เขาเล่าประวัติผู้ตั้งอิสลามละเอียดยิบ มีภาพประกอบ อ่านสนุกได้ความรู้
ตอนแรกก็ยาวแล้ว ใน FB ตัวอักษรอัดแน่นอ่านยากลำบากตา เพราะฉะนั้น เพื่อความสบายตา ตรงนี้ขออนุญาตซอยเป็น ๒ ตอน จัดแถวใหม่เพื่อให้อ่านง่าย
💢 จักรวรรดิ อิสลามตอนที่ 1
https://www.facebook.com/photo?fbid=2986948741620684&set=gm.1314040165692803
- จักรวรรดิ อิสลามตอนที่ 1
ศาสนาอิสลามถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 610
อันเป็นปีที่ศาสนาทูต "มูฮัมหมัด" และนักรบกลุ่มญีฮาด
เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นจักรวรรดิมุสลิม
ปี ค.ศ. 612 – 629
ชาวเติร์กมุสลิมจากเอเชียกลาง
ได้เข้าร่วมกับกองทัพมุสลิมด้วยในฐานะนักรบรับจ้าง
มูฮัมหมัดสร้างจักรวรรดิอิสลามสำเร็จ
เป็นเขตการปกครองแบบหนึ่งในอาณาจักรของประชาชาติมุสลิมทั้งหมดทั้งมวลที่มีประมุขเป็นเคาะลีฟะฮ์ ที่มาจากปรัชญาว่า
เป็นผู้สืบทอดอำนาจต้องมาจากสายเลือดของศาสดาในลัทธิอิสลาม
👳อิสลามเริ่มต้นบริเวณคาบสมุทรอาหรับ
ในสมัยก่อนศาสนาอิสลามเป็นดินแดนที่อยู่ของพวกอาหรับเร่ร่อน
ซึ่งถูกเรียกว่า พวกเบดูอิน (Bedouins)
กลุ่มชนที่ใช้ภาษาเซมิติก มีชนอาหรับหลายเผ่า
วิถีชีวิตของกลุ่มอาหรับ ในแถบทะเลทรายนี้ มี 2 แบบด้วยกัน คือ
พวกที่เร่ร่อนตามทะเลทราย (ชนเผ่าเบดูอิน) มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ ต้องเดินทางหาทุ่งหญ้า และบ่อน้ำให้ฝูงสัตว์ ส่วนอาหรับชนกลุ่มนี้เป็นพวกยากจน แต่รบปล้นชิงเก่ง โดยเฉพาะเผ่ากุเรซ
อีกพวก คือ ผู้ที่ตั้งถิ่นฐานในเมือง มีอาชีพค้าขาย ทั้งนี้เนื่องจากคาบสมุทร (ก็อยซ์อัยลาน)
อาหรับตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าระหว่างตะวันออกกลาง กับ ทวีปแอฟริกา
และตอนใต้ของคาบสมุทรอาหรับ และมีโอเอซิส (Oasis) เป็นที่ตั้งของเมืองสําหรับกองคาราวานพัก อาหรับที่อยู่ในเมืองนี้ แสวงหาผลประโยชน์จากการค้าจนร่ำรวย
เช่น เมืองมักกะฮ์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าเมืองหนึ่ง
ในคาบสมุทรอาหรับในเมืองมักกะฮ์ มีเทวสถานที่สําคัญของชาวอาหรับ ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
และมีการบูรณะในสมัยศาสดาอัมราฮัมชาวยิว
ต่อมา มุฮัมมัด ชาวอาหรับกําเนิด เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 570 ในตระกูลกุเรซ์หรือกุรอยซ์ (Quraysh)
ซึ่งเป็นผู้มีอํานาจในเมืองมักกะฮ์ บิดาชื่ออับดุลลอฮ์
และมารดาชื่ออามีนะห์สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ์
มุฮัมมัดเกิดที่นครมักกะฮ์
ในวันจันทร์คริสต์ทศวรรษ 570 บิดาของมุฮัมมัด
เป็นบุตรคนสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบหัวหน้าเผ่ากุเรช
อับดุลลอฮ์ผู้เป็นบิดา
ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัดยังอยู่ในครรภ์มารดา มุฮัมมัดสูญเสียมารดา เมื่ออายุ 6 ขวบ
จึงอยู่ในความอุปการะของปู่
ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต
มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของอะบูฏอลิบ
ผู้เป็นลุงซึ่งขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่ากุเรชสืบทอดต่อจากปู่
แม้ผู้คนในสมัยนั้น เคารพบูชาเทวรูปต่างๆ
แต่มูฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลยเพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม)
อันเป็นบรรพบุรุษของมูฮัมหมัด ชนชาวกุเรซสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัมซึ่งต่อต้านการกราบไหว้รูปเคารพ หรือ อีกทางหนึ่งมูฮัมหมัด คือ
ผู้นับถือศาสนาอิบรอฮิม นั่นเอง
เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี ก็เกิดสงครามกลางเมืองมักกะฮ์ ชื่อสงคราม ”ฟิญัร”
เผ่าอาหรับสู้รบแตกแยกออกเป็นสองฟากระหว่าง กินานะฮ์+กุเรช และ "ก็อยซ์อัยลาน”
ลุงของมูฮัมหมัดได้พาเขาไปร่วมศึก และมูฮัมหมัดทำหน้าที่ส่งลูกศรให้ลุง
สุดท้ายทางเผ่ากุราซ
และกินานะฮ์ได้รับชัยชนะ
และมีการทำสัญญาสงบศึก
จากนั้นในมักกะฮ์มีการทำสนธิสัญญาอัลฟุดุล
ซึ่งเป็นสัญญาสงบศึกของสามชนเผ่าอาหรับ
ต่อมามูฮัมหมัดได้ชักชวนให้ชาวกุเรชให้เข้ารับอิสลาม
ชาวกุเรซซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิบรอฮิมไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เพราะมองว่ามุฮัมหมัด
กำลังตั้งตัวเป็นศาสดา
แต่ก็ไม่กล้าทำร้ายมูฮัมหมัดเพราะเกรงใจอบูฏอลิบลุงของมูฮัมหมัด
ต่อมาเมื่อชาวลัทธิอิสลามนี้มีจำนวนมาก และขยายเข้าสู่มักกะห์ เมื่อมูฮัมหมัดอายุได้ 40 ปี
ก็อ้างพระเจ้าออกกฎหมาย และโองการต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มนักบวช
และชาวเมืองมักกะฮ์อย่างรุนแรง เนื่องจากลัทธิอิสลามมีกฎหมายริดรอนสิทธิ
และเก็บภาษีคนต่างศาสนาอย่างรุนแรง และยังออกกฎทุบทำลายเทวสถาน และเทวรูปของผู้นับถือต่างศาสนาในเขตพื้นที่ยึดครองของชาวมุสลิม
เริ่มมีการแบ่งชั้นวรรณะและลิดรอนสิทธิ คนต่างศาสนาจะถูกเรียกว่าชาวนรก
จะถูกกีดกันทางการค้าและเก็บภาษีในอัตราที่สูงในเขตพื้นที่เขตปกครองของอิสลาม
ชาวเมืองทนการกดขี่ข่มเหงของพวกอิสลามไม่ไหว จึงพากันขับไล่ชาวลัทธิอิสลามรุ่นแรกๆ
ให้ออกจากเมือง มูฮัมหมัดและพรรคพวกจึงต้องอพยพไปเมืองบิสซีเนีย (เอธิโอเปีย)
ปีที่ 1 ถึง ปีที่ 9 มูฮัมหมัด อยู่ในช่วงเผยแพร่อิสลาม ยังไม่กล้าทำสงครามขยายศาสนา
เพราะจำนวนผู้นับถือลัทธิอิสลามยังอยู่ในหลักร้อย ในปีที่ 9
ผู้คนยังรับอิสลามน้อยลง ถ้าถอยหลังลงมา 3 ปี จำนวนนักรบมุสลิมยังน้อยมาก ประมาณ 60 คน
ช่วงเวลานี้
มูฮัมหมัดใช้กุรอ่าน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมไว้อย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี
ค.ศ.568 ก่อนที่มูฮัมหมัดจะรับโองการแรกหลายร้อยปี เพราะช่วงเวลานี้ มูฮัมหมัดต้องการสร้างชื่อทางการเมือง และในปีที่ 6 ของการเผยแพร่ลัทธิอิสลามจึงทำให้มี
"สนธิสัญญาฮุดัยบียะฮ์" ขึ้นมา เพื่อระงับและยุติการทำสงครามไปก่อน.
เป็นไปตามความต้องการของมูฮัมหมัดเพื่อลดการสูญเสียของกองกำลังของฝ่ายตน
ปีที่ 11 เป็นต้นไป เพราะช่วงเวลานั้น
คนรับอิสลามเยอะแล้ว มูฮัมหมัดพร้อมทำสงครามแย่งชิงดินแดน
ซึ่งต่อมาเขาได้ชาวเมืองยาถที่รับอิสลามในหลักหมื่นคนมาช่วยในการรบ จึงทำให้ฝั่งอิสลามพร้อมขยายศาสนา และชาวเมืองยาถนั้น ก็บ้าคลั่งในเรื่องการทำศึกอยู่แล้ว
จึงทำให้มูฮัมหมัดกล้าที่จะตอบรับในการทำสงครามกับเผ่ากุเรซ
ชาวเมืองยาถ (Yathrib) มีที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของเมืองมักกะฮ์
ได้เชื้อเชิญมูฮัมหมัด ให้ไปอยู่ทำการค้าในเมืองนี้ เมื่อมูฮัมหมัดได้ไปตั้งชุมชนมุสลิมได้สําเร็จที่เมืองมาดินะฮ์
แล้วได้อ้างโองการของพระเจ้า สร้างกองทัพญีฮาด นำทัพกลับมาเผยแพร่ศาสนาอิสลามยังเมืองมักกะฮ์
เมืองบ้านเกิดของตัวเอง ใช้เวลารบล้อมเมืองหลายปี จนในที่สุด
หลังจากยึดมักกะห์จากเผ่ากุเรซได้สำเร็จแล้ว
มูฮัมหมัดได้บังคับให้ชาวเมืองรับอิสลาม
และกําหนดให้เอาวิหารกะบะฮ์ (Kabah)
เป็นวิหารที่สําคัญของศาสนา
และตั้งตัวเป็นศาสดา เผยแพร่ลัทธิด้วยการรบต่อไปอีก 23 ปี
จนกระทั่งในที่สุดมูฮัมหมัด
ถูกภรรยาคนหนึ่ง ชื่อว่า "ชัยหนับ" ซึ่งชาวยิววางยาพิษเสียชีวิตในปี 632 ก่อนได้ขึ้นเป็นเคาะห์รีฟ่ะห์
ต่อมาเกิดสงครามระหว่างซัสซาเนียน กับ
ไบแซนไทน์ ผลของสงคราม ทั้งสองอาณาจักรอ่อนแอลงมาก ซัสซาเนียนเริ่มเกิดสงครามภายใน กลายเป็นโอกาสให้จักรวรรดิอิสลามเข้าโจมตี
อาบูบักร์บินอะบีกุฮาฟะห์ ลูกเขยของมูฮัมหมัดได้ตั้งตัวเป็นเคาะห์รีฟ่ะห์คนที่ 1
จักวรรดิอิสลามได้ขยายไปในซีเรียเอเชียกลางและไบแซน ไทน์ (โรมัน ตะวัน ออก)
ซึ่งมีจักรพรรดิฮีราคลิอุส (Heraclius) ที่ตอนแรกเป็นมิตรที่ดีของมุสลิม
แต่ต่อมาได้ร่วมกับชาวอาหรับในซีเรียต่อต้านมุสลิม กองทัพของมุสลิมจึงต้องยกทัพไปปราบปราม
จนได้เมืองดามัสกัส ใน ค.ศ. 633 อารยธรรมอิสลามแผ่ไปในไบแซนไทน์เปอร์เซีย (อิหร่าน) และอิรัก
ประมาณ ค.ศ. 640 พวกอาหรับได้ขึ้นไปทางเหนือ
และสามารถยึดครองเมืองเยรูซาเล็มและดามัสกัสและครอบครองซีเรีย
หลังจากนั้น
อาหรับได้พิชิตอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งอ่อนแอจากการต่อสู้กับอาณาจักรไบแซนไทน์มาเป็นเวลานาน การยึดครองซัสซาเนียโดยอาหรับเป็นไปโดยง่าย
เพราะประชาชนในซัสซาเนียเบื่อหน่ายจากการถูกเก็บภาษีอย่างหนักของผู้ปกครอง
และมีการแตกแยกกันในเรื่องศาสนา ประชาชนในซัสซาเนียได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากพวกมุสลิม
ใน ค.ศ.639 ทัพอาหรับจากปาเลสไตน์ ได้เข้าไปในอียิปต์ เหตุผลที่ยกทัพไปตีอียิปต์
เพราะอียิปต์เป็นจุดยุทธศาสตร์ และมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ทําให้สามารถผลิตพืชผลได้มาก เมืองหลวงของอียิปต์ คือ อเล็กซานเดรีย ยังเป็นฐานทัพเรือของซีเรีย
และเปรียบเสมือนประตูเปิดออกไปสู่แอฟริกาเหนือ จนใน ค.ศ. 640
อียิปต์ทั้งหมดตกเป็นของมุสลิม ในสมัยคอรีฟ่ะห์ และยึดครองสำเร็จปี ค.ศ. 651
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ของเปอร์เซียถูกกลืนกิน กลายเป็นอิสลามซุนหนี่
การพิชิตเปอร์เซียและไบแซนไตน์มีผลต่อประวัติศาสตร์อิสลามเป็นอย่างมาก ชัยชนะของพวกมุสลิมที่มีต่อเปอร์เซีย คือ
ชัยชนะของชนชาติเซเมติคที่มีต่อชาวอารยัน
การที่ยึดครองอาณาจักรไบแซนไทน์
ทําให้มุสลิมมีชายแดนเชื่อมถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียและทําให้มุสลิมเริ่มเห็นความสําคัญของกองทัพเรือ
จึงได้เริ่มการตั้งกองทัพเรือขึ้นหลังจากชนะเปอร์เซียรวมทั้งไบแซนไทน์แล้ว
อาณาจักรของมุสลิมแผ่ขยายกว้างขวาง มีดินแดนที่อุดมสมบูรณ์
และสามารถทําการค้าในน่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
และต่อมาได้ขยายอํานาจไปจนถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดีย
การติดต่อกับชาติที่กองทัพมุสลิมพิชิตได้ ทําให้อาหรับมุสลิมได้รับอารยธรรม
และเรียนรู้เทคนิคทางทหาร เช่น เทคนิคการรบทางเรือ
นอกจากนี้อารยธรรมไบแซนไทน์
และอารยธรรมเปอร์เซีย
ยังเป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน ทําให้อาหรับมุสลิมได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอารยธรรมเปอร์เซียและอารยธรรมเฮลเลนนิก
มุสลิมอาหรับในสมัยต่อมามีบทบาทสําคัญในการแสวงหาความรู้
และภูมิปัญญามารยาท และระเบียบทางสังคมตลอดจนขนบธรรมเนียม
และวัฒนธรรมของชนที่เจริญแล้ว
ในขณะเดียวกัน
ผลเสียต่อสังคมอาหรับที่ได้จากการพิชิตไบแซนไทน์และเปอร์เซีย คือ
ได้มีการนําแบบอย่างการใช้ชีวิตอันหรูหราฟุ้งเฟ้อแทรกซึมเข้ามาในสังคมมุสลิม มีผลให้วิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวอาหรับ ต้องเปลี่ยนแปลงภายหลังศาสดามูฮัมหมัดสิ้นไปแล้ว
อารยธรรมอิสลามได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และเกิดราชวงศ์ปกครอง คือราชวงศ์อุมัยยะฮ์
(Ummayyad ค.ศ. 661-ค.ศ. 750)
มีต่อ https://dhammachati.blogspot.com/2021/11/blog-post_95.html
👳ตาลีบัน จ้องลำลายสัญลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีศาสนาอื่นๆ)
https://www.facebook.com/100062785523573/videos/3124352724460174
ชัดขึ้นอีกว่า อิสลามเป็นลัทธิการเมืองการปกครอง ไม่ใช่ศาสนาดังว่า อิสลามในประเทศไทยเองไม่ได้สังกัดกรมการศาสนา แต่ไปขึ้นกับ ก.มหาดไทย สังกัดอยู่มหาดไทยซึ่งเป็นฝ่ายปกครองโน่น
ตอบลบ“อิสลาม” เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การยอมจำนน การปฏิบัติตาม และการนอบน้อม เมื่อนำคำว่า “อิสลาม” มาเป็นชื่อของศาสนา จึงมีความหมายว่า เป็นศาสนาแห่งการยอมนอบน้อม จำนนต่อพระเจ้า คือ อัลลอฮ์
ตอบลบ