วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

คำถามสำหรับชาวพุทธ (๓)

- ต่อ - 

   

   พระอริยะ กับ ผู้วิเศษต่างกันอย่างไร ?

 

   ถ้าเราเข้าใจข้อนี้แล้ว  เราก็จะอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น เพราะประชาชนในปัจจุบันนี่สับสนมาก  มักเอาความเป็นผู้วิเศษ กับ ความเป็นพระอริยะเป็นอันเดียวกันเสีย ถ้าอย่างนี้แล้วหลักพระศาสนาก็จะสับสนแล้วก็เสื่อมด้วย

 

   ผู้วิเศษ คืออะไร เรามักจะเรียกคนที่มีฤทธิ์นั่นเองว่าเป็นผู้วิเศษ เช่น โยคี ฤาษี ดาบส ก่อนพุทธกาล  ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นก็มีโยคี ฤาษี ดาบส เยอะ อยู่ในป่า ได้ฌานสมาบัติ ได้โลกียอภิญญา  มีฤทธิ์  มีปาฏิหาริย์  หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราเรียกได้ว่าเป็นผู้วิเศษ คือ ผู้มีฤทธิ์นั่นเอง

 

   ลองมาดูความหมายของ พระอริยะ ว่าคืออะไร ?

 

   พระอริยะ คือท่านผู้ไกลจากกิเลส  เป็นผู้ประเสริฐเพราะไกลจากกิเลส ไกลจากกิเลสก็คือ หมดจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่ากำจัดความโลภ โกรธ หลง ให้ลดน้อยเบาบางลง กิเลสน้อยลงไป ๆ  จนกระทั่งว่าเป็นอริยะอย่างสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ซึ่งหมดกิเลสทั้ง ๓ อย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้บริสุทธิ์ประเสริฐสูงสุด

 

   อย่างนี้แยกได้หรือยัง ?

 

   ผู้วิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นอริยะ

 

   ผู้วิเศษอาจจะมีฤทธิ์มีความสามารถ  เช่น อย่างโยคีก่อนพุทธกาล  ก็ไม่ได้เป็นอริยะกันเลย พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเรียนไปศึกษาในสำนักของพวกโยคี  ไปสำนักของอาฬารดาบสได้ฌานสมาบัติ  ถึงขั้นอรูปฌาน  ชั้นอากิญจัญญายตนสมาบัติ  เห็นว่าน้อยไป  ไม่จบ  ก็เข้าสำนักของอุททกดาบสรามบุตร  ได้สมาบัติขั้นสูงสุดเป็นอรูปฌาน  ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ  จบความรู้ที่มีของพวกนักพรตนักบวชสมัยนั้น  พระองค์ก็เห็นว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จึงได้ละออกไปแล้วก็ไปแสวงหาทางของพระองค์เอง  ได้บำเพ็ญตามมัชฌิมาปฏิปทา  จนกระทั่งได้ตรัสรู้  แล้วพระองค์ก็ทรงชี้ให้เห็นว่าทางที่นำมาสู่ความเป็นผู้วิเศษมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือ มันไม่ช่วยให้หมดกิเลส

 

  สิ่งที่สำคัญ  ก็คือ การมีปัญญารู้แจ้งสัจธรรม  รู้สภาวะ  รู้เท่าทันความจริงของสังขารคือโลกและชีวิต  ทำจิตใจให้เป็นอิสระได้  หมดทุกข์ได้  หมดกิเลสได้  อันนี้จึงจะเป็นวิถีทางของพระอริยะ

 

   แต่ก็มีพระอริยะหลายองค์ พระอรหันต์หลายองค์ที่ท่านได้ฤทธิ์ ได้ฌานได้สมาบัติ

 

   ถ้าท่านได้ฤทธิ์ได้ฌานได้สมาบัติได้อภิญญาจำพวกโลกีย์ เช่นหูทิพย์ตาทิพย์ด้วย ก็เป็นความรู้พิเศษหรือคุณสมบัติพิเศษของท่าน เป็นความสามารถพิเศษที่เอามาใช้ประโยชน์ในการประกาศพระศาสนาได้

 

   พวกฤทธิ์ทั้งหลายนั้นเทียบว่าเหมือนเทคโนโลยี เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ถ้าใช้เป็น

 

   เทคโนโลยีถ้าอยู่กับคนชั่วใช้ไม่ดีก็มีโทษ  เอาไปฆ่าไปฟันคน หรือเอาไปทำร้ายก่อเหตุที่ทำให้เกิดความพินาศแก่สังคมมนุษย์ได้  เช่น  อาจจะทำลูกระเบิดก็ได้  เทคโนโลยีนั้น ถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ  ถ้าคนดีใช้ก็กลายเป็นประโยชน์ เช่น คอมพิวเตอร์  ถ้าใช้ในทางสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ได้เยอะ  จึงเป็นความสามารถพิเศษ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว

 

   พวกฤทธิ์หรือความวิเศษนี้ก็เหมือนกัน  ถ้าไปอยู่กับคนชั่วก็ใช้ในทางร้าย เอาไปหาลาภสักการะเพื่อตนเอง เอาไปทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น เอาไปหลอกลวงประชาชน

 

   ถ้าเป็นคนดี ท่านก็เอามาใช้ในการทำงานพระศาสนา เรื่องนี้จะดีหรือชั่วจึงอยู่ที่ผู้ใช้และเจตนาที่ใช้

 

