- กระบวนการดำเนินชีวิตที่ดี เริ่มด้วยมีปัญญานำหน้ากระบวน
มรรคที่เป็นการพัฒนาชีวิตบนฐานแห่งความจริงของกฎธรรมชาตินั้น ดำเนินไปตามกระบวนปัจจยาการฝ่ายนิโรธ ที่ตั้งต้นว่า “อวิชฺชาย...นิโรธา สงฺขารนิโรโธ” คือดับอวิชชา นี่คือกระบวนการดับทุกข์ปลอดไร้ปัญหาดำเนินไปด้วยการพัฒนาปัญญายิ่งขึ้นไป จนอวิชชาดับหาย กลายเป็นมีวิชชา เข้าถึงภาวะที่ทุกข์สลาย ปัญหาหายหมดไป ดังนั้น มรรคจึงเริ่มด้วยปัญญา และปัญญาเริ่มแรกนั้นก็ต้องการให้มีพอเป็นทุนตั้งต้น
ปัญญาที่เป็นทุนของแต่ละคนนั้น เรียกว่า “ทิฏฐิ” (แปลว่า การมองเห็น, ปัญญาเท่าที่มีอยู่รู้เข้าใจ มองเห็นอะไรๆ) คือ บุคคลนั้นมีความรู้ความเข้าใจอะไรอย่างไรแค่ไหน ความรู้ความเข้าใจเท่าที่เขามีนั้น ก็ลงตัวเป็นความเห็น ความเชื่อ เป็นความยึดถือ เป็นหลักการที่ยึดถือไว้ เรียกได้ว่าเป็นข้อสรุป หรือเป็นผลรวมแห่งความรู้ความเข้าใจของเขา หรือปัญญาเท่าที่มีที่ถึงในเวลานั้น เรียกสั้นๆ ว่า ทิฏฐิ ซึ่งเชื่อถือยึดถือมองเห็นอย่างนั้น ได้แค่นั้น แล้วทิฏฐินั้นก็จะเป็นตัวนำในกระบวนการดำเนินชีวิตของเขา
เมื่อบุคคลมีปัญญารู้เข้าใจเป็นทิฏฐิที่มองเห็นแค่ไหนอย่างไร เขาก็ คิดการ ดำริเรื่องราวต่างๆ เรียกว่า “สังกัปป์” ไปตามทิฏฐิ ในแนวทางของความเชื่อความยึดถือเข้าใจมองเห็นอย่างนั้น และได้แค่นั้น จะเรียกว่าคิดสนองทิฏฐิ ก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็สามารถทำให้สังกัปป์คิดแผกผันในทางที่ย้อนกลับมา ปรับแก้แปรเปลี่ยนทิฏฐิได้ (ตัวทำงานหรือวิธีการจัดการกับความคิดที่ควรใช้ให้มาก ได้แก่ โยนิโสมนสิการ)
๒ อย่าง คือ ทิฏฐิ และสังกัปป์ (“สังกัป” ก็ได้) นี้ เป็นพวก ปัญญา
เมื่อคนสังกัปป์ ดำริ คิดการอะไร อย่างไร เขาก็จะแสดงออกมาสู่การปฏิบัติเป็นพฤติกรรม ด้วย “วาจา” เป็นการพูดจาปราศรัยบอกกล่าวเจรจา ด้วย “กัมมันตะ” เป็นการกระทำและทำการต่างๆ ทางกาย เช่น ใช้มือ เท้า ศีรษะ และด้วย “อาชีวะ” เป็นงานการหาเลี้ยงชีพ โดยเป็นไปตามสังกัปป์ ที่ออกมาจากทิฏฐิของเขา คือปัญญาวิสัยที่เขามีอย่างนั้นๆ
๓ อย่าง คือ วาจา กัมมันตะ และอาชีวะนี้ เป็นจำพวก ศีล
การทำงานของปัญญาก็ดี การที่คิดแล้วจะแสดงออกทำการทางกายวาจาอาชีวะก็ดี ต้องอาศัยจิตใจ เป็นแดนเป็นแหล่งดำเนินให้เป็นไป
ก็แลในจิตใจนี้ นอกจากตัวแกนนำในการคิดในการที่จะทำจะพูดอะไรๆ คือเจตนาที่ตั้งใจจำนงแล้ว ตัวที่เป็นแรงขับดันขับเคลื่อน หรือบางทีเรียกว่าแรงจูงใจ ก็คือความอยากความปรารถนาหรือความต้องการ ที่เรียกว่า “ฉันทะ” เมื่อคนสังกัปป์นั้น ความคิดการอะไรๆ ต่างๆ ก็จะดำเนินไปกับฉันทะที่ต้องการใครใฝ่ปรารถนาอย่างนั้นๆ
ฉันทะนั้น มี ๒ อย่าง คือ
๑. ตัณหาฉันทะ เรียกสั้นๆ ว่า ตัณหา คือความอยากให้ตัวตนได้เสพเสวยสนองรับการปรนเปรอ หรือได้เสริมขยายความยิ่งใหญ่ เช่นอวดโอ่โก้เก๋ เป็นข้อที่ไม่ควรให้เกิดให้มีขึ้น
๒. กุศลฉันทะ เรียกสั้นๆ ว่า ฉันทะ คือความอยากความพอใจให้คนนั้นๆ ให้สิ่งหรือสัตว์นั้นๆ อยู่ในภาวะที่ดีงามหมดจดสดใสเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของเขาของมัน และอยากทำให้เขาให้มันดีงามสมบูรณ์อย่างนั้น มีชื่อเต็มว่า “กัตตุกัมยตาฉันทะ” เป็นคุณธรรมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
ฉันทะที่อยู่ในใจดำเนินไปกับความคิดนี้ ดังที่บอกแล้วว่าเป็นแรงขับดัน หรือขับเคลื่อนต้นทางของความพยายาม คือ “วายามะ” ที่จะเดินหน้าก้าวไปในการคิดค้นพิจารณาไต่ตรองมองเหตุผลพูดจาชี้แจงแถลงความทำกิจทำการทั้งหลาย ซึ่งเป็นความแกล้วกล้ารุดหน้าบุกฝ่าไปไม่ระย่อท้อถอย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วิริยะ (ที่ท่านหนุนมากคือ พยายามในการละมิจฉาทิฏฐิ และทำปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิให้เต็ม)
ในการพยายามก้าวไปกับสังกัปในการคิดค้นพูดจาทำการนั้น ก็ต้องมีภาวะที่ใจตื่นพร้อม อยู่กับกิจอยู่กับงาน ไม่ใจลอยเผลอไผล ไม่พลาด ไม่หลงลืม จับได้ตามทันอยู่กับการที่ทำ อยู่กับเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้นๆ อันใดผิด-ร้าย ก็เลิก-ละ-กั้น-ยั้งได้ทัน อันใดถูก-ใช่ ก็จับไว้มั่น การเพียรพยายามจึงจะสำเร็จผล นี่คือมี “สติ”
เมื่อมีสติ ใจตื่นพร้อม ทันต่อความเป็นไป ไม่เผลอไม่พลาด จับเรื่องรับงานไว้ให้แล้ว ก็ต้องมี “สมาธิ” คือภาวะที่ใจเป็นหนึ่งเดียว ตั้งมั่น มุ่งแน่ว อยู่ตัว ได้ที่ ซึ่งเอาคุณสมบัติเกี่ยวข้องที่เป็นกำลังพลตัวทำงานของจิตมารวมกันมั่นแน่มุ่งแน่วไปที่เรื่องที่งานนั้น กิจกรรมทุกอย่างของชีวิตจึงจะดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งคือสร้างโอกาสให้ปัญญาทำงาน จัดการกับสิ่งทั้งหลาย และพัฒนาไปได้อย่างดีที่สุด
๓ อย่าง คือวายามะ (รวมทั้งฉันทะที่เป็นตัวเริ่มนำหน้าของวายามะนั้น) สติ และสมาธินี้ เป็นพวก จิต (แต่นิยมเรียกด้วยชื่อว่า สมาธิ ที่ถือเป็นตัวแทน)
เป็นอันว่ามรรค (หรือปฏิปทา) คือทางดำเนินชีวิต หรือกระบวนชีวิตของคนนี้ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ คือ ทิฏฐิ สังกัปป์ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ และ สมาธิ จัดรวมเป็น ๓ พวกหรือ ๓ หมวด คือ ปัญญา ศีล และ จิต/สมาธิ
มรรคา ทางชีวิตนี้ ที่ดำเนินไปผิด ก็เป็นมรรคซึ่งมีองค์ประกอบ ๘ ที่ผิด เป็นมิจฉา เริ่มด้วยมีทิฏฐิ-ผิด เรียกว่ามีมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็มี มิจฉาสังกัปป์ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ และมิจฉาสมาธิ ถ้าดำเนินไปผิดอย่างนี้ มรรคก็เป็นมิจฉามรรค แต่นิยมเรียกว่า มิจฉาปฏิปทา
ทีนี้ ถ้ามรรคา ทางชีวิตนั้น จะดำเนินไปถูกต้อง ก็ต้องเป็นมรรคซึ่งมีองค์ ๘ ที่ถูกต้อง เป็นสัมมา เริ่มด้วยมีทิฏฐิ-ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แล้วก็มี สัมมาสังกัปป์ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ถ้าดำเนินไปถูกอย่างนี้ มรรคก็เป็นสัมมามรรค ที่นิยมเรียกว่า สัมมาปฏิปทา เรียกให้งามว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค (หรือ อริยอัษฎางคิกมรรค)
แน่นอนว่า เราต้องการมรรคที่เป็นสัมมาปฏิปทา เป็นทางชีวิตที่ถูกต้อง เป็นกระบวนสัมมามรรคของคน ที่ทำให้กระบวนปัจจยาการ นิโรธวารของธรรมชาติดำเนินไป
ดังได้บอกแล้วข้างต้น มรรคเริ่มด้วยปัญญา และปัญญาเริ่มแรกนั้นก็ต้องให้มีพอเป็นทุนตั้งต้น ที่นี้ปัญญาที่เป็นทุนของแต่ละคนนั้น เรียกว่า “ทิฏฐิ” และก็ได้บอกแล้วด้วยว่า กระบวนมรรคที่ถูกต้อง เป็น สัมมามรรค นั้น เริ่มต้นด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมา คือเริ่มต้นด้วย สัมมาทิฏฐิ
