วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

คำถามสำหรับชาวพุทธ (๒)

    ต่อไปข้อที่ว่าด้วยปาฏิหาริย์  พระพุทธศาสนานี้ท่านสอนให้เชื่อในปาฏิหาริย์หรือเปล่า ข้อนี้ถ้าตอบไม่ดีอาจผิด  ต้องแยกแยะก่อน

 

     ปาฏิหาริย์นั้นพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่ามี ๓ อย่าง คือ

 

        ๑. อิทธิปาฏิหาริย์   เป็นปาฏิหาริย์ในเรื่องฤทธิ์ คือการแสดงฤทธิ์หรือความเป็นผู้วิเศษ ดลบันดาลอะไรต่าง ๆ เหาะเหินเดินอากาศ หูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น

 

        ๒. อาเทศนาปาฏิหาริย์  ปาฏิหาริย์คือการทายใจได้ ทายใจโยมได้ว่า อ้อโยมกำลังคิดเรื่องนี้ โยมกำลังคิดว่าหลังจากฟังธรรมนี้แล้วจะไปโน่น หรือว่าฟังองค์แสดงธรรมแล้ว คิดต่อองค์แสดงธรรมว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรทำนองนี้ คือทายใจได้อันนี้เรียกว่าอาเทศนาปาฏิหาริย์

 

        ๓. อนุศาสนีปาฏิหาริย์   ปาฏิหาริย์คือคำสอนที่เป็นอัศจรรย์ คำสอนที่แสดงความจริงให้ผู้ที่ฟังรู้เข้าใจ มองเห็นความจริงเป็นอัศจรรย์ แล้วก็สามารถนำประพฤติปฏิบัติตามได้ผลจริงเป็นอัศจรรย์ อันนี้คือให้โยมเกิดปัญญา รู้ความจริง

 

     ปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ อย่างนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญอย่างไหนบ้างหรือไม่ หรือว่ายกย่องทั้งหมดเลย

 

     ไม่ทั้งหมด   พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญปาฏิหาริย์ ๒ อย่างแรก คือ  อิทธิปาฏิหาริย์ การแสดงฤทธิ์ และอาเทศนา ปาฏิหาริย์การทายใจได้

 

     แต่สรรเสริญข้อที่ ๓ ได้แก่ อนุศาสนีปาฏิหาริย์ คือคำสอนที่ให้รู้ความจริง เกิดปัญญาได้เป็นอัศจรรย์ อันนี้สำคัญ

 

     ชาวพุทธต้องรู้จักปาฏิหาริย์ ๓ นี้ แล้วก็ต้องรู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร พระองค์สอนไว้ว่าพระองค์ไม่ได้ยกย่องสรรเสริญปาฏิหาริย์ ๒ อย่างแรก ทรงสรรเสริญแต่ข้อที่ ๓ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ

 

     อ้าว ใครแสดงฤทธิ์ได้ก็เก่งมากนะซิ ทำไมพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญล่ะ แล้วเราก็ได้ยินเรื่องราวนี่ว่าพระพุทธเจ้าก็มีฤทธิ์เหมือนกัน เอ! เป็นเพราะอะไร ก็ลองมาดูกัน

 

     เอาง่าย ๆ ๒ ข้อแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับฤทธิ์ เนื่องกับความสามารถพิเศษทางจิต เราก็แยกระหว่างข้อ ๑-๒ เป็นพวกหนึ่ง กับข้อ ๓ เป็นพวกหนึ่ง

 

     เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญข้อที่ ๓ ก็เป็นอันว่า ข้อที่ ๑-๒ นี่เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ยกย่อง ทีนี้ทำไมพระพุทธเจ้าถึงไม่ยกย่องปาฏิหาริย์ ๒ อย่างแรก

 

     เราจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างปาฏิหาริย์ ๒ แบบนี้ ปาฏิหาริย์ประเภทฤทธิ์นี่เวลาแสดงไปแล้ว  คนที่ดูที่ฟังเป็นอย่างไร  คนที่ดูที่ฟัง พอดูและฟังเสร็จแล้วก็งงไปเลย งงงัน ก็มองว่าท่านผู้แสดงนี้เก่งใช่ไหม  แต่ตัวโยมเองน่ะ ได้อะไรบ้าง ?  มีอะไรเปลี่ยนแปลง ?  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ก็อยู่เท่าเดิม  แต่อาจจะแย่ลง เพราะว่างงใช่ไหม

 

     เดิมยังไม่งง พอดูท่านผู้แสดงฤทธิ์เสร็จก็งงไปเลย  งงนี้ต้องระวัง  ขออภัยเดี๋ยวจะกลายเป็นโง่ไป ก็คือเป็นโมหะ  กลายเป็นว่าพอดูท่านแสดงฤทธิ์เสร็จตัวเองกลับมีโมหะมากขึ้น  ไปดีที่ไหน ? ก็ไปดีที่คนแสดง  คนแสดงก็เด่นยิ่งขึ้น  ตกลงเราก็ต้องไปหวังพึ่งท่านผู้แสดงฤทธิ์อยู่เรื่อย ไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว คอยรอหวังผลว่าท่านจะทำอะไรให้

 

     ทีนี้เรามาดูอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ข้อที่พระพุทธเจ้ายกย่อง

 

     คนฟังแล้วเป็นอย่างไรมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไหม ?  เปลี่ยนแปลงแล้วได้อะไร  พอแสดงอนุศาสนีปาฏิหาริย์เสร็จ อะไรเกิดขึ้นในใจผู้ฟัง ?  ปัญญาเกิดขึ้น พอปัญญาเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร ?  ก็เป็นของผู้เอง  ผู้ที่ฟัง  เมื่อปัญญาเกิดแล้ว ปัญญาก็อยู่กับตัว ไปไหนก็พาปัญญาไปด้วย ใช่ไหม

 

     คราวนี้ไม่ต้องมามัวรอตามฟังผู้ที่แสดงปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้คือผู้ฟัง ส่วนผู้ที่แสดงอยู่แล้วท่านก็แสดงของท่านไป  ท่านไม่ได้เพิ่มอะไร  ท่านรู้อยู่แล้ว  ท่านก็มีความชำนาญมากขึ้นในสิ่งที่แสดง แต่ว่าผู้ฟังสิได้จริง ๆ แล้วก็เป็นอิสระ คือได้ฟังแล้วก็รู้ก็เข้าใจเป็นปัญญาของตัว ท่านผู้แสดงให้เห็นความจริงอะไร ผู้ฟังก็ได้เห็นความจริงนั้น ผู้ฟังก็เป็นอิสระแก่ตัวเอง เพราะผู้แสดงได้เห็นอะไรผู้ฟังก็ได้เห็นความจริงอันนั้น ผู้แสดงทำอะไรได้ ผู้ฟังรู้แล้วก็ทำอันนั้นได้เองด้วยแล้วก็จบ เพราะฉะนั้นผู้ฟังเป็นอิสระ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในใจผู้ฟัง ผลได้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟังคือปัญญาเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญแต่อนุศาสนีปาฏิหาริย์

 

     ในเมื่ออิทธิปาฏิหาริย์ คือพวกฤทธิ์นี่โยมไม่รู้ด้วย ดูการแสดงแล้วตัวเองก็ได้แต่งง มันก็จะเป็นทางของความหลอกลวง เพราะตัวเองไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง ไม่มีทางวินิจฉัยได้ จึงมีผลเสียหลายประการ พระพุทธเจ้าจึงไม่สรรเสริญ ทั้งที่พระพุทธเจ้าก็มีฤทธิ์

 

     พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์ก็เพื่อจะใช้ในการทำงานประกาศพระศาสนา  ยุคพุทธกาลนั้นคนกำลังยกย่องสรรเสริญนับถือการมีฤทธิ์เป็นอย่างมาก  ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีฤทธิ์ การประกาศศาสนาก็มีอุปสรรค  พระพุทธเจ้าต้องเจอกับพวกมีฤทธิ์แล้วเขาก็จะต้องอวดเก่ง หรืออย่างน้อยเขาก็ไม่ยอมฟังพระองค์จนกว่าจะเห็นว่าพระพุทธเจ้ามีฤทธิ์อย่างเขาหรือเก่งกว่าเขา  พระพุทธเจ้าจึงต้องมีฤทธิ์ในฐานะที่เป็นพระศาสดาทำให้ตั้งพระศาสนาได้สำเร็จ เลยต้องเอาฤทธิ์ไปปราบฤทธิ์ก่อน

 

     เราจะเห็นได้ว่า  ตามเรื่องในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าใช้ฤทธิ์ไปปราบฤทธิ์ทั้งนั้น พอปราบฤทธิ์จบแล้วก็ให้อนุศาสนีปาฏิหาริย์

 

     สำหรับพระพุทธเจ้าพระองค์มีฤทธิ์ทั้ง ๓ อย่าง มีทั้งอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุศาสนีปาฏิหาริย์  แต่จบด้วยอนุศาสนีปาฏิหาริย์

 

     สองอย่างแรกเพื่อใช้กำราบเขา เพราะว่าพวกนั้นถือตัวว่ามีฤทธิ์  ถ้าใครไม่มีฤทธิ์อย่างเขาแล้วเขาไม่ฟังเลย ยกตัวอย่าง เช่น ชฎิล ๓ พี่น้อง พระพุทธเจ้าจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในแคว้นมคธ  ในเมืองราชคฤห์  คนในเมืองราชคฤห์นั้น   เชื่อถือนับถือชฎิล ๓ พี่น้องมาก  ถ้าพระพุทธเจ้าเข้าเมืองราชคฤห์โดยไม่ได้ไปสั่งสอนชฎิลให้ยอมเสียก่อน  พวกชาวเมืองราชคฤห์ก็จะไม่ยอมฟังพระองค์ พระพุทธเจ้าก็เลยคิดว่าจะต้องไปสอนชฎิลก่อนแทนที่จะเข้าเมืองราชคฤห์ พระองค์จึงตรงไปยังสำนักของชฎิล ๓ พี่น้อง โดยเข้าไปยังสำนักชฎิลผู้เป็นพี่ คืออุรุเวลกัสสปะก่อน

 

     พอเห็นพระพุทธเจ้าเข้าไป  ชฎิลก็ทดสอบความสามารถด้านฤทธิ์  เพราะเขาเน้นเรื่องฤทธิ์ เขาถือฤทธิ์เป็นสำคัญ  เขาก็มองว่าพระพุทธเจ้านั้นจะไม่มีฤทธิ์อย่างเขา  แล้วก็ทดสอบว่าจะผ่านไหม พระพุทธเจ้าก็ผ่านหมด  จนกระทั่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์เก่งกว่าเขา  พอเห็นว่าเก่งกว่าเขา เขาก็ยอมรับ พระองค์จึงสอนธรรมะ คือใช้อนุศาสนีปาฏิหาริย์ท้าย  พวกชฎิลได้เห็นสัจธรรมความจริง เกิดปัญญากับตัวเอง  ก็เลิกเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์กันเลย เมื่อเลิกก็จบ

 

     เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้าเพียงแต่เอาฤทธิ์มาปราบฤทธิ์เท่านั้น  ปราบเสร็จพระองค์ก็หยุด ต่อจากนั้นพระองค์ก็ใช้แต่อนุศาสนีปาฏิหาริย์ให้เขาเกิดปัญญา ให้เขาทำเอง เพราะว่าถ้าขืนไปแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อยู่  ตัวผู้แสดงเท่านั้นได้  ตัวโยมก็ได้แต่คอยตามเรื่อยไป  นอกจากนั้นโยมก็จะไปหวังผลในเรื่องทางโลก เพื่อสนองความต้องการเรื่องโชคลาภเรื่องยศเป็นต้น ที่เป็นเรื่องของโลภะ (ความโลภ) และโทสะ ไม่ใช่เป็นการก้าวในทางธรรมที่แท้จริง

 

     การที่จะก้าวไปตามทางแห่งธรรมะที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องของอนุศาสนีปาฏิหาริย์

 

     นี้เป็นคำตอบในเรื่องปาฏิหาริย์ ๓ ตกลงว่า พุทธศาสนานั้นยกย่องอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ที่ทำให้ผู้ฟังได้สิ่งที่เป็นของตัวเองคือปัญญา รู้ความจริง แล้วก็เป็นอิสระไป

 

     ต่อไปก็เลยตอบคำถามที่ต่อเนื่องกันกับเรื่องปาฏิหาริย์ ๓ คือ

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หลวงตาสุจน์

หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน   จากกรณีที่ก่อนหน้านี้  มีการแชร์ภาพและเรื่องราวของ  "หลวงตาสุจย์...