วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เอาการฝึกจากข้างนอกเข้าไปขับเคลื่อนกระบวนชีวิตข้างใน

พัฒนามรรคาชีวิต ด้วยการศึกษาที่สอดคล้อง


- เอาการฝึกจากข้างนอกเข้าไปขับเคลื่อนกระบวนชีวิตข้างใน


ได้บอกแล้วว่าต้องรู้หลักกิจในอริยสัจ และปฏิบัติต่ออริยสัจแต่ละอย่างนั้นๆ ให้ถูกต้อง ทุกข์บอกว่าต้องจับให้ได้ว่าเป็นทุกข์อะไรอย่างไร สมุทัยบอกว่าต้องทำให้หมดเหตุสิ้นปัจจัย นิโรธบอกว่าต้องทำให้สำเร็จโดยหักปัจจัยให้ได้ แล้วมรรคก็ปฏิบัติตั้งแต่วินิจฉัยจับทุกข์ให้ได้ และเมื่อรู้เหตุปัจจัยของมัน รู้จุดที่ต้องแก้ไขแล้ว ก็ลงมือทำให้สำเร็จผลไปตามนั้น

ท่านเปรียบไว้เหมือนแพทย์จะบำบัดโรครักษาคน เริ่มต้นต้องวินิจฉัยจับให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร แล้วสืบค้นให้ได้ว่าเชื้อหรือตัวการก่อโรคคืออะไร แล้วการบำบัดจะสำเร็จหายโรคได้อย่างไร เช่นด้วยการให้ยาพวกไหน ผ่าตัดที่จุดใด จากนั้นก็ถึงมรรคคือดำเนินปฏิบัติการในการบำบัดรักษา จะสั่งยาอะไรๆ เท่าไร จะผ่าตัด จะทำกายภาพบำบัด ฯลฯ ก็ดำเนินกันไป

บอกแล้วว่า อริยสัจ ๓ ข้อแรกเป็นเรื่องของหลักของกระบวนของธรรมชาติ เราจะให้มันเป็นไปตามนั้น มนุษย์ก็ต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติตามมรรค มรรคจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ โดยที่ว่าเมื่อเรารู้หลักรู้กระบวนใน ๓ ข้อแรกนั้นแล้ว เราก็สามารถมาจัดวางเป็นระบบปฏิบัติการในการทำให้สำเร็จได้อย่างดีที่สุด พระพุทธเจ้าก็คือทรงรู้หลักรู้กระบวนของธรรมชาติที่นำมาเรียกว่าอริยสัจ ๓ ข้อนั้นชัดแจ้งแล้ว จึงทรงจัดวางระบบกระบวนวิธีปฏิบัติเรียกว่ามรรค เป็นอริยสัจข้อที่ ๔ ขึ้นมา

ตามหลักกิจในอริยสัจนี้ หน้าที่ของเราต่อมรรค คือ “ภาวนา” ที่แปลว่า พัฒนา คือลงมือทำ ปฏิบัติ ทำให้เจริญเพิ่มพูนก้าวหน้าไป โดยมุ่งเป้าใหญ่ไปที่ทุนปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ตัวนำกระบวนชีวิต ที่พูดไปแล้ว

ทีนี้มรรคนั้น เป็นกระบวนชีวิต เป็นเรื่องการเจริญพัฒนาภายในชีวิตของแต่ละคน ตั้งต้นแต่พัฒนาสัมมาทิฏฐิอย่างที่ว่าแล้ว

แต่มนุษย์นี้ ด้วยปัญญานี่แหละ ก็รู้จักที่จะจัดการจากภายนอกมาช่วยให้คนพัฒนากระบวนชีวิตข้างในด้วย

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ในการที่คนจะพัฒนาปัญญาของเขานั้น คนอื่นก็มาช่วยให้เขาพัฒนาตัวของเขาได้ เป็นการจัดการจากภายนอก เหมือนกับมาป้อนอาหารให้ แต่ที่จริงก็คือเขาต้องเคี้ยวต้องกลืนอย่างน้อยต้องย่อยเอง และแม้แต่ที่มาป้อนให้นั้น ก็เป็นการมาช่วยให้ฝึกตัวให้หัดตักกินเองได้ต่อไป

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ

๑. ปัจจัยภายนอก: ปรโตโฆสะ "เสียงจากผู้อื่น" เช่น ครูอาจารย์ สื่อที่ดี กัลยาณมิตร มาบอกเล่า แนะนําบรรยาย อธิบาย ให้ฟังข่าวสาร