   เรื่องความวิเศษ หรือ ผู้วิเศษก็อย่างโยคี ฤาษี ดาบส ตลอดจนพระเทวทัต โยมคงรู้จักพระเทวทัต ชาวพุทธไม่มีใครไม่รู้จักพระเทวทัต  พระเทวทัตก็เป็นผู้วิเศษเพราะท่านได้ฤทธิ์ ได้อภิญญา เก่งมาก  มาแสดงฤทธิ์จนกระทั่งพระเจ้าอชาตศัตรูตอนเป็นพระราชกุมารเชื่อ หลงใหลในพระเทวทัตมากและเป็นลูกศิษย์  จนกระทั่งมาคบคิดกันในการจะชิงราชสมบัติแล้วก็จะครอบครองคณะสงฆ์

 

   ในประวัติทางโลกก็อย่างรัสปูติน   ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียล่มไปเลย  รัสปูตินก็เป็นผู้วิเศษมีพลังจิตสูง คือ ถ้าคนชั่วได้ฤทธิ์แล้ว  นำไปใช้ในทางชั่ว  อย่างน้อยก็หาลาภสักการะหวังผลประโยชน์ส่วนตัว  แต่ถ้าเป็นพระอริยะแล้วถ้าเกิดมีความวิเศษด้วยอย่างพระโมคคัลลานะ ท่านก็เอามาใช้ในทางที่ดี   เพื่อการพระศาสนา  แต่ท่านที่ใช้ในทางที่ถูกต้องท่านจะไม่ล่อให้ประชาชนหลงใหล เพราะอะไร ?  เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าพระองค์สรรเสริญแต่อนุศาสนีปาฏิหาริย์

 

   คนดีและพระอริยะทั้งหลายท่านจะใช้อนุศาสนีปาฏิหาริย์คือสอนให้รู้จริง เพราะเป็นทางที่จะให้ญาติโยมเกิดปัญญา ได้ปัญญาที่เป็นของตัว ไม่ต้องมาพึ่งท่านผู้วิเศษต่อไป โยมจึงต้องแยกให้ถูกระหว่างผู้วิเศษกับพระอริยะ

 

   ความวิเศษ เช่น มีฤทธิ์ เป็นต้น ไม่ใช่เครื่องตัดสินความเป็นพระอรหันต์หรือความเป็นอริยะ อย่างที่บอกแล้วผู้มีฤทธิ์มากมายก็เป็นมนุษย์ปุถุชน อย่างพระเทวทัตซึ่งมีกิเลสมากมาย

 

   นอกจากนั้น  ถ้าหากหลงใหลในความวิเศษ หรือ ในฤทธิ์เหล่านี้ ต่อไปก็จะเสื่อมจากฤทธิ์นั้นด้วย เพราะกิเลสนั้นจะเป็นเครื่องบังปัญญา  ทำให้เกิดความหลงมัวเมา ในทางตรงกันข้าม พระอริยะก็อาจจะไม่มีฤทธิ์อะไรเลย  อยู่ที่การมีกิเลสน้อยเบาบาง มีโลภะ โมหะ โทสะน้อย มีความบริสุทธิ์มีคุณธรรม

 

   เพราะฉะนั้น  พระอริยะ หรือพระอรหันต์  บางท่าน  หลายท่าน  ท่านไม่มีหรอกเรื่องความวิเศษที่จะให้โยมได้เห็นฤทธิ์อะไร  เวลาท่านไปไหนท่านก็ไปธรรมดา ๆ โยมก็ไม่ตื่นเต้น อาจจะเห็นพระอริยะ  แม้กระทั่งพระอรหันต์ แล้วไม่ตื่นเต้นอะไรเลย  ตรงกันข้ามกับเห็นผู้วิเศษ  ดังนั้นจึงต้องแยกกันให้ถูกว่าใครคือผู้วิเศษ  ใครคือพระอริยะ ถ้ารู้หลักพระศาสนาแล้วก็แยกได้  ก็จะหมดปัญหา

 

   ทีนี้ก็ตอบคำถามที่เนื่องกันไปนิดหน่อยว่า  ก็แล้วจะรู้ว่าใครเป็นพระอริยะ หรือใครเป็นพระอรหันต์ ใครเป็นผู้ตัดสิน

 

   ผู้ที่จะรู้ได้ว่าใครเป็นพระอริยะ  ก็ต้องเป็นอริยะเองก่อน   พระอรหันต์จึงจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์คือต้องเป็นคนระดับเดียวกันหรือสูงกว่า  อันนี้เป็นหลักทั่วไป  เอาแค่หลักทั่วไปก่อน

 

   อันนี้ต้องระวัง  ประชาชนปัจจุบันมีความโน้มเอียงในการที่จะไปเที่ยวตั้งพระองค์โน้นเป็นพระอรหันต์ ตั้งพระองค์นี้เป็นพระอริยะ  ระวังเถอะ  มันเป็นเรื่องที่จะทำให้เสียหลักพระศาสนา

 

   แต่เรามีสิทธ์ที่จะพิจารณาด้วยปัญญา  เรามีหลักเราก็ดูและตรวจสอบได้ว่า  พระองค์นี้มีความประพฤติดีงาม  ตั้งอยู่ในหลักพระธรรมวินัย  ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  น่าเลื่อมใสหรือไม่  เราอาจจะสันนิษฐานอะไรก็อยู่ในใจของเรา  แต่อย่าเพิ่งไปวินิจฉัยตัดสิน

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ชีวิตผู้นำ

  มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับชีวิตของ รีซอลจู ก่อนแต่งงาน แต่รายงานจากหน่วย ข่าว กรองเกาหลีใต้ระบุว่า เธอเคยศึกษาวิชาขับร้องในประเทศจีน แ...