- ต่อ -
พระอริยะ กับ ผู้วิเศษต่างกันอย่างไร ?
ถ้าเราเข้าใจข้อนี้แล้ว
เราก็จะอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น
เพราะประชาชนในปัจจุบันนี่สับสนมาก มักเอาความเป็นผู้วิเศษ กับ ความเป็นพระอริยะเป็นอันเดียวกันเสีย
ถ้าอย่างนี้แล้วหลักพระศาสนาก็จะสับสนแล้วก็เสื่อมด้วย
ผู้วิเศษ คืออะไร เรามักจะเรียกคนที่มีฤทธิ์นั่นเองว่าเป็นผู้วิเศษ เช่น
โยคี ฤาษี ดาบส ก่อนพุทธกาล ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นก็มีโยคี ฤาษี ดาบส
เยอะ อยู่ในป่า ได้ฌานสมาบัติ ได้โลกียอภิญญา มีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ หูทิพย์
ตาทิพย์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราเรียกได้ว่าเป็นผู้วิเศษ คือ ผู้มีฤทธิ์นั่นเอง
ลองมาดูความหมายของ พระอริยะ ว่าคืออะไร ?
พระอริยะ คือท่านผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ประเสริฐเพราะไกลจากกิเลส
ไกลจากกิเลสก็คือ หมดจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่ากำจัดความโลภ โกรธ หลง
ให้ลดน้อยเบาบางลง กิเลสน้อยลงไป ๆ จนกระทั่งว่าเป็นอริยะอย่างสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ซึ่งหมดกิเลสทั้ง ๓ อย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะ
เป็นผู้บริสุทธิ์ประเสริฐสูงสุด
อย่างนี้แยกได้หรือยัง ?
ผู้วิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นอริยะ
ผู้วิเศษอาจจะมีฤทธิ์มีความสามารถ
เช่น อย่างโยคีก่อนพุทธกาล
ก็ไม่ได้เป็นอริยะกันเลย
พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเรียนไปศึกษาในสำนักของพวกโยคี ไปสำนักของอาฬารดาบสได้ฌานสมาบัติ ถึงขั้นอรูปฌาน ชั้นอากิญจัญญายตนสมาบัติ เห็นว่าน้อยไป ไม่จบ ก็เข้าสำนักของอุททกดาบสรามบุตร ได้สมาบัติขั้นสูงสุดเป็นอรูปฌาน ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ จบความรู้ที่มีของพวกนักพรตนักบวชสมัยนั้น พระองค์ก็เห็นว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จึงได้ละออกไปแล้วก็ไปแสวงหาทางของพระองค์เอง ได้บำเพ็ญตามมัชฌิมาปฏิปทา จนกระทั่งได้ตรัสรู้ แล้วพระองค์ก็ทรงชี้ให้เห็นว่าทางที่นำมาสู่ความเป็นผู้วิเศษมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง
ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือ มันไม่ช่วยให้หมดกิเลส
สิ่งที่สำคัญ ก็คือ การมีปัญญารู้แจ้งสัจธรรม รู้สภาวะ รู้เท่าทันความจริงของสังขารคือโลกและชีวิต ทำจิตใจให้เป็นอิสระได้ หมดทุกข์ได้ หมดกิเลสได้ อันนี้จึงจะเป็นวิถีทางของพระอริยะ
แต่ก็มีพระอริยะหลายองค์ พระอรหันต์หลายองค์ที่ท่านได้ฤทธิ์
ได้ฌานได้สมาบัติ
ถ้าท่านได้ฤทธิ์ได้ฌานได้สมาบัติได้อภิญญาจำพวกโลกีย์
เช่นหูทิพย์ตาทิพย์ด้วย ก็เป็นความรู้พิเศษหรือคุณสมบัติพิเศษของท่าน
เป็นความสามารถพิเศษที่เอามาใช้ประโยชน์ในการประกาศพระศาสนาได้
พวกฤทธิ์ทั้งหลายนั้นเทียบว่าเหมือนเทคโนโลยี
เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ถ้าใช้เป็น
เทคโนโลยีถ้าอยู่กับคนชั่วใช้ไม่ดีก็มีโทษ เอาไปฆ่าไปฟันคน หรือเอาไปทำร้ายก่อเหตุที่ทำให้เกิดความพินาศแก่สังคมมนุษย์ได้ เช่น อาจจะทำลูกระเบิดก็ได้ เทคโนโลยีนั้น ถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ ถ้าคนดีใช้ก็กลายเป็นประโยชน์ เช่น คอมพิวเตอร์ ถ้าใช้ในทางสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ได้เยอะ จึงเป็นความสามารถพิเศษ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไร
ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว
พวกฤทธิ์หรือความวิเศษนี้ก็เหมือนกัน
ถ้าไปอยู่กับคนชั่วก็ใช้ในทางร้าย เอาไปหาลาภสักการะเพื่อตนเอง
เอาไปทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น เอาไปหลอกลวงประชาชน
ถ้าเป็นคนดี ท่านก็เอามาใช้ในการทำงานพระศาสนา
เรื่องนี้จะดีหรือชั่วจึงอยู่ที่ผู้ใช้และเจตนาที่ใช้
เรื่องความวิเศษ หรือ ผู้วิเศษก็อย่างโยคี ฤาษี ดาบส ตลอดจนพระเทวทัต
โยมคงรู้จักพระเทวทัต ชาวพุทธไม่มีใครไม่รู้จักพระเทวทัต พระเทวทัตก็เป็นผู้วิเศษเพราะท่านได้ฤทธิ์
ได้อภิญญา เก่งมาก
มาแสดงฤทธิ์จนกระทั่งพระเจ้าอชาตศัตรูตอนเป็นพระราชกุมารเชื่อ
หลงใหลในพระเทวทัตมากและเป็นลูกศิษย์
จนกระทั่งมาคบคิดกันในการจะชิงราชสมบัติแล้วก็จะครอบครองคณะสงฆ์
ในประวัติทางโลกก็อย่างรัสปูติน ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียล่มไปเลย
รัสปูตินก็เป็นผู้วิเศษมีพลังจิตสูง คือ ถ้าคนชั่วได้ฤทธิ์แล้ว นำไปใช้ในทางชั่ว อย่างน้อยก็หาลาภสักการะหวังผลประโยชน์ส่วนตัว
แต่ถ้าเป็นพระอริยะแล้วถ้าเกิดมีความวิเศษด้วยอย่างพระโมคคัลลานะ
ท่านก็เอามาใช้ในทางที่ดี
เพื่อการพระศาสนา
แต่ท่านที่ใช้ในทางที่ถูกต้องท่านจะไม่ล่อให้ประชาชนหลงใหล เพราะอะไร ? เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าพระองค์สรรเสริญแต่อนุศาสนีปาฏิหาริย์
คนดีและพระอริยะทั้งหลายท่านจะใช้อนุศาสนีปาฏิหาริย์คือสอนให้รู้จริง
เพราะเป็นทางที่จะให้ญาติโยมเกิดปัญญา ได้ปัญญาที่เป็นของตัว
ไม่ต้องมาพึ่งท่านผู้วิเศษต่อไป โยมจึงต้องแยกให้ถูกระหว่างผู้วิเศษกับพระอริยะ
ความวิเศษ เช่น มีฤทธิ์ เป็นต้น
ไม่ใช่เครื่องตัดสินความเป็นพระอรหันต์หรือความเป็นอริยะ
อย่างที่บอกแล้วผู้มีฤทธิ์มากมายก็เป็นมนุษย์ปุถุชน อย่างพระเทวทัตซึ่งมีกิเลสมากมาย
นอกจากนั้น ถ้าหากหลงใหลในความวิเศษ หรือ ในฤทธิ์เหล่านี้
ต่อไปก็จะเสื่อมจากฤทธิ์นั้นด้วย เพราะกิเลสนั้นจะเป็นเครื่องบังปัญญา ทำให้เกิดความหลงมัวเมา ในทางตรงกันข้าม พระอริยะก็อาจจะไม่มีฤทธิ์อะไรเลย อยู่ที่การมีกิเลสน้อยเบาบาง มีโลภะ โมหะ โทสะน้อย มีความบริสุทธิ์มีคุณธรรม
เพราะฉะนั้น พระอริยะ หรือพระอรหันต์ บางท่าน หลายท่าน ท่านไม่มีหรอกเรื่องความวิเศษที่จะให้โยมได้เห็นฤทธิ์อะไร เวลาท่านไปไหนท่านก็ไปธรรมดา ๆ โยมก็ไม่ตื่นเต้น อาจจะเห็นพระอริยะ แม้กระทั่งพระอรหันต์ แล้วไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ตรงกันข้ามกับเห็นผู้วิเศษ ดังนั้นจึงต้องแยกกันให้ถูกว่าใครคือผู้วิเศษ ใครคือพระอริยะ
ถ้ารู้หลักพระศาสนาแล้วก็แยกได้ ก็จะหมดปัญหา
ทีนี้ก็ตอบคำถามที่เนื่องกันไปนิดหน่อยว่า
ก็แล้วจะรู้ว่าใครเป็นพระอริยะ หรือใครเป็นพระอรหันต์ ใครเป็นผู้ตัดสิน
ผู้ที่จะรู้ได้ว่าใครเป็นพระอริยะ ก็ต้องเป็นอริยะเองก่อน พระอรหันต์จึงจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์คือต้องเป็นคนระดับเดียวกันหรือสูงกว่า อันนี้เป็นหลักทั่วไป เอาแค่หลักทั่วไปก่อน
อันนี้ต้องระวัง ประชาชนปัจจุบันมีความโน้มเอียงในการที่จะไปเที่ยวตั้งพระองค์โน้นเป็นพระอรหันต์
ตั้งพระองค์นี้เป็นพระอริยะ
ระวังเถอะ
มันเป็นเรื่องที่จะทำให้เสียหลักพระศาสนา
แต่เรามีสิทธ์ที่จะพิจารณาด้วยปัญญา
เรามีหลักเราก็ดูและตรวจสอบได้ว่า
พระองค์นี้มีความประพฤติดีงาม
ตั้งอยู่ในหลักพระธรรมวินัย
ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า น่าเลื่อมใสหรือไม่ เราอาจจะสันนิษฐานอะไรก็อยู่ในใจของเรา แต่อย่าเพิ่งไปวินิจฉัยตัดสิน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น