วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

ทาสบรรณาการ

💢 หน้าประวัติศาสตร์การเมือง และศาสนาอิสลามเกือบจะถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วยผู้หญิงเพียงคนเดียว เธอไม่ใช่ชนชั้นสูง ไม่ใช่อาหรับแท้ และไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นภรรยาหลักด้วยซ้ำ เธอคือ "มารียะฮ์ อัล-กิบฏียะฮ์" หญิงคริสเตียนชาวอียิปต์ที่มาในฐานะ "ทาสบรรณาการ" แต่เกือบจะได้เป็นมารดาของผู้นำสูงสุดทางสายเลือดแห่งโลกอิสลาม


 




ในปี ค.ศ. 628 เมื่อ "มุก็อวกิส" ผู้ปกครองอียิปต์ ส่งของกำนัลมาเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีกับศาสดามุฮัมมัด (แทนที่จะยอมรับการเปลี่ยนศาสนาตามสาส์นเชิญ) หนึ่งในบรรณาการนั้นคือทาสสาวชาวคอปติก (คริสต์แบบอียิปต์) สองพี่น้อง ซีรีน และ มารียะฮ์ สถานะของเธอคือ "ทาสที่มือขวาครอบครอง" ที่ถูกมอบให้กับ ฮัฟเศาะฮ์ ภรรยาของนบี ทว่าด้วยหน้าตาและผิวพรรณที่โดดเด่นแบบสาวต่างแดน เธอจึงกลายเป็นคนโปรดอย่างรวดเร็ว

การมาของมารียะฮ์สั่นคลอนขั้วอำนาจในบ้านอย่างหนัก บรรดาภรรยาหลัก (ซึ่งหลายคนมาจากตระกูลทรงอิทธิพลทางการเมือง) โดยเฉพาะท่านหญิงอาอิชะฮ์และฮัฟเศาะฮ์ เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง

ความขัดแย้งพุ่งสูงสุดเมื่อฮัฟเศาะฮ์กลับมาเจอศาสดาอยู่กับมารียะฮ์บนเตียงในห้องของนางเองในวันของนาง สิ่งที่ตามมาคือการโวยวายและการร่วมมือกันของบรรดาภรรยาเพื่อกดดันศาสดา เรื่องนี้บานปลายจนถึงขั้นมีโองการอัลกุรอาน (ซูเราะห์ อัต-ตะห์รีม) ประทานลงมาเพื่อตักเตือนและขู่บรรดาภรรยาให้อยู่ในความสงบ และศาสดาต้องใช้มาตรการ "คว่ำบาตร" แยกกันนอนกับเหล่าภรรยาหลักนานเกือบเดือนเพื่อยุติปัญหาประสาทเสียนี้

ทิศทางลมเปลี่ยนอย่างรุนแรงเมื่อมารียะฮ์ "ตั้งครรภ์" และให้กำเนิดบุตรชายชื่อ "อิบรอฮีม" ต้องเข้าใจว่าในสังคมอาหรับที่อำนาจส่งผ่านทางสายเลือดบุรุษ การเกิดของเด็กคนนี้คือแผ่นดินไหวทางการเมือง เพราะนับตั้งแต่ภรรยาคนแรกเสียชีวิต ศาสดาไม่มีลูกชายที่มีชีวิตรอดอีกเลย สถานะของมารียะฮ์ถูกยกระดับทันทีเป็น "อุมม์ วะลัด" (แม่ของลูกนาย) ซึ่งทำให้เธอได้รับอิสรภาพ และได้รับการยกสถานะเป็น "เมียเก็บ" มารียะฮ์ถูกแยกออกไปอยู่ที่บ้านสวนชานเมืองมะดีนะห์ (ในขณะที่เมียหลักอื่นๆจะมีบ้านอยู่ในเมืองรอบๆมัสยิด) ซึ่งเป็นสวนอินทผลัม ต่อมาสถานที่นี้