ต่อ จบ
ในสมัยคอลีฟะ อุมัร ผู้ปกครอง คนที่ 2
ของอาณาจักรอิสลามโดยแต่งตั้งให้มุอาวียะฮ์ (Muaviyah) เป็นผู้ปกครองแคว้นดามัสกัสในซีเรีย แคว้นนี้
ได้ถูกกองทัพทางเอเชียกลางคุกคาม
เลยไปจนถึงเกาะไซปรัสของกรีก
ขณะเดียวกันได้ผนวกอัฟกานิสถาน
เตอร์กิสถาน โคราซาน อาร์มาเนีย อาเซอร์ไบจาน และบริเวณเอเชียกลาง
จึงกลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรอิสลาม
เมื่อคอลีฟะอุสมานถูกฆาตกรรม และอาลีซึ่งเป็นผู้ปกครองต่อมาไม่สามารถหาคนผิดมาลงโทษได้
มุอาวียะฮ์ที่ดามัสกัสในซีเรีย จึงแยกตัวตั้งตนเป็นคอลีฟะ
และเป็นการกําเนิดรูปแบบในการปกครองแบบใหม่ คือ
เป็นรัฐอิสลามที่ปกครองโดยการสืบสายโลหิตเป็นราชวงศ์แรก ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ มีผู้ปกครองสืบทอดกันมา 14 คน
เป็นสมัยที่มีการขยายดินแดนกว้างขวางมาก
สมัยมุอาวียะฮ์ ได้พิชิตแอฟริกาเหนือ
โจมตีพวกเบอร์ เบอร์ (Berber) สะมาคาน (Samarkarnd) และเมืองอื่นๆในเอเชียกลาง ส่งทัพไปตีเมืองคอนสแตนติโนเปิล
เมืองหลวงของไบแซนไตน์ แต่ไม่สำเร็จ ในสมัยคอลีฟะ อับดุล มาลิกของราชวงศ์นี้ มีการสร้างมัสยิดที่งดงาม ที่ชื่อโดมออฟเธอะร็อก 2 (Dome of the Rock) ที่กรุงเยรูซาเล็ม
ต่อมาสมัย คอลีฟะวะลีด ที่ 1
ได้ขยายอาณาเขตไปทั้งทางตะวันตก และทางตะวันออก
ได้เอเชียกลางและแคว้นสินธุของอินเดีย ได้พิชิตเอเชียกลาง
ใน ค.ศ. 714 บุกเตอร์กิสถานของจีน
พิชิตแอฟริกาโดยมีชัยชนะต่อพวกเบอร์ขยายดินแดนไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้สเปน แม่ทัพของราชวงศ์นี้ นําทหารยึดป้อมยิบรอลตา และ กรานาดา (Granada) เมืองคอร์โด
วา (Cordova) และ โตเลโด (Toledo) ต่อมา ยึดเมืองซารากอสซา (Saragossa) เทอราโกนา
(Terragona) และ บาร์เซโลนา (Barcalona) ได้
ใน ค.ศ. 719 แม่ทัพมุสลิมในสเปน
ได้ยกทัพเข้าไปในฝรั่งเศส เพื่อปราบกบฏ ทัพมุสลิมข้ามเทือกเขาพิเรนัส (Pyrenees)
ไปยึดจังหวัดทางภาคใต้ของฝรั่งเศส
เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง ที่เมืองตูลูส (Toulouse) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นอควิเตน
(Aquitaine)
ใน ค.ศ.735 แม่ทัพมุสลิมในสเปน
ได้ยึดเมืองซาร์ดิเนีย (Sardinia) บุกซิซีลี (Sicily) และซีราคิวส์
(Syracuse) จน ต้องยอมแพ้ และจ่ายบรรณาการให้แก่พวกมุสลิม
ต่อมากองทัพมุสลิม บุกเข้าไปทางเหนือ
และยึดได้ดินแดนไปจนถึงเมืองปอยเตียร์ (Pointier) กองทัพฝรั่งเศสได้ยกมาปะทะ
กับ กองทัพมุสลิม ระหว่างเมืองตูร์ (Tour) กับ ปอยเตียร์ และมุสลิมเป็นฝ่ายแพ้
จะเห็นได้ว่า ในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์นี้
อํานาจของพวกอาหรับ ได้แผ่ขยายไปในทิศตะวันตกจนถึงชายแดนของ ประเทศฝรั่งเศส
และทางตะวันออกจนจดแผ่ขยายไปในทิศตะวันตกจนถึงชายแดนของประเทศฝรั่งเศสและทาง
ตะวันแคว้นสินธุในอินเดีย
ค.ศ.1055 เมื่อพวกเซลจูคเติร์กเปอร์เชีย
เข้ามายึดครองเมืองแบกแดด พวกสุลต่านไม่ได้ปฏิบัติต่อชาวคริสเตียนเหมือนเช่นเคย เริ่มมีการกดขี่ข่มเหงชาวคริสต์ไปทั่ว
พวกคริสเตียนในยุโรปจึงโกรธมาก
ต่อมาชาวเติร์กเปอร์เชียได้อพยพเข้าไปยึดครองกรุงเยซูซาเล็มของอาณาจักรไบเซนไทน์
จักรพรรดิอเล็กซิอุสที่ 1
แห่งจักรวรรดิไบเซนไทน์
เรียกร้องขอความช่วยเหลือไปยังยุโรป
เพื่อร่วมกันต่อต้านการคุกคามของมุสลิมเติร์กเปอร์เชีย
ที่กำลังแผ่ขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนยุโรป และได้เข้ายึดครองนครเยรูซาเลม
ดินแดนอันศักดิ์สิทธิของชาวคริสต์
ข้อเรียกร้องดังกล่าว
ได้รับการยอมรับกันเป็นอย่างดีจากพระสันตปาปาเออร์บับที่ 2 (Urban II) พระองค์ได้ทรงเรียกร้องให้ผู้นำยุโรปในขณะนั้น
ร่วมมือกันขับไล่มุสลิมเติร์กเปอร์เชียออกจากนครเยรูซาเลม
จักรพรรดิอเล็กซิอุสที่ 1 โดยหาทราบไม่ว่า การเรียกร้องของพระองค์จะเป็น
“การชักศึกเข้าบ้าน” และนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรของพระองค์เองในที่สุด
ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 กาหลิบอูมาร์ (Umar)
แห่งอียิปต์
ได้ยึดครองนครเยรูซาเล็มจากชาวคริสเตียนชาวคริสต์ในซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1071
กลุ่มสมาพันธ์ของชนเทอร์โคมันของทางตอนกลางของเอเชีย เป็นเผ่าเซลจุคเติร์กเชื้อสายอิหร่านจากเอเชียตะวันตก ได้เริ่มรุกรานเข้ามายังที่ราบอานาโตเลีย ดินแดนภายใต้การปกครองของไบเซนไทน์
เมื่อนครเยรูซาเลมถูกกลั่นแกล้งรังควานอย่างหนักจากชาวมุสลิม
การคงอยู่ของอาณาจักรเซลจูกเติร์กเป็นภัยต่อคริสตศาสนิกชนผู้ไปแสวงบุญที่นครเยรูซาเลม
จักรพรรดิแห่งไบเซนไทน์
จึงส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากสันตะปาปาเออร์บานที่ 2
ให้ส่งกองทัพคริสเตียนไปช่วยปราบมุสลิม และ
นี่ล่ะครับ
เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เมื่อ ค.ศ.1096 สมรภูมิเมือง Malazgirt
(ยุทธการที่เมืองแมนซีเคิร์ต) สุลต่าน Alparslan ผู้นำชาวเติร์กเผ่าเซลจุค สามารถเอาชนะกองทัพของจักรพรรดิโรมันนุสที่ 4
ของไบเซนไทน์ได้
จึงสถาปนาอาณาจักรสุลต่านแห่งรูนขึ้นในตอนกลางของดินแดนอนาโตเลีย
รัฐสุลต่านรูมมีความรุ่งเรืองที่สุดในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12
ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13
เมื่อยึดเมืองท่าสำคัญบนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบนฝั่งทะเลดำจากจักรวรรดิไบแซนไทน์ได้
ภายในอานาโตเลีย เซลจุคก็ทำการค้าขายโดยใช้ระบบสถานีคาราวาน (caravanserai)
โดยการตั้งที่พักผู้ขนย้ายสินค้าเป็นระยะๆ
ที่เป็นการช่วยให้ความสะดวกแก่การขนย้ายสินค้าจากอิหร่านและเอเชียกลางไปยังเมืองท่าต่างๆ
รัฐสุลต่านรูม
มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นหนากับสาธารณรัฐเจนัวที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ ในยุคนี้
ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นทำให้เซลจุคสามารถผนวกรัฐต่างๆ
ในตุรกีที่ก่อตั้งขึ้นทางตะวันออกได้
หลังจากยุทธการมันซิเคิร์ต (Battle of Manzikert) ที่รวมทั้งดินแดนของดานิชเมนด์ส
(Danishmends), เมงกือเซ็ค (Mengücek), ซัลตุคลุ
(Saltuklu) และ อาร์ตูคลุ (Artuklu)
สุลต่านเซลจุคสามารถต่อต้านนักรบครูเสดโรมันแคทรอลิคฝ่ายคริสต์จักรไว้ได้หลายครั้งและได้เปิดทางให้ชาวเติร์กจากเอเชียกลางเชื้อสายอิหร่าน
และผู้นับถืออิสลามเผ่าอื่นๆได้หลั่งไหลเพิ่มเข้าสู่อานาโตเลียเป็นจำนวนมาก
ในสงครามครูเสดครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 1096
แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อขับไล่ชาวเติร์กออกจากนครเยรูซาเลม
แต่กลับเป็นการนำพานักรบศาสนาจากเอเชียกลางและอาหรับให้เข้ามาในดินแดนอนาโตเลียเป็นจำนวนมาก
ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ 4
กองทหารครูเสด แทนที่จะพยายามบุกยึดนครเยรูซาเลมคืนจากมุสลิมเติร์ก ชาวแซกซอนคริสต์เหล่านั้น กลับบุกเข้าปล้นนครคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.
1204 และได้แบ่งแยกดินแดนของอาณาจักรไบเซนไทน์ออกเป็นหลายส่วนเพื่อปกครองกันเอง
เชื้อพระวงค์ในไบเซนไทน์
ซึ่งเสด็จลี้ภัยไปอยู่ที่เมือง Nicaea ทางตะวันตกของอานาโตเลีย
ต้องใช้เวลานานเกือบ 60 ปี จึงสามารถยึดนครคอนสแตนติโนเปิลกลับคืนมาได้
แต่อาณาจักรไบเซนไทน์ก็ตกอยู่ในสภาวะที่เสื่อมโทรมอย่างหนัก
ชนเชื้อสายเติร์กได้เข้าครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของอานาโตเลีย
ชาวเติร์กที่ขยายตัวเข้ามา เซลจุคก็รับวัฒนธรรมและภาษาเข้ามาเป็นของตนเอง
และมีบทบาทสำคัญในการวิวัฒนาการของวัฒนธรรมเทอร์โคเปอร์เชีย
ในปัจจุบันเซลจุคเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้อุปถัมภ์อันยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรม,
ศิลปะ, วรรณคดี และภาษาเปอร์เชีย
และบางคนก็ถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษ
ผู้นำทางวัฒนธรรมของเติร์กตะวันตก ผู้ที่ในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาเซอร์ไบจาน,
ตุรกี และเติร์กเมนิสถาน
ที่มีอำนาจครอบครองอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ตั้งแต่เทือกเขาฮินดูกูช
ไปถึงทางตะวันออกของที่ราบสูงอนาโตเลียและเอเชียกลางไปจนถึงอ่าวเปอร์เซีย
เซลจุคตั้งต้นมาจากดินแดนถิ่นกำเนิดใกล้ทะเลอารัล
และขยายอำนาจไปยังเกรตเตอร์โคราซาน และต่อไปยังเกรตเตอร์ อิหร่าน
ก่อนจะไปสิ้นสุดลงที่ทางตะวันออกของอนาโตเลีย
และบางส่วนของทวีปเอเชียกลางและตะวันออกกลาง
ราชวงค์เซลจุคเปอร์เชียปกครองอนาโตเลียอยู่ระหว่างปีคริสต์ศตวรรษที่ 11
จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14
ใน ค.ศ. 1219 เจงกิสข่านในวัย 58
ชันษาประสบความสำเร็จทั้งทางทหารและการค้า กองทัพมองโกลมีศักยภาพสูงและไร้คู่ต่อกร
เจงกิสข่านรวมทุกชนเผ่าในทุ่งหญ้าสเตปป์ของมองโกเลีย ครอบครองบริเวณมณฑลกานซู่
และภาคเหนือของจีน ความมั่งคั่งของอาณาจักรที่เพียรสร้างมานี้มากพอให้พระองค์และทายาทใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตราบที่ราชตระกูลของท่านยังรักษาไว้ได้
และหากเป็นตามนั้น
โลกก็จะไม่รู้จักความน่ากลัวของทัพม้ามองโกล
แต่อะไรคือสาเหตุที่ทำให้กองทัพของเจงกิสข่านตะลุยออกไปทำลายแหล่งอารยธรรมอันเก่าแก่ทางตะวันตก
ตั้งแต่เอเชียกลางไปถึงยุโรปตะวันออก ดูเหมือนมหันตภัยที่มองโกลนำไปนี้
มีต้นเหตุจากการขาดความยั้งคิดของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การได้อาณาจักรแถบกานซู่เป็นรัฐในอาณัติ ทำให้ท่านข่านสามารถคุมเส้นทางสายไหม
แนวการค้าทางบกที่สำคัญระหว่างจีน กับ มุสลิมได้อย่างสมบูรณ์
การได้ควบคุมสินค้าปริมาณมหาศาลจากจีนทำให้ท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะค้าขายกับอาณาจักรมุสลิมทางตะวันตก
ซึ่งมีดินแดนกว้างใหญ่ระหว่างทะเลดำ และเทือกเขาในอัฟกานิสถาน อันเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิมุสลิมเติร์กที่ร่ำรวย ชื่อ ควาเรซ (Khwarazmian
Empire) หรือ คีวา-ควาราสเมีย (ฮัวลาจื่อหม่อ)
ปกครองโดยสุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 2 (Ala ad-Din Muhammad II)
จักรวรรดิควาเรซ มีอายุมากกว่าชาติมองโกลไม่นาน
และถูกพูดถึงไม่มากนักเมื่อเทียบกับรัฐคอลีฟะฮ์ที่มีศูนย์กลางในนครแบกแดด แต่รัฐมุสลิมทั้งหลายในศตวรรษที่ 13
ประกอบด้วยอารยธรรมอาหรับเติร์ก เปอร์เซีย ที่ทั้งร่ำรวยและรอบรู้ในวิทยาการ
ชาวมุสลิมจึงเข้าใกล้ความเป็นอารยธรรมระดับโลกอย่างมาก
ด้วยความตั้งใจแสวงหาความมั่งคั่งจากภายนอก
เจงกิสข่านผันตัวจากกษัตริย์นักรบเป็นผู้ปกครองนักค้า
ท่านข่านจึงส่งทูตไปหาสุลต่านแห่งจักรวรรดิควาเรซ
เพื่อขอทำสัญญาการค้าอย่างเป็นทางการเปตีส์
นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้อธิบายว่า
จักรพรรดิพระองค์นี้ไม่มีอะไรต้องกริ่งเกรง ไม่ว่าจากตะวันออก ตะวันตก
หรือตอนเหนือของเอเชีย ทรงพยายามสร้างมิตรภาพอย่างจริงใจ กับ กษัตริย์แห่งควาเรซ
ดังนั้น ในครึ่งหลังของปี 1217
องค์จักรพรรดิจึงส่งทูตสามคน
พร้อมกับของกำนันไปยังพระองค์เพื่อร้องขอให้ประชาชนของพวกเขาสามารถค้าขายร่วมกันอย่างปลอดภัยและร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์
เพื่อความสงบสุขและความอุดมสมบูรณ์
ซึ่งเป็นคำอำนวยพรอันยอดปรารถนาสำหรับอาณาจักรทั้งปวง
เจงกิสข่าน มีพระราชสาส์นถึงสุลต่านว่า “ข้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะอยู่ร่วมกับเจ้าอย่างสันติ ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเป็นบุตรของข้า
สำหรับเจ้าแล้วไม่ต้องกังวลแต่อย่างใดที่ข้าได้พิชิตตอนเหนือของจีนและปกครองทุกชนเผ่าทางตอนเหนือ เจ้ารู้ดีว่าประเทศของข้าเป็นแหล่งรวมของเหล่านักรบ เป็นเหมืองแร่เงิน และข้าไม่มีความจำเป็นที่จะละโมบแผ่นดินอื่น เรามีผลประโยชน์เท่าเทียมกันในการส่งเสริมการค้าระหว่างผู้ใต้ปกครองของเรา”
จะเห็นว่าในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้านี้
เจงกีสข่านวางพระองค์อยู่เหนือสุลต่านตามแนวคิดจักรพรรดิผู้มีอำนาจเหนือกษัตริย์ทั้งปวง แต่ก็แสดงเจตนาใฝ่สันติชัดเจน สุลต่านต้อนรับทูตมองโกลอย่างไม่ค่อยเต็มพระทัยนัก
และทรงหวาดระแวงในการค้าระหว่างสองจักรวรรดิ
จากนั้น
เจงกิสข่านจึงมอบหมายให้พ่อค้ามุสลิมและฮินดูในดินแดนของท่านเองเดินทางไปควาเรซ
เพราะคนเหล่านี้เก่งกาจเรื่องค้าขายมากกว่าชาวมองโกล ในคาราวานบรรทุกสิ่งของหรูหรา อย่างผ้าหนังอูฐขาว ผ้าไหมจีน เงินแท่ง และหยกดิบ เมื่อคาราวานพ่อค้าและผู้ติดตาม 450 คนจากจักรวรรดิมองโกลเคลื่อนสู่มณฑลออตราร์พรมแดนของจักรวรรดิควาเรซ กลับเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น ข้าหลวงของมณฑลซึ่งเป็นอาแท้ๆ
ของสุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 2
ซึ่งเป็นคนเย่อหยิ่งและละโมบได้ยึดสินค้า และสังหารคณะพ่อค้าทั้งหมด และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นหายนะของจักรวรรดิควาเรซ
หลังเจงกิสข่าน ทราบข่าวการสังหารหมู่ ท่านข่านส่งทูตไปเรียกร้องให้สุลต่านลงโทษขุนนางผู้ก่อการ แต่เป็นที่รู้ว่าขุนนางผู้นั้นคือปิตุลา (อา) ของสุลต่านเอง
ผลคือสุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 2
ส่งสาสน์ด่าทอเจงกิสข่านกลับด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยิ่งยะโส หนึ่งในทูตถูกสังหารและอีกคนถูกทรมานก่อนส่งกลับมองโกล
เจงกิสข่าน พิโรจน์ด้วยความแค้นอย่างหนัก
ไม่เหลือความเมตตาปราณีใดใดในจิตใจ
จอมข่านหมายมั่นบดขยี้จักรวรรดิควาเรซให้หายไปจากแผ่นดิน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น