สำหรับคนในจังหวัดนางาโนะ
อาจจะรู้จักเขาในสองบทบาท
หนึ่งคือการเป็นนักวิ่งระยะไกลอัธยาศัยดีที่มักทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาทุกเช้า
ส่วนอีกด้านหนึ่งคือเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่คนในชุมชนในฐานะพระ
ผู้สืบทอดกิจการครอบครัว
ชีวิตของ ยูคาอิ ชิมิซึ
ดูเหมือนจะถูกลิขิตมาให้มาอยู่ในเส้นทางสายธรรมะตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก
เขาถือกำเนิดในวัดที่ชื่อโทคุจุอิง จังหวัดนางาโนะ ดินแดนแห่งหุบเขาสูง
โดยพ่อของเขาก็คือเจ้าอาวาสของวัดนี้
อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่การทำผิดศีล
เพราะพระญี่ปุ่นสามารถแต่งงานและมีลูกเหมือนคนทั่วไปได้
ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยคามาคุระ (1185–1333) และถูกบัญญัติอยู่ในกฎหมายในช่วงสมัยเมจิ
(1868-1912)
ด้วยแนวคิดที่ว่าหากปรับตัวให้เข้ากับชาวบ้านก็จะช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นได้
ยูคาอิ จึงคลุกคลีอยู่กับวัดมาตั้งแต่เกิด
ขณะเดียวกันเขาก็ใช้ชีวิตตามปกติ ได้เรียนตามระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จนเมื่อเขามีอายุ 22 ปีก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต
เขาต้องบวชเป็นพระเพื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากพ่อ
ในลักษณะการสืบทอดกิจการของครอบครัว
“อาตมามาอยู่วัดนี้เมื่อ 24 ปีที่แล้ว
ตอนอาตมาอายุ 22 ปี อาตมารับช่วงต่อมาจากพ่อ และได้เป็นเจ้าอาวาส” ชิมิสึ บอกกับ Nike.com
หน้าที่หลักของท่านชิมิซึ
นอกจากดูแลวัดและทำวัตรสวดมนต์แล้ว
ท่านยังรับอาสาให้คำปรึกษาหรือคลายทุกข์ให้กับคนในชุมชนที่เผชิญกับความยากลำบากในชีวิต
“หน้าที่ของอาตมาคือสนับสนุนและช่วยเหลือคนที่กำลังมีทุกข์หรือคนที่กำลังเศร้า”
ท่านชิมิซึ กล่าวต่อ
แม้ว่ามันอาจจะเป็นหน้าที่
แต่ทุกครั้งที่รับปรึกษาปัญหาญาติโยม
ท่านก็มักตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองคู่ควรกับตำแหน่งนี้จริงหรือ ?
จนบางครั้งรู้สึกแย่และคิดในแง่ลบ
ซึ่งมันทำให้ท่านสับสนและทนทุกข์เป็นอย่างมาก
“ในฐานะที่อาตมาต้องดูแลวัดและใช้ชีวิตเป็นพระ
มันก็มีช่วงเวลาที่อาตมาสับสน” พระชิมิซึ อธิบาย
“ตลอดชีวิตอาตมาถามตัวเองเสมอว่า
‘อาตมาเป็นพระที่ดีหรือเปล่า ?’ และรู้สึกกังวลเมื่ออาตมาต้องอยู่ในที่ที่จำเป็นต้องอยู่
ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่มีคำตอบ อาตมารู้สึกขึ้น ๆ ลง ๆ เวลาถามตัวเอง”
และเมื่อไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
ท่านจึงตัดสินใจออกวิ่ง
อันที่จริงสำหรับพระญี่ปุ่นแล้ว
หากปฏิบัติกิจของสงฆ์เสร็จสิ้นพวกเขาก็สามารถไปทำอาชีพอื่นได้ ตัวอย่างเช่น โคโดะ
นิชิมุระ ที่มีอีกอาชีพเป็นช่างแต่งหน้า หรือ ซาโตรุ สึคาโมโตะ
ที่มีอีกบทบาทเป็นศิลปินในชื่อ “มงคิจิ” แห่งวง Funky Monkey Babys
เช่นกันสำหรับพระชิมิซึ
ท่านเลือกจะใช้เวลาว่างไปกับการวิ่งทุกเช้า
โดยมีเหตุผลสำคัญคือการปลดปล่อยความเครียด
ขณะเดียวกันมันเป็นการเคลียร์สมองทั้งจากความคิดในแง่ลบและเรื่องทุกข์ใจที่รับฟังมาจากญาติโยม
“แม้ว่าจะมีเรื่องกังวลหรือเรื่องที่ไม่ชอบใจให้คิด
แต่พอไปวิ่งอาตมากลับลืมมันได้หมด มันจะถูกรีเซ็ต พอได้วิ่งอาตมาก็รู้สึกว่าตัวเองอ่อนโยนขึ้น
มันเป็นเหมือนการเพิ่มพูนความรู้สึกให้ตัวเอง” พระชิมิซึ กล่าวกับ Nagono
City Laboratory
ทว่าท่านไม่ได้วิ่งแถววัดเท่านั้น
แต่ยังจริงจังจนถึงขั้นลงแข่งขันมาราธอน โดยประเดิมรายการแรกเมื่อปี 2009
ในการแข่งขัน นางาโนะ มาราธอน รวมถึงยังได้ชวนพระในวัดอีก 5 รูปมาลงแข่งด้วย
แต่น่าเสียดายที่การแข่งขันครั้งนั้นท่านวิ่งไม่จบ
เมื่อได้รับบาดเจ็บระหว่างการแข่งขัน
“อาตมาอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม
ตอนนั้นอาตมารู้สึกว่าฟูลมาราธอนมันสุดยอดมาก
ส่วนอีกด้านหนึ่งอาตมาก็อยากทำให้ได้สักครั้งในชีวิต” ท่านย้อนความหลัง
“นางาโนะมาราธอนมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดสำหรับมือใหม่
และอุปสรรคก็ค่อนข้างสูง
แต่อาตมาคิดว่าอาตมาจะพยายามได้แค่ไหนถ้ามีพระคนอื่นมาวิ่งด้วย”
หลังจากนั้นท่านจึงเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง
แม้ว่าภารกิจในฐานะพระจะมีมากพอตัว ทั้งเป็นเลขาฯ รวมไปถึงไกด์ของวัด
(วัดโทคุจุอิงเปิดให้คนทั่วไปมาเยี่ยมชมได้) แต่ท่านก็ยังหาเวลาซ้อมวิ่งได้ถึง 5
วันต่อสัปดาห์ โดยออกสตาร์ทตั้งแต่ตอนตี 4
ทำให้ภาพของชายอัธยาศัยดีพร้อมหมวกไหมพรมที่ออกวิ่งในเกือบทุกเช้ากลายเป็นภาพชินตาของคนในพื้นที่
ทั้งที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ ท่านจะกลายเป็นผู้เคร่งศาสนาในชุดนักบวช
“เวลาที่อาตมารู้สึกแย่หรือกำลังดิ้นรนอะไรสักอย่าง
การวิ่งสามารถช่วยเคลียร์สมองเราได้ มันเป็นเหมือนการเติมพลัง” พระชิมิซึ บอกกับ Nike.com
“มันทำให้อาตมาสามารถเผชิญกับความรู้สึกต่ำต้อยของตัวเอง
รวมถึงความคิดด้านลบที่ถาโถมเข้ามา”
“บางปัญหามันก็ยากที่จะแก้ไข
ถ้าหัวใจอาตมาได้เติมเต็ม อาตมาก็จะสามารถทำให้พวกเขา (ญาติโยม)
รับมือกับความเศร้า หรือเผชิญหน้ากับความลำบากของตัวเองได้”
ทว่านี่ไม่ใช่เหตุผลข้อเดียวที่พระชิมิซึเลือกเส้นทางสายนี้
วิ่งเพื่อขัดเกลาจิตใจ
สำหรับพระชิมิซึ
ท่านอาจจะไม่ใช่นักวิ่งที่มีสถิติระดับประเทศ เพราะเวลาที่ดีที่สุดของพระรูปนี้
ตามหลัง เคงโงะ ซูซูกิ อยู่เป็นชั่วโมง
ทว่าอันดับก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระชิมิซึสนใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เพราะสำหรับท่านการวิ่งก็เพื่อขัดเกลาจิตใจของตัวเอง
“เวลาอาตมาวิ่ง
มีหลายครั้งที่อาตมาคิดเกี่ยวกับตัวเอง มันเหมือนว่าอาตมากำลังสำรวจตัวเอง
จากในสถานที่ที่แตกต่างกันไป” พระชิมิซึ กล่าวกับ Nike.com
ท่านมองว่าการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ง่ายที่สุด
แค่มีแรงก็วิ่งได้ ขณะเดียวกันมันยังเป็นการท้าทายตัวเอง
ทำให้นับตั้งแต่เริ่มลงแข่งในปี 2009 พระชิมิซึ ก็ลงแข่งวิ่งมาราธอนเป็นประจำอย่างน้อย
2 ครั้งต่อปี
“การวิ่งนั้นแค่ใครสุขภาพดีก็วิ่งได้
ที่เหลือก็เป็นเรื่องความเร็ว แต่เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร
เราแค่วิ่งไปตามจังหวะของตัวเอง” เจ้าอาวาสวัดโทคุจุอิง กล่าวกับ Nagono City Laboratory
“เมื่อก่อนอาตมาเคยขี่จักรยานเสือภูเขา
อาตมาอยากเอาชนะใครสักคนแต่ก็ทำไม่ได้ แต่ในการวิ่งมาราธอน อาตมาไม่สนใจอันดับเลย
ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน ความรู้สึกที่ได้ลิ้มรสกับความสำเร็จตอนวิ่งจบมันชัดเจนมาก”
นอกจากนี้อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้
พระชิมิซึ หลงใหลในการวิ่งเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้ท่านได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ
ทุกวันท่านจะพบกับเส้นทางวิ่งที่ต้องผ่านทั้งป่าสวนไร่นาและยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะเป็นฉากหลัง
และมีหลายครั้งที่ท่านปีนขึ้นไปเพื่อชมกับทัศนียภาพอันสวยงามจากข้างบน
“การวิ่งทำให้อาตมาได้เจอกับวิวที่สวยงามที่สุดในโลก”
พระชิมิซึ บอกกับ Nike.com
“เวลาที่อาตมาปีนเขาอาตมารู้สึกถึงชีวิต
จิตวิญญาณแห่งภูเขาไหลเข้าสู่ร่างกายของอาตมา
ซึ่งได้ถูกชำระให้บริสุทธิ์ด้วยการวิ่ง”
ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพระรูปนี้
คือการวิ่งทำให้ท่านมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ
เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราอยู่กับตัวเองได้มากที่สุด ซึ่งเหล่านี้ตรงตามคำสอนของพระพุทธศาสนาในเรื่อง
“ปัจจุบันขณะ”
“สำหรับอาตมาในฐานะพระแล้ว
การวิ่งคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน” สิ่งนี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้า
และมันก็ส่งผลในแง่บวกสำหรับอาตมา”
“การวิ่งทำให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
ของอาตมาเฉียบคมขึ้น และทำให้อาตมามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ดี”
แสงประทีปแห่งชุมชน
แม้ว่าปัจจุบัน พระชิมิซึ จะมีอายุมากถึง 46
ปีแล้ว แต่การวิ่งก็เป็นสิ่งที่พระรูปนี้ทำอย่างสม่ำเสมอ
รวมไปถึงการลงแข่งขันในรายการมาราธอนเป็นประจำทุกปี เพราะสำหรับท่านแล้ว
นี่ไม่ได้เป็นกิจกรรมเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว
ท่านมองว่ายิ่งการวิ่งเติมพลังให้ท่านมากเท่าไร
ท่านก็จะมีแรงใจมากพอที่จะไปช่วยเหลือคนอื่นได้มากขึ้น
ดั่งดวงประทีปแห่งธรรมในพระพุทธศาสนา
“ในพระพุทธศาสนา มีคำว่า ‘ส่องสว่างอยู่ที่มุม’
คือเมื่อคุณจุดเทียน แสงสว่างจะกระจายไปถึงทุกที่ แม้กระทั่งที่มุม เพราะจะมองเห็นเงาที่ตรงนั้น”
พระชิมิซึ อธิบายกับ Nike.com
“แสงที่เจิดจ้าจะกลายเป็นความสว่างให้แก่คนข้าง
ๆ การวิ่งและการเผชิญหน้ากับตัวเองบางทีมันอาจจะช่วยให้อาตมาเจิดจ้ามากขึ้น
และความสว่างนั้นก็จะตกไปถึงคนอื่นด้วย”
แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันคือการตามหาการรู้แจ้งหรือที่เรียกกันว่า
“ตรัสรู้” ซึ่งแม้ว่าไม่มีใครรู้ว่าท่านชิมิซึจะได้พบสิ่งนี้หรือไม่
แต่มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ท่านยังคงผูกเชือกร้องเท้าแล้วออกไปสัมผัสธรรมชาติในทุกเช้าต่อไป
“ความไม่สมบูรณ์แบบถือเป็นสิ่งที่ดี
เพราะมันทำให้อาตมาแสวงหาความบริบูรณ์ได้”
“เพราะสุดท้ายแล้ว การแสวงหาเส้นทางตรัสรู้
คือเหตุผลที่ทำให้อาตมายังคงวิ่งต่อไป” พระชิมิซึ ทิ้งท้าย
รู้จัก "โบสถ์แห่งความสามัคคี" หลังญี่ปุ่นจ่อยุบทิ้ง เหตุอันตราย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น