซึ่งให้ผู้ปกครองมุสลิม สามารถทำ ญิฮาด กับผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามได้เลย

 

สามารถนำเอาอัลกรุอ่าน ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ มาบังคับใช้ได้ทันที เพราะเป็นผู้ได้รับชัยชนะทางการทหารและกุมอำนาจทางการเมืองแล้ว กาเฟรผู้อยู่ใต้การปกครอง จึงมีทางเลือกแค่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม อพยพหนีไปอยู่ที่อื่น หรือ ตาย เท่านั้น

 

ดินแดนแห่งใดก็ตาม เมื่อกลายเป็น รัฐสุลต่าน ซึ่งปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์ ก็จะเกิดการบังคับให้นับถือศาสนาอิสลามตามมา

 

ตามประวัติศาสตร์ อิสลาม เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพ่อค้ามุสลิม มีการสร้างชุมชน และ หมู่บ้าน ตามชายฝั่งทะเลตามเส้นทางการค้า และทำการค้าขายกับโลกมุสลิมที่รุ่งเรืองทางฟากตะวันตก จนสามารถสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ  พร้อม ๆ กับการเพิ่มประชากรมุสลิม และสามารถยึดอำนาจทางการเมือง และการทหาร ในดินแดนแห่งนั้นได้ จนกระทั่งสามารถตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง เป็น สูลต่าน ได้ในที่สุด

 

บางครั้ง ราชา หรือ ผู้นำ ในดินแดนแห่งนั้นต้องการค้าขายกับโลกมุสลิม ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เปลี่ยนการปกครองดินแดนของตนเองเป็น "รัฐสุลต่าน" แล้วปกครองด้วยกฎหมายชาริอะห์ ซึ่งก็มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามกับคนผู้อยู่ภายใต้ปกครองตนเอง จนจำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามด้วย

 

การบังคับคนท้องถิ่นให้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เกิดขึ้นที่เกาะสุมาตรา ตอนบน ซึ่งตอนแรกพ่อค้ามุสลิมใช้เป็นที่จอดพักเรือค้าขาย แต่งงานกับหญิงท้องถิ่น และอำนาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความมั่งคั่ง กระทั่ง ราชาหรือผู้นำ ในดินแดนแห่งนี้ได้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นอิสลาม และตั้งรัฐสุลต่านแห่งแรกปกครองดินแดนแห่งนี้ในคริสศตวรรษที่ 13 เรียกชื่อว่า รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai  ปัจจุบันคือ จังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ไม่ว่าเศษฐกิจและการเมืองของรัฐสุลต่าน Samudera - Pasai ขึ้นอยู่กับต่างชาติที่เป็นมุสลิมทั้งสิ้น

 

กฎหมายชาริอะห์ มัซฮับ ซาฟิอี ที่บังคับใช้ในอินเดีย และถูกถ่ายทอดมายัง รัฐสุลต่าน Samudera - Pasai บังคับให้คนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม เมื่อถูกต่อต้าน มุสลิมก็สามารถทำสงครามศาสนา หรือ ญิฮาด ได้ตามอัลกรุอ่าน ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮฺ ดังนั้นเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 มุสลิมก็สามารถควบคุมดินแดนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราไว้ได้

 

ปรเมศวร ที่ต่อมาเป็น สุลต่านองค์แรกของรัฐสุลต่านแห่งมะละกา ซึ่งก่อตั้งในต้นศตวรรษที่ 15 ก็แต่งงานกับหญิงมุสลิมลูกครึ่งอาหรับ จากรัฐสุลต่าน Samudera - Pasai นี่เอง

 

มะละกา ในขณะนั้นเป็นเมืองท่าที่ทำการค้ากับอินเดียที่เป็นมุสลิม และมีทหารที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ทหารมุสลิมเหล่านี้เองเป็นผู้เสนอให้ ปรเมศวร แต่งงานกับหญิงมุสลิม เพื่อให้เขาได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทหารมุสลิม และ มีเครือข่ายการค้าขายกับมุสลิม ทำให้ ปรเมศวร เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ทาง" ชารีอะห์

  กษัตริย์ของมาเลเซียที่บังคับให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาอิสลาม - Pantip บุคคลในหัวข้อของเจ้าของกระทู้ยกมานั้น เป็น สุลต่านแห่งรัฐมะละกา   ...