วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565

มัลดิฟส์ อดีตเมืองพุทธ



มัลดิฟส์ อดีตเมืองพุทธ

รัฐธรรมนูญบังคับให้ประชากรทุกคนต้องนับถืออิสลาม และใครที่ละทิ้งอิสลามจะต้องถูกถอนสัญชาติ 




ครั้งหนึ่งพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองและเป็นศาสนาหลักของหมู่เกาะมัลดิฟส์ ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงพุทธศักราช 1700 กษัตริย์พุทธองค์สุดท้ายก็ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนสถานะไปเป็นสุลต่าน

ตำนานที่บันทึกไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของมัลดิฟส์กล่าวไว้ว่า มีปีศาจทะเลตนหนึ่งชื่อ "รานนามาอารี" จะโผล่ออกมาจากท้องทะเลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อมารับเครื่องบูชายัญซึ่งเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ โดยหญิงสาวจะต้องจับฉลากเพื่อเลือกว่าใครจะถูกบูชายัญเป็นรายต่อไป ซึ่งเมื่อตกดึกจะต้องไปนั่งรอในวิหารเพื่อรอรับการบูชายัญ โดยหากเดือนใดชาวเกาะไม่เตรียมเครื่องเซ่นไว้ให้ ปีศาจได้ขู่ว่าจะทำลายทั้งหมู่บ้านให้พังพินาศ

จนมีนักการศาสนาอิสลามรายหนึ่งชื่อ ยูซุฟ ซัมซูดิน อัล เทอเบรซี ได้เข้าไปพบครอบครัวของหญิงสาวซึ่งจะถูกบูชายัญเป็นรายถัดไป เขาได้อาสาปลอมตัวเป็นหญิงสาวผู้นั้นแทน แล้วได้ไปนั่งรอในวิหาร โดยได้สวดกุรอานตลอดทั้งคืน ทำให้ปีศาจไม่สามารถเข้ามาในวิหารได้ จนเช้าชาวบ้านพบว่า ยูซุฟยังคงปลอดภัย และยังคงนั่งสวดกุรอานอยู่
ยูซุฟได้บอกกับชาวบ้านว่า ที่เขาปลอดภัยเป็นเพราะอำนาจของบทสวดในกุรอาน เขาได้ขอให้กษัตริย์หันมานับถืออิสลาม เพื่อให้ทั้งเกาะปลอดภัยจากการรบกวนของปีศาจทะเล กษัตริย์ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำด้วยการเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม และมีบัญชาให้ชาวเกาะทั้งหมดหันไปนับถือตามพระองค์

รัฐธรรมนูญของมัลดิฟส์บังคับให้ประชากรทุกคนต้องนับถืออิสลาม และใครที่ละทิ้งอิสลามจะต้องถูกถอนสัญชาติ


 



  ศาสนาพุทธในประเทศมัลดีฟส์ เคยเป็นศาสนาที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และไม่ปรากฏที่มาว่าเหตุใดศาสนาพุทธจึงประดิษฐานในดินแดนแห่งนี้ แต่หลังการเข้ามาของศาสนาอิสลามผ่านนักเดินทางผู้เผยแผ่ศาสนา กษัตริย์มัลดีฟส์ทรงเปลี่ยนศาสนา ศาสนาพุทธจึงสูญไปจากมัลดีฟส์ หลงเหลือเพียงโบราณสถานและโบราณวัตถุที่แสดงอิทธิพลของพุทธในอดีต





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง ๑๔ ข้อ

  เปิด ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับเปอร์เซีย