🔐เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้ “คนนอก” เข้าไปเยือนอีกต่อไป
🔔จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์
ยังคงเป็นเมืองลับแล
เราไม่เคยได้ยินว่า
มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์”
และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้
ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาค และร้านค้าไม่กี่ร้าน
บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจากคณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ
และมีกฎหมายเช่นไร นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้งสองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต
ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม
แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ
“เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน
เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่เท่าใด
ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา
ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือนผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล
และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึงความตื้นลึกหนาบางได้
ทำไมหลายคนจึงอยากดั้นด้นไปยังดินแดนไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ สำหรับคัมภีร์ “ความยากลำบากในการเดินทาง ความลึกลับ น่าค้นหา ความศรัทธาของผู้มาปฏิบัติธรรม
ความอลังการของสิ่งปลูกสร้างที่แม้จะไม่สวยหรูวิจิตร แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เหมือนเราหลุดเข้าไปในอาณาจักรอะไรสักแห่ง” เป็นคำตอบถึงเสน่ห์ของเมืองกันดารทั้งสอง ซึ่งไม่ได้เป็นที่หมายของคนทั่วไป
ทั้งสองแห่งเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวได้ไม่ถึง
40 ปี ลารุงการ์เริ่มเป็นชุมชนเมื่อปี1980 เมื่อลามะนิกาย ญิงมะ (หมวกแดง) นามว่า
จิกมี พุนซอก กับลูกศิษย์ มาก่อร่างสร้างเรือนเพียงสองสามหลัง ก่อนหน้านั้นราวร้อยปีมีเพียงบันทึกว่า ลามะชั้นผู้ใหญ่และผู้ทำ นายคนสำคัญของทิเบตชื่อ ดุดจอม ลิงปะ เคยลงหลักปักฐาน
สร้างอารามนิกายญิงมะที่นี่มาก่อน ส่วนยาร์เชนการ์เป็นรูป เป็นร่างหลังจากนั้นอีกห้าปี ต่อมาในปี 2001 เมื่อรัฐบาล จีนรื้อทำลายบ้านเรือนที่ลารุงการ์เป็นครั้งแรก ภิกษุและภิกษุณีจำนวนมากพากันอพยพหนีมายังยาร์เชนการ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น