๒. ปัจจัยภายใน: โยนิโสมนสิการ “ทำในใจโดยแยบคาย” รู้จักคิดรู้จักพิจารณา เช่น คิดวิเคราะห์แยกแยะ คิดค้นสืบสาวเหตุปัจจัย

ปัจจัยภายนอกก็มาเชื่อมโยงกับปัจจัยภายในได้ด้วย อย่างใน ๒ ข้อนี้ ครูอาจารย์ กัลยาณมิตร ก็มาแนะนำสอนบอกวิธีให้คนนั้นๆ ฝึกตัวให้รู้จักคิดรู้จักโยนิโสมนสิการ นี่คือปัจจัยภายนอกมาช่วยชักนำเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจัยภายใน

การประสานปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอก การที่คนอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น คำสอนคำบอกเล่า ชักนำ หรือรู้จักใช้ปัจจัยภายนอกเป็นเครื่องนำในการฝึกตนของเขา ที่จะทำให้กระบวนชีวิตของตน พัฒนาขึ้นไปนี้ เรียกว่าเป็น “สิกขา” คือการศึกษา การเรียนรู้ การฝึกการหัด

พระพุทธเจ้าทรงใช้ความรู้ในการพัฒนามรรค มาจัดตั้งวางระบบสิกขาคือการศึกษานั้นขึ้น โดยสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาชีวิตของคน ที่มี ๓ แดน คือ ปัญญา พฤติกรรมแห่งศีล และจิตใจหรือสมาธิ แต่ในสิกขานี้ ทรงลำดับใหม่ เป็นพฤติกรรมแห่งศีล จิตใจหรือสมาธิ และปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา คือ การศึกษา ๓ ด้าน

เป็นอันว่า กระบวนมรรค มี ๓ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ/จิตใจ

ระบบสิกขา มี ๓ คือ ศีล สมาธิ/จิตใจ ปัญญา


ทำไมจึงลำดับใหม่ แทนที่จะเริ่มที่ปัญญา กลายเป็นเริ่มที่ศีลคือด้านพฤติกรรม นี่คือว่า มรรคซึ่งเป็น กระบวนชีวิตในตัวคนก็เป็นของมันอย่างนั้น ดังได้บอกแล้วว่ามรรคคือกระบวนชีวิตเริ่มด้วยปัญญา สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ แล้วกระบวนก็ดำเนินไปตามธรรมดาแห่งธรรมชาติของมัน

แต่การศึกษานี่เป็นการจัดการของคน ที่ทำจากข้างนอกเข้าไป ซึ่งต้องดูให้เหมาะว่าจะทำอะไร อย่างไรที่จะไปขับเคลื่อน ไปหนุนไปดุนไปดันให้กระบวนชีวิตนั้นพัฒนาไปอย่างได้ผลดี บางทีก็ไปเสริมไปซ่อมเป็นจุดเป็นตอน มันเหมาะกันหรือต้องการตรงไหน ก็ไปจัดการตรงนั้น

เรื่องระบบสิกขา/การศึกษานี้ จะพูดอีกยาวข้างหน้า ในที่นี้จะพูดแค่พอเห็นลักษณะทั่วไปของไตรสิกขา ที่ต่างออกไปจากมรรค แต่มาจัดแต่งเสริมเติมมรรคนั้นให้สมบูรณ์ โดยจัดให้คนศึกษาเพื่อพัฒนามรรคของเขา

- สิกขาเป็นการจัดการจากข้างนอก:

• เอาวินัย ที่เป็นกำหนดข้อสิกขา (สิกขาบท) เป็นกฎ เป็นกติกา ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาศีล

• เอากรรมฐาน (สิ่งหรือเรื่องที่เอามาให้ใจทำงาน) ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาสมาธิจิต

• เอาอุเทศนิเทศปริปุจฉาสากัจฉาปัญหาวิจัย ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาปัญญา

- สิกขาเริ่มต้นที่ศีล คือพฤติกรรมกายวาจา ที่แสดงออกภายนอก เป็นส่วนที่ปรากฏในการดำเนินชีวิต และไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่น ที่นอกตัว ที่แวดล้อม คือทางสังคม และทางกายภาพ ซึ่งจำเป็นสำหรับการที่จะมีชีวิตอยู่ให้รอดให้ดี จึงจำเป็นต้องรีบจัดการให้เป็นไปด้วยดี ให้เร็วไวทันการแต่เริ่มต้น

- ในเรื่องพฤติกรรมนี้แหละ เมื่อคนมีชีวิตเป็นอยู่ ก็จำเป็นต้องมีพฤติกรรม พอแสดงพฤติกรรม ตอบสนองอะไรอย่างไร โดยเร็วไว ก็จะเกิดเป็นพฤติกรรมเคยชิน ซึ่งติดตัวไปเรียกได้ว่าตลอดชีวิต การศึกษาจึงรีบเข้ามานำพาจัดการในการฝึกหัดหรือชวนให้ทำในทางที่จะมีพฤติกรรมเคยชินที่ดีไปแต่ต้น เฉพาะอย่างยิ่งด้วยการฝึกวินัย ซึ่งจะทำให้ได้เป็นศีลคือเป็นปกติประจำตัวอย่างนั้น และเมื่อออกไปแพร่ในสังคม ก็เป็นวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะความเจริญหรือไม่ของสังคมนั้น

- เรื่องของศีลที่ปรากฏตามพฤติกรรมทางกายวาจาการหาเลี้ยงชีพนี้ เทียบกับเรื่องจิตใจ และปัญญา ก็เป็นของหยาบ ปรากฏ มองเห็นง่าย และจัดการได้สะดวกกว่า และในเวลาที่เราจัดการกับพฤติกรรมนี้ ก็เป็นธรรมดาตามกระบวนการของชีวิต ที่องค์ฝ่ายจิตใจ และองค์ฝ่ายปัญญา ก็ย่อมทำงานหรือดำเนินไปด้วย เราก็จึงใช้การฝึกพฤติกรรมนี่แหละ เป็นสื่อให้ได้ฝึกจิตใจ และฝึกปัญญาไปด้วยกัน เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาที่จะต้องให้รู้เข้าใจพฤติกรรมหรือเรื่องที่ฝึกนั้น และถ้าจะฝึกศึกษาให้ได้ผลดี ก็เน้นโดยตระหนักไว้ด้วยให้ฝึกศึกษาด้วยความรู้เข้าใจไม่เพียงเรื่องที่พูดที่ทำ แต่รู้เข้าใจเหตุผล ความมุ่งหมาย เป็นต้น ของกรณีนั้นๆ ให้ได้อย่างดี ก็จะเป็นการพัฒนาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นตัวนำกระบวนชีวิต ตรงจุดหัวใจของการพัฒนา ก็จะเป็นการศึกษาที่สมชื่อแท้จริง

- พฤติกรรมที่เป็นเรื่องของศีลนี้ ดังว่าแล้ว เป็นเรื่องออกมาข้างนอก เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมดี อยู่ร่วมสังคมได้ดี เกื้อกูลกัน ตั้งแต่ไม่มีความหวาดระแวงภัยและความเดือดร้อนใจมารบกวนเป็นต้นไป ก็เป็นพื้นฐานให้แก่การพัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญา และให้โอกาสแก่การพัฒนาจิตใจ และพัฒนาปัญญานั้น เช่นจิตใจน้อมไปสู่ความสงบ ประณีตขึ้น พร้อมที่จะมีความสุข มีเวลามีโอกาสมีความพร้อมมากขึ้นที่จะคิดค้นคว้าไตร่ตรองเรื่องราวและทำการที่จะให้ปัญญาได้พัฒนา

- เมื่อเป็นเรื่องที่คนจัดการได้ ไม่ใช่ต้องไปในกระบวนตามลำดับอย่างในมรรค สิกขาคือการศึกษาดูว่า ตรงไหน ส่วนไหนหย่อน อ่อนไป บกพร่อง หรือควรจะให้เข้มคมพิเศษ ก็ไปจัดการซ่อมเสริม เติมแต่ง เน้นการฝึกการทำให้เข้มแข็งมั่นคงเป็นจุดเป็นส่วนเป็นแห่งๆ ไป ก็ได้

- ในแดนของจิตใจและปัญญา เอาเป็นว่ายังไม่ต้องพูดถึง แต่แง่หนึ่งที่ควรเน้นไว้ คือ ที่จัดแดนจิตใจไว้ก่อนปัญญานั้น เพราะจิตใจเป็นที่ทำงานของปัญญา จึงเน้นการฝึกเตรียมจิตใจให้พร้อมดีที่สุดสำหรับการทำงานของปัญญา เช่น ให้เป็นสมาธิมีจิตที่สงบใส ปัญญาจะได้มองเห็นชัดเจน ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรบัง ให้เป็นจิตที่มีตัตรมัชฌัตตุเบกขา คือใจลงตัวกับทุกสิ่งมองดูนิ่ง ให้ปัญญาเห็นชัดเต็มที่ตรงตามที่มันเป็นไม่เอนเอียง ไม่ขาดไม่เกิน

เรื่องสิกขาคือการศึกษา ขอพักไว้แค่นี้ก่อน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ภาวนา ๔

  ภาวนา ๔ ๑. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยด...