วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

โองการกำราบเมีย

 

"โองการกำราบเมีย"

โองการนี้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ออกมาจัดการเมียนบีมูฯ หลังจากเมีย 2 คน (อาอิชะห์+ฮัฟเซาะห์) ไม่พอใจที่มูฮำหมัดเอาเมียทาสคนใหม่มานอนในบ้าน  (หลังจากที่มีเมียเดิมเป็นโหลแล้ว)  จึงร่วมกันแข็งข้อจนเขาต้องหนีเมียไปอยู่ถ้ำเป็นเดือน

โองการนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ "คำสอน" ในคัมภีร์ที่สาวกต้องท่องจำ และหลายคนนำมาใช้กำราบเมียตัวเองต่อ เมื่อต้องการเอาเมียเพิ่ม โดยเมียเดิมไม่ยินยอมพร้อมใจ

แต่ถ้าเมีย(คนที่เริ่มเก่า)ของมูฮำหมัดไม่โวย ก็คงไม่มี "โองการ[กำราบเมีย]" มาขู่ว่าจะให้เขาหย่าพวกเธอและจะหาเมียใหม่ที่หัวอ่อนกว่าพวกเธอ 2 คน


https://www.facebook.com/photo/?fbid=3251821021516434&set=a.869221086443118




👭 เรื่องของเรื่อง




👳ในช่วงปีที่ 6 หลังจากฮิจเราะห์ อาณาจักรของอิสลามเริ่มขยายใหญ่โตเป็นปึกแผ่นขึ้นมาก มูฮัมหมัดได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเข้ารับอิสลามให้กับเหล่าบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยโดยรอบ หนึ่งในนั้นคือส่งถึงเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียได้ส่งสารขอบคุณ และได้ส่งของขวัญบางส่วนกลับมาเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งในของขวัญนั้นมีทาสสาวพี่น้องชาวคริสต์คอปติกมาเรียห์และซีรีนห์อยู่ด้วย  มูฮัมหมัดได้มอบซีรีนห์ให้กับหนึ่งในซอฮาบะห์ และได้มอบมาเรียห์ให้กับฮัฟเซาะฮ์ 1 ในภรรยาของเขาไว้ใช้งานในบ้าน


วันหนึ่ง ซึ่งเป็นเวรปรนนิบัตินบีของฮัฟเซาะฮ์  นบีได้มาหานางที่บ้านและพบกับมาเรียอีกครั้ง นบีเกิดความสนใจในตัวมาเรียห์ขึ้นมา  จึงออกอุบายบอกกับฮัฟเซาะฮ์ไปว่า  พ่อของนางกำลังตามตัวอยู่  ฮัฟเซาะฮ์ออกจากบ้านไปที่บ้านอุมัรแต่ไม่พบกับพ่อของนางอยู่ที่นั่น จึงได้รีบกลับมาที่บ้านตัวเอง  กลับพบว่าสามีกำลังร่วมเตียงกับทาสของนางอยู่ในขณะนั้น


นบีอ้างว่านางทาสนี้เป็นที่อนุมัติแก่ตนเองแล้วตาม กุรอ่าน 33:50  "โอ้ นะบีเอ๋ย!  เราได้อนุมัติแก่เจ้าในบรรดาภริยาของเจ้า ซึ่งเจ้าได้มอบมะฮัรแก่พวกเธอ และ **สิ่งที่มือขวาของเจ้าครอบครอง** (ทาส) ... ที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าและอัลลอฮฺเป็น ผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ"


แต่ฮัฟเซาะฮ์ยังคงรู้สึกโกรธเป็นอันมาก เนื่องจากมาเรียนั้นเป็นทาสของนางไม่ใช่ของนบี และวันนั้นเป็นเวรของนาง แต่นบีกลับมาร่วมเตียงกับทาสของนางในวันของนางบนเตียงของนางในบ้านของนางเอง นบีจึงปลอบนางโดยให้สัญญาว่าถ้านาง "ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรับรู้อีก" ต่อไปนบีกำหนดจะให้มาเรียมไม่อนุมัติแก่ตัวท่านเองอีกต่อไปแล้ว จึงคลายคำกังวลของฮัฟเซาะฮ์ไปได้


หากแต่ผ่านมาอีกไม่นานฮัฟเซาะฮ์ได้มาพบว่าน้าบีร่วมเตียงกับทาสของนางซ้ำอีก นบีแก้ตัวว่า  ได้มีกุรอานประทานลงมาใหม่  ยกเลิกคำสัญญาที่นบีได้ให้ไว้กับนางไปแล้ว กุรอ่าน 66:1-2  "โอ้นะบีเอ๋ย  ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่ **อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติ** แก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจบรรดาภริยาของเจ้าเล่า? .... แน่นอนอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่พวกเจ้าแล้วในการ **แก้คำสาบาน** ของพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองพวกเจ้า และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ"


ในวันต่อๆมาหลังจากนั้น นบีพบว่าเหล่าบรรดาภรรยาแสดงท่าทีบึ้งตึงต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาอิชะห์และฮัฟเซาะฮ์ นบีรู้ได้ทันทีว่าฮัฟเซาะฮ์ได้เอาเรื่องที่นบีแอบกินตับสาวใช้ไปเล่าให้บรรดาภรรยาคนอื่นๆฟังด้วยหมดแล้ว


นบีจึงได้ไปเผชิญหน้ากับฮัฟเซาะฮ์อีกครั้งเพื่อสอบถามว่า  ฮัฟเซาะฮ์เองที่เผยแพร่เรื่องราวนี้ใช่ไหม?  ฮัฟเซาะฮ์แย้งว่านบีรู้ได้ยังไง?  นบีก็บอกว่าอัลเลาะห์เป็นคนบอกมาเอง กุรอ่าน 66:3  "และจงรำลึกขณะที่ท่านนะบีได้บอกความลับเรื่องหนึ่งแก่ภริยาบางคนของเขา ครั้นเมื่อนางได้บอกเล่าเรื่องนี้ (แก่คนอื่น) และอัลลอฮฺได้ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่เขา (ท่านนะบี) เขาก็ได้แจ้งบางส่วนของเรื่องนี้ และไม่แจ้งบางส่วน  ครั้นเมื่อเขา (ท่านนะบี) ได้แจ้งเรื่องนี้แก่นาง นางได้กล่าวว่า ใครบอกเล่าเรื่องนี้แก่ท่าน ?  เขา (ท่านนะบี) กล่าวว่าพระผู้ทรงรอบรู้ พระผู้ทรงตระหนักยิ่ง ทรงแจ้งแก่ฉัน" ***ลงท้าย *ฉัน* ได้ยังไง  กุรอ่านมันเป็นคำของพระเจ้าไม่ใช่เรอะ?***


ฮัฟเซาะฮ์ตกใจมากที่อัลเลาะห์แจ้งความลับแก่นบี หลังจากนั้น  นบีจึงได้เรียกรวมเหล่าภรรยาและประทานกุรอานบทกำราบภรรยาขึ้นมา  อัลเลาะห์จะมอบเมียใหม่ที่ดีกว่าพวกเจ้าให้แก่นบี  หากนบีหย่าพวกเจ้าเสีย  กุรอ่าน 66:5  "หากเขาหย่าพวกนาง  บางทีพระเจ้าของเขาจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่เขามีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง  เป็นหญิงที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นหญิงผู้ศรัทธา  เป็นหญิงผู้ภักดี  เป็นหญิงผู้ขอลุแก่โทษ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการถือศิลอด เป็นหญิงที่เป็นหม้าย และที่เป็นหญิงสาว"


หลังจากเหตุการณ์นี้นบีได้ยกเลิกเวรที่จะหมุนเวียนไปตามบ้านภรรยาไปถึง หนึ่งเดือน และใช้ช่วงเวลานั้นไปอยู่กับมาเรียห์แทน  นางไม่ได้อยู่รวมกับภรรยาคนอื่นๆของนบีในเมืองมะดีนะห์  แต่มีบ้านสวนอยู่ที่ชานเมืองแทน  นางเป็นคนเดียวในหมู่ภรรยา (หลังจากนางเคาะดีญะฮ์ตายไป) ที่ตั้งท้องกับนบี  จนกระทั่งให้กำเนิดบุตรชาย "อิบราฮิม" ขึ้นมานางจึงได้เป็นไท  หากแต่เด็กชายตายตั้งแต่อายุน้อยในภายหลัง  นักวิชาการส่วนหนึ่งไม่ได้ยอมรับนางเป็นหนึ่งในภรรยาของนบี  เนื่องจากไม่พบว่ามีการนิกะห์กันชัดเจน  นางน่าจะเป็นเพียงนางสนม/นางบำเรอ/เมียเก็บ/เมียน้อย อะไรแบบนั้นมากกว่า จึงไม่ถือเป็น "มารดาแห่งผู้ศรัทธา" เหมือนภรรยาคนอื่นๆของนบี





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หลวงตาสุจน์

หลวงตาสุจย์ โต้เดือดข่าวลือ อยากกลับไทย ท้าโชว์หลักฐาน พูดตอนไหน   จากกรณีที่ก่อนหน้านี้  มีการแชร์ภาพและเรื่องราวของ  "หลวงตาสุจย์...