นี่คือจุดสําคัญ เพราะถ้าจุดเริ่มต้นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะตามมาด้วยสัมมาทั้งหลาย ตั้งแต่ สัมมาสังกัปป์ เป็นต้นไป รวมกันเป็นสัมมามรรค หรือสัมมาปฏิปทา ที่จะนำไปถึงจุดหมาย จึงต้องรู้ไว้เป็น บทนำว่า สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ ที่เป็นทุนเริ่มต้นนั้น คือทิฏฐิ ที่รู้เข้าใจยึดถือเชื่อถือมองเห็นตามหลักการว่าอย่างไร
พูดอย่างกว้างๆ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นถูกต้อง ก็คือความรู้เข้าใจมองเห็นตลอดจนเชื่อตาม หลักการของความเป็นเหตุเป็นผล ที่อ้างอิงความจริงของธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของปัจจยาการ และธรรมดาของไตรลักษณ์
จะพูดง่ายๆ รวมๆ ก็ได้ว่า สัมมาทิฏฐิ นั้น คือปัญญารู้เข้าใจเชื่อในหลักอริยสัจ ๔ (เพราะอริยสัจ ๔ ก็ คือระบบเหตุผล ที่นำเสนอกฎธรรมชาติแห่งปัจจยการ ดังที่ได้พูดมาแล้ว)
อย่างไรก็ตาม ในตอนเริ่มเข้าสู่มรรคานี้ ความรู้เข้าใจเชื่อถือ ชนิดที่เกื้อกูล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคม จำพวกความรู้ดีรู้ชั่ว เชื่อว่าบุญ-บาปมี เชื่อว่ากรรมดี-ชั่ว มีผลมีวิบาก เชื่อว่าทานมีผล เป็นต้น ก็เป็นทิฏฐิต้นทุน ที่จะช่วยให้ก้าวหน้าไปในมรรคได้ ท่านเรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นโลกีย์ เป็นความรู้ความเข้าใจที่ทำให้มองเห็นถูกต้อง (อยู่ในแนวทางของความเป็นเหตุเป็นผล ที่จะไปต่อเชื่อมกับความเข้าใจสภาวะและความเป็นไปตามเหตุปัจจัยได้) เข้าทางได้
เมื่อมีสัมมาทิฏฐิดังว่านี้แล้ว ก็นับว่ามีปัญญาต้นทุนที่จะเริ่มดำเนินก้าวไปได้ในมรรคาชีวิต ที่เป็นสัมมาปฏิปทา
จึงสรุปแสดงระบบของมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา พอเห็นรูปเค้า ดังนี้
💥
ไตรลักษณ์ ลักษณะสามอาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓. อนัตตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน (คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลง่ายๆ ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”)
ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า ไตรลักษณ์; ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนไม่เที่ยง คงทนอยู่มิได้ เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น จึงเรียกว่า สามัญลักษณะ; ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า ธรรมนิยาม
ในพระไตรปิฎก หลักนี้ชื่อว่า ธมฺมนิยามตา ส่วนไตรลักษณ์ และสามัญลักษณะ เป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคอรรถกถา
ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า ไตรลักษณ์; ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนไม่เที่ยง คงทนอยู่มิได้ เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น จึงเรียกว่า สามัญลักษณะ; ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า ธรรมนิยาม
ในพระไตรปิฎก หลักนี้ชื่อว่า ธมฺมนิยามตา ส่วนไตรลักษณ์ และสามัญลักษณะ เป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคอรรถกถา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น