วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

คำถามสำหรับชาวพุทธ (๔)

 

   ต่อไป  มีอีกเรื่องซึ่งเกี่ยวกับความวิเศษด้วยเหมือนกัน  บางทีก็สับสนกับความเป็นพระอริยะ-พระอรหันต์ คือ เรื่องพระโพธิสัตว์

 

   ในพระพุทธศาสนามีเรื่องพระโพธิสัตว์  เราก็นับถือพระโพธิสัตว์  พระโพธิสัตว์คือใคร ไม่ต้องตอบก็ได้  โยมก็รู้อยู่แล้ว  พระโพธิสัตว์คือท่านผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 

   พระพุทธเจ้าของเรานี้  ก่อนจะตรัสรู้ก็เคยเป็นพระโพธิสัตว์ตอนที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ออกบรรพชาแล้วเข้าไปแสวงหาธรรมอยู่ในป่าก็เป็นพระโพธิสัตว์  ยังไม่ได้ตรัสรู้   จนกระทั่งตรัสรู้ในวันเพ็ญวิสาขบูชา คือวันเพ็ญเดือนหก  เสร็จแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้า  ก่อนเป็นพระพุทธเจ้าจึงเป็นพระโพธิสัตว์มาตลอด

 

   เราจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ในปัจจุบันชาติ คือก่อนจะตรัสรู้ ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วเราก็มีเรื่องเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ในอดีตก่อนชาตินี้อีกมากมายที่เราเรียกว่าชาดก ๕๔๗ เรื่อง แสดงถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี่เอง เรียกว่า ๕๐๐ ถ้วนหรือ ๕๕๐ ชาติ แต่นับกันที่ตัวเลขจริงได้ ๕๔๗ เรื่อง

 

   ทีนี้เมื่อเรามีพระโพธิสัตว์  เรานับถือพระโพธิสัตว์  เรานับถืออย่างไรจึงจะถูกต้อง

 

   เวลานี้ก็มีพระโพธิสัตว์เกิดขึ้น อย่างที่กำลังนิยมมากคือ เจ้าแม่กวนอิม แล้วโยมรู้ไหม พระโพธิสัตว์ที่เรียกว่ากวนอิมนี้คือใคร ?  มีความเป็นมาอย่างไร ? บางทีก็เรียกตาม ๆ กันไปว่าพระโพธิสัตว์ แต่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าท่านมาจากไหน ไปอย่างไรมาอย่างไร เป็นพระโพธิสัตว์ได้อย่างไร

 

   อย่างน้อยโยมต้องรู้หลักก่อนว่า ความเป็นพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ที่ว่าต้องบำเพ็ญบารมี บำเพ็ญคุณธรรมอย่างยวดยิ่งอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปจะบำเพ็ญกันไม่ไหว  ตั้งใจจะบำเพ็ญความดีข้อไหน  เช่น บำเพ็ญทาน  ก็บำเพ็ญได้อย่างสูงสุดจนกระทั่งสละชีวิตของตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นได้  เรียกว่าให้ชีวิต จะบำเพ็ญความเพียรพยายาม  ก็เพียรพยายามอย่างยวดยิ่ง ไม่มีระย่อท้อถอย  แม้ต้องสิ้นชีวิตก็ยอม นี่คือการบำเพ็ญบารมี หมายถึงคุณธรรมที่บำเพ็ญอย่างยวดยิ่ง

 

   พระโพธิสัตว์เมื่อบำเพ็ญบารมีครบแล้วก็คือได้พัฒนาพระองค์อย่างเต็มที่แล้ว ก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วเราก็นับถือพระโพธิสัตว์นั้น  นับถืออย่างไร ?  นับถือเพื่ออะไร?

 

   ก็ขอตอบสั้น ๆ คือ นับถือเพื่อเอาเป็นแบบอย่าง  เอาพระโพธิสัตว์เป็นตัวอย่าง เป็นตัวอย่างอย่างไร?

 

   พระโพธิสัตว์นั้นกว่าจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านต้องทำความดีมากมาย เพียรพยายามทำมายาวนานอย่างยากลำบากมาก ประสบอุปสรรคมาก แต่ก็ทำมาตลอดโดยไม่ระย่อท้อถอย จนประสบความสำเร็จ ท่านจึงเป็นตัวอย่างในการทำความดีของเรา

 

   พระโพธิสัตว์นั้นท่านมีปณิธานด้วย คือตั้งใจจะทำความดีอันไหนก็ทำจริง ๆ ทำเต็มที่แล้วก็มั่นคงด้วย เราก็ต้องพยายามทำอย่างนั้น โดยมีพระโพธิสัตว์เป็นแบบอย่าง จนกระทั่งเราสามารถเสียสละตัวเองได้เพื่อทำความดีนั้น ตลอดจนกระทั่งว่าพระโพธิสัตว์นี่เสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่น เราก็ต้องสามารถเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อช่วยเหลือสังคม นี่คือคติพระโพธิสัตว์

 

   อันนี้ก็โยงมาหาพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นหลัก พระพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ได้ก็เป็นมาด้วยความเพียรพยายามและทำความดีมามากมาย เพราะอย่างนี้จึงทำให้เราเกิดความซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้า นี่ประการหนึ่ง

 

   ประการที่สองก็คือเป็นการเตือนตัวเราให้สำนึกในหน้าที่ ที่จะพัฒนาตัวที่จะทำความดีเพื่อจะบรรลุคุณธรรมเบื้องสูง

 

   การที่จะบรรลุสิ่งที่ดีงามประเสริฐสูงสุดเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยการหวังหรืออ้อนวอนเฉย ๆ แต่จะต้องเพียรพยายามทำ ฉะนั้น คนเราทุกคนจะต้องพัฒนาตัวเอง ต้องตั้งใจทำความดี คติพระโพธิสัตว์เตือนใจเราว่าเราจะต้องตั้งใจทำความดี บำเพ็ญคุณธรรมต่าง ๆ พร้อมกันนั้นก็เป็นกำลังใจแก่เราในเมื่อเราได้เห็นประวัติของพระโพธิสัตว์ว่าท่านทำความดีมากมาย อย่างเข้มแข็งและเสียสละ เราได้เห็นตัวอย่างแล้วเราก็มีกำลังใจที่จะทำความดีนั้นให้ตลอด บางทีเราทำความดีไป  เราเป็นปุถุชน บางทีเราก็อ่อนแอ เมื่อไปพบอุปสรรคบางอย่างหรือไม่ได้รับผลที่ปรารถนา เราก็เกิดความท้อแท้ เกิดความผิดหวัง

 

   คนจำนวนมากจะเป็นอย่างนี้  ทำความดีไประยะหนึ่งก็ไม่เข้มแข็งจริง  ไม่มั่นคงจริง  ไปประสบอุปสรรค หรือไม่ได้รับผลตอบแทนที่ต้องการก็เกิดความท้อถอย  แล้วก็บ่นเพ้อ เอ้อ  เราอุตส่าห์ทำดีมานักหนา ไม่เห็นได้ดีเลย  แล้วก็มองไปในด้านตรงข้ามว่า อ้าว คนนั้นคนนี้เขาทำไม่ดี  เขาทำชั่วด้วยซ้ำ  ทำไมได้ดีอย่างที่พูดกันว่า  “ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป”  อะไรต่าง ๆ  ก็จะตัดพ้อร้องทุกข์ขึ้นมาแล้วก็พาลพาโลพาเลเลยเลิกทำความดี อันนี้จะเป็นผลเสีย

 

   เมื่อได้เห็นประวัติของพระโพธิสัตว์ก็จะเกิดกำลังใจว่า  พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านทำความดี  ท่านลำบากกว่าเราเยอะแยะอย่างที่ว่าเมื่อกี้  บางทีต้องเสียสละชีวิตก็มี  บางทีพระองค์ทำความดีมากมาย  เขาไม่เห็นความดี  เขาเอาพระองค์ไปฆ่า  พระองค์ก็ไม่ท้อถอย แล้วก็ทำความดีต่อไป  เรามานึกดูตัวเราทำความดีแค่นี้แล้วจะมาท้อถอยอะไร  พระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ลำบากกว่าเรา  ประสบอุปสรรคมากกว่าเรามากมาย ไปท้อถอยทำไม พอเห็นคติพระโพธิสัตว์อย่างนี้  เราก็มั่นคงในความดี สู้ต่อไป นี่แหละเป็นแบบอย่าง นี่คือการนับถือพระโพธิสัตว์ที่ถูกต้อง

 

   ท่านสอนมา ท่านเล่าเรื่องพระโพธิสัตว์มา ก็เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เราในการทำความดี เป็นเครื่องเตือนใจเราไว้ ทำให้เรามีกำลังใจ แล้วเราก็เดินหน้าเรื่อยไปไม่ท้อถอย

 

   ตอนหลังมันเกิดปัญหา คือพระพุทธศาสนาในอินเดียระยะหลังแข่ง กับ ศาสนาฮินดู





   ศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์เดิมนั้น  โยมก็รู้อยู่แล้วเขานับถือเทพเจ้าต่าง ๆ มากมาย การนับถือเทพเจ้านั้นเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้ไปอ้อนวอนขอผลนั่นเอง  ไปอ้อนวอนเซ่นสรวงบวงสรวงตลอดจนบูชายัญ  คิดหาทางเอาอกเอาใจเทพเจ้า  จะให้ท่านบันดาลสิ่งที่ต้องการให้ คนอินเดียติดเรื่องเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันต้องอ้อนวอนเทพเจ้า  เทพเจ้าก็มีฤทธิ์สามารถเก่งกาจเหลือเกิน

 

   พระพุทธศาสนาอยู่ในอินเดียนานๆ มา  บางทีก็ชักไม่มั่นคงในหลักเหมือนกัน ชักอยากจะสนองความต้องการของประชาชนที่อยากจะมีผู้มาช่วยดลบันดาลอะไรที่ต้องการให้

 

   เมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  เขามีเทพเจ้าไว้ให้อ้อนวอน เอ๊ะ  ศาสนาพุทธเราไม่มี ทำอย่างไรดี ก็มานึกว่าพระโพธิสัตว์ท่านเป็นผู้เสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เราจะต้องให้คนมานับถือพระโพธิสัตว์แล้วอ้อนวอนขอผลจากพระโพธิสัตว์ ให้พระโพธิสัตว์ท่านมาช่วย ก็จะมีคู่แข่งที่มาแทนเทพเจ้าของฮินดูได้ ตกลงพุทธศาสนายุคหลังก็มีพระโพธิสัตว์อีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์แบบเดิม

 

   คงจะมาคิดกันว่า เอ๊ะ พระโพธิสัตว์ที่ท่านมาช่วยมนุษย์ทั้งหลาย ท่านมีมหากรุณา แต่ทีนี้จะมาช่วยอย่างไร พระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าที่เล่ากันมาในชาดกท่านก็สิ้นชีวิตไปหมดแล้วก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

   เมื่อพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้สิ้นไปหมดแล้ว  พระพุทธเจ้าเองก็ปรินิพพานไปแล้ว  ทำอย่างไรดี  ก็มีหลักว่าพระพุทธเจ้าใดก็ตาม  จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตต้องเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน  เราทำอย่างไรจะให้พระโพธิสัตว์ยังอยู่แล้วก็มาช่วยคนได้  ก็ต้องเอาพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่หวังพึ่งพระโพธิสัตว์เก่า ๆ ไม่ได้แล้ว  ต้องเอาพระโพธิสัตว์ใหม่ ๆ จึงได้เกิดมีพระโพธิสัตว์หลายองค์ ในอินเดียก็เกิดมีพระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี พระวัชรปาณี พระสมันตภัทรและพระอะไรต่าง ๆ หลายองค์ พระโพธิสัตว์เกิดในอินเดียยุคหลังนี้จึงมาก

 

   ในสมัยพุทธกาลนั้น พระโพธิสัตว์ที่มีชื่อเหล่านี้ไม่มี มามีในสมัยยุคปลายในประเทศอินเดีย พระโพธิสัตว์ท่านเหล่านี้ท่านยังอยู่เพราะจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต จึงสามารถมาช่วยคนได้ ตกลงเราจึงหวังอ้อนวอนจากท่านเหล่านี้ได้ ใครมีความเดือดร้อนเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์ อยากจะได้ผลประโยชน์อะไรก็ไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์เหล่านี้เอาใช่ไหม?

 

   ตกลงว่ามีพระโพธิสัตว์มาคอยช่วยเทียบกันได้กับศาสนาฮินดูที่เขามีเทพเจ้าไว้ช่วย พอแข่งกันได้ ไปคิดแข่งในแง่นี้

 

   มาตอนนี้คติพระโพธิสัตว์มันกลับกัน คือ เดิมนั้นพระโพธิสัตว์ท่านเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ทำความดี เราต้องเอาแบบอย่างพระองค์ เราต้องเสียสละบำเพ็ญความดีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างนั้น

 

   ตอนนี้เราคิดว่า เรามีผู้ที่จะช่วยอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรเราจึงพากันไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน แทนที่จะคิดทำดีอย่างพระโพธิสัตว์ในอดีต

 

   นี่คือคติพระโพธิสัตว์ที่เพี้ยนผิดไป

 

   โยมจะต้องรู้ทัน ความหมายเดิมนั้นท่านไปนับถือพระโพธิสัตว์ ให้เราทำดีอย่างท่าน เสียสละอย่างท่าน แต่มาปัจจุบันกลายเป็นนับถือพระโพธิสัตว์จะได้ไปขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์

 

   อันนี้จะผิดหรือจะถูก ตัดสินได้เองเลยใช่ไหม

 

   พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายานที่มีชื่อเสียงมากก็  คือ พระอวโลกิเตศวร เพราะเป็นผู้มีมหากรุณา  ช่วยเหลือปลดเปลื้องความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย

 

   พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้  เมื่อพระพุทธศาสนามหายานเข้าสู่ประเทศจีน เป็นต้น พระอวโลกิเตศวรก็เข้าไปด้วย  ต่อมาในประเทศจีน  พระอวโลกิเตศวรได้เปลี่ยนนามเป็นพระกวนอิมก็คือองค์เดียวกัน  พระอวโลกิเตศวรเดิมนั้นเป็นผู้ชาย  แต่พอไปเมืองจีนไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิง  ทำไมเปลี่ยนเป็นผู้หญิง  ก็เป็นเรื่องของตำนาน มีหลายตำนาน

 

   ตำนานหนึ่งเล่าว่าพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีนประชวรเป็นโรคที่รักษาให้หาย แพทย์หลวงแพทย์ชาวบ้านอะไรก็ไม่มีใครรักษาหาย จึงร้อนถึงพระโพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวรกวนอิม ต้องมารักษา

 

   แต่จะเข้าไปรักษาได้อย่างไร ท่านเป็นผู้ชาย พระราชวังฝ่ายในเขามีกฎมณเฑียรบาลห้ามผู้ชายเข้าไป ก็ต้องแปลงร่างเป็นผู้หญิงแล้วเข้าไปรักษาพระราชธิดาจนกระทั่งหายจากโรคนั้น เสร็จแล้วไม่ได้กลับร่างเป็นผู้ชาย จึงเป็นผู้หญิงมาจนบัดนี้ นี่คือเจ้าแม่กวนอิม

 

   ตอนนี้เจ้าแม่กวนอิมเข้ามาประเทศไทยแล้ว เราจะต้องนับถือเจ้าแม่กวนอิมให้ถูก ถ้าเรานับถือพระโพธิสัตว์อย่างถูกต้องจะต้องนับถือในแง่ที่ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมความดีสูงส่ง เป็นผู้มีมหากรุณา เสียสละ บำเพ็ญคุณธรรม ช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้อื่น ทำความดีไม่ย่อท้อ เราก็เช่นกัน เราก็จะต้องบำเพ็ญคุณธรรมช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่ไปหวังพึ่งอ้อนวอนขอผลประโยชน์จากท่านเพราะอันนั้นจะทำให้ผิดหลักพระศาสนา คือผิดหลักกรรม ไม่หวังผลจากการกระทำ กลายเป็นหวังผลจากสิ่งศักดิ์สิทธ์ไป

 

   อันนี้เป็นเรื่องที่ตั้งเป็นข้อสังเกตให้โยมได้พิจารณาในสภาพปัจจุบัน เพราะเราจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มาก ถ้าเราตั้งตัวไม่ถูก ไม่อยู่ในหลัก เราก็พลาด ตกหรือหลุดหล่นไปจากพระศาสนา

 

   ดังนั้นเป็นยังไง ๆ ต้องยึดหลักกรรมไว้ให้ได้ คือหวังผลจากการกระทำ ไม่หวังผลจากความศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์การดลบันดาลของผู้วิเศษ เอาละอันนี้ก็ขอผ่านไป

 

   คำถามอีกข้อหนึ่งว่า  พระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์  เรารู้ว่าความหมายต่างกัน พระโพธิสัตว์นั้นยังบำเพ็ญบารมีอยู่  จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป  แต่ตอนนี้ยังไม่หมดกิเลส  ส่วนพระอรหันต์นั้นเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ละโลภะ โทสะ โมหะ ได้หมด

 

   พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง คำว่าพระอรหันต์นี้กว้างอย่าไปนึกว่าพระพุทธเจ้าต่างจากพระอรหันต์  พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง  เราเรียกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เติมพระอรหันต์  เข้าไปข้างหน้า  หมายความว่าพระอรหันต์นั้นมีหลายประเภท

 

   พระอรหันต์ที่ได้ตรัสรู้เอง  ค้นพบสัจธรรมด้วยพระองค์เองแล้วสามารถที่จะประกาศธรรมสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย  เรียกว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เป็นพระอรหันต์ประเภทที่หนึ่ง

 

 ประเภทที่สอง คือประเภทรู้สัจธรรมด้วยตนเอง แต่ไม่ถนัดในการที่จะไปสั่งสอนประกาศธรรมให้ผู้อื่นได้รู้ตาม คือขาดความสามารถในเชิงการสั่งสอน เรียกว่า ปัจเจกพุทธ

 

 ประเภทที่สาม ก็คือ พระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วรู้ตาม ไม่ได้ค้นพบสัจธรรมเอง ต้องมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า นี่เป็นพระอรหันต์ประเภทที่ ๓ เรียกว่า อนุพุทธ

 

   พระสาวกทั้งหลายก็เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น คือเป็นพระอรหันตสาวก ที่เรียกว่าพระอนุพุทธ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอัสสชิ พระอุรุเวลกัสสปะ ที่เคยเป็นชฎิลมาก่อน พระมหากัสสปเถระ  ที่เป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ พระอัญญาโกณทัญญะ ที่อยู่ในปัญจวัคคีย์ และอีกมากมายล้วนเป็นพระอรหันต์

 

   พระอรหันต์  เป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว จึงต่างกันกับพระโพธิสัตว์ แต่ทั้งพระโพธิสัตว์ และพระอรหันต์ ท่านล้วนแต่ทำความดีทั้งนั้น ไม่ทำความชั่ว

 

   พระโพธิสัตว์  ก็ตั้งใจทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น  พระพุทธเจ้าก็ช่วยเหลือสัตว์มนุษย์ทั้งหลาย จาริกไปประกาศพระศาสนาสั่งสอนเพื่อจะให้สรรพสัตว์ได้พ้นจากความทุกข์ประสบความสุขที่แท้จริง

 

   พระองค์ทำงานไม่ได้หยุดไม่หย่อน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยมนุษย์ทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน พอมีพระอรหันต์ไม่กี่องค์พระพุทธเจ้าก็ส่งไปประกาศพระศาสนาโดยตรัสว่า จงจาริกไปประกาศธรรมะ แสดงธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

 

   นี่เรื่องของพระอรหันต์  ท่านทำกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่มนุษย์  เพราะฉะนั้นท่านก็ทำความดี พระโพธิสัตว์ก็ทำความดี  ต่างก็ทำความดี  ถามว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างการทำความดีของพระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์  อันนี้เป็นอีกหลักหนึ่ง  ถ้าโยมตอบได้ก็แสดงว่าเข้าใจหลักพระศาสนาลึกซึ้งยิ่งขึ้น  คิดในใจดูก่อน  แล้วอาตมาจะตอบให้ฟัง

 

   ทีนี้จะตอบแล้ว มีความแตกต่างกันอยู่ที่เป็นข้อสำคัญ ๒ ประการ

 

     ประการที่หนึ่ง  พระโพธิสัตว์ที่ทำความดีนั้น  ท่านทำด้วยปณิธาน หมายความว่ามีความตั้งใจไว้ จะบำเพ็ญบารมีก็เอาปณิธานหรือความตั้งใจมั่นนั้นมาเป็นเครื่องนำตัวเอง ทำให้เกิดพลังในการที่จะทำความดี ทำความดีแน่วแน่ ทำความดีไม่ท้อถอย แล้วท่านก็ทำความดีเต็มที่

 

   เพราะฉะนั้นเราจะว่าทำความดีหย่อนก็ไม่เชิงเพราะท่านทำจริง ๆ ไม่ย่อหย่อน แต่การที่ไม่ย่อหย่อนนั้นมีความไม่สมบูรณ์ในตัว คือท่านจะต้องอยู่ด้วยปณิธาน ที่ท่านทำไปนั้นทำไปด้วยปณิธาน ท่านตั้งปณิธานไว้ว่า ท่านจะทำความดีอันนี้ท่านก็ทำไปใหญ่เลย มีความมั่นคงเด็ดเดี่ยวในการกระทำนั้น แต่เรียกว่าทำด้วยปณิธาน

 

   ตอนนี้มาดูพระอรหันต์มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ท่านทำความดีด้วยอะไร อะไรเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทำความดี โยมตอบได้ไหม? ไม่ใช่ด้วยปณิธาน ลักษณะที่สำคัญของพระอรหันต์ท่านเรียกว่าเป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมายความว่าตัวเองได้เข้าถึงจุดหมายแล้ว เข้าถึงประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาตนแล้ว  เข้าถึงนิพพานแล้ว

 

   พระอรหันต์เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตนแล้ว  ไม่มีอะไรจะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป จึงเป็นชีวิตที่เป็นอยู่และทำอะไรเพื่ออะไร ?   ก็ทำเพื่อผู้อื่นอย่างเดียว  ที่ทำอย่างนั้นทำด้วยอะไร ? เพราะเป็นธรรมชาติของท่านอย่างนั้น เป็นธรรมดาของท่านเพราะท่านไม่มีอะไรที่ต้องทำเพื่อตัวเองแล้ว

 

   ถ้าว่าให้ลึกซึ้งลงไป พระโพธิสัตว์ยังต้องทำเพื่อตัวเองนะ  เพราะท่านยังต้องทำให้ตัวเองได้ตรัสรู้   จะต้องทำด้วยปณิธาน  คือการตั้งความปรารถนาเพื่อตัวเองจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  เพื่อตัวเองจะได้บรรลุพระนิพพาน  แต่พระอรหันต์นั้นท่านบรรลุนิพพานแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว  ไม่มีอะไรจะทำเพื่อตัวเองอีก  จึงเป็นธรรมดาของท่านที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น  ไปตามเหตุผลตามผล โดยไม่ต้องอาศัยปณิธาน

 

   อันนี้เป็นความแตกต่างระหว่างพระโพธิสัตว์ กับ พระอรหันต์ ในการทำความดีประการที่หนึ่ง

 

   ต่อไป ประการที่สอง  ความไม่สมบูรณ์ในการทำความดีของพระโพธิสัตว์

 

   เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส  ยังไม่รู้แจ้งสัจธรรม การทำความดีของท่านนั้น  จึงทำโดยยังไม่มีปัญญาสูงสุดที่รู้ธรรมแจ่มแจ้ง  ความดีนั้นเป็นเรื่องของธรรม แต่ผู้ที่จะประพฤติธรรมได้สมบูรณ์ จะต้องรู้สัจธรรม รู้ความจริงของธรรมชาติทั้งหมด

 

   ทีนี้ความดีที่เรานำมาประพฤติปฏิบัตินั้น  ตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรม คือตัวความจริงในธรรมชาติในกฎธรรมชาติ

 

   พระโพธิสัตว์ยังไม่รู้  ยังไม่เข้าใจถึงความจริงอันนั้น  แล้วท่านทำความดีได้อย่างไร ท่านก็ทำตามที่รู้ที่เข้าใจยึดถือกันอยู่ในโลกในสังคมมนุษย์ในยุคนั้น ๆ ที่ยึดถือว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีเป็นความดีอันนั้นท่านทำเต็มที่  ท่านให้ถึงที่สุดอย่างที่ไม่มีคนอื่นทำได้ ความดีในความหมายที่มนุษย์จะทำได้ทั่วไป พระโพธิสัตว์ต้องยอดเยี่ยมทำได้สูงสุด

 

   จุดที่ไม่สมบูรณ์อยู่ที่ว่า  ท่านทำได้แค่นั้นแหละ  แค่เท่าที่มนุษย์รู้ว่าอะไรคือความดี ท่านไม่ได้ทำด้วยปัญญาที่รู้แจ้งสัจธรรม ไ ม่เหมือนพระอรหันต์  ที่ท่านทำด้วยรู้แจ้ง  มีปัญญาหยั่งถึงสัจธรรมด้วยความเห็นจริง เห็นความสัมพันธ์ในกฎธรรมชาติ ด้วยปัญญาถ่องแท้

 

   เรื่องที่ว่ามานี้  เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักในพระพุทธศาสนา ซึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เราควรจะมีความรู้เข้าใจ ถ้าเรามีความรู้เข้าใจเป็นหลักอยู่อย่างนี้แล้ว เราจะไม่หวั่นไหว เราจะวางตัวได้ถูกต้อง และเราก็จะเดินไปในทางสู่ความก้าวหน้าในหลักพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

   มิฉะนั้นแล้ว เราจะถูกดึงเฉออกไปจากหลักพุทธศาสนา จากหลักการที่ถูกต้อง นอกจากหล่นจากพุทธศาสนาแล้ว ก็อาจจะแกว่งไกวไถลลงไปสู่ความเสื่อมได้

 

   ขอให้เรามีศรัทธาที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา  ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยให้มีคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกาที่ดี  ตั้งแต่ข้อ ๑ เริ่มต้นด้วยศรัทธาที่ถูกหลักพระศาสนา  เชื่ออย่างมีหลักการ  มีเหตุผล  ไม่งมงาย  มั่นในคุณพระรัตนตรัย เป็นต้น ไปจนกระทั่งข้อที่ ๓ ที่ยกมาพูดเป็นพิเศษว่าสัมพันธ์กับยุคนี้ คือ ไม่ตื่นข่าวมงคล  หวังผลจากกรรม  ไม่หวังผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ดังที่กล่าวมาแล้ว

 

 



 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คำถามสำหรับชาวพุทธ (๔)

     ต่อไป  มีอีกเรื่องซึ่งเกี่ยวกับความวิเศษด้วยเหมือนกัน   บางทีก็สับสนกับความเป็นพระอริยะ-พระอรหันต์ คือ เรื่องพระโพธิสัตว์       ในพ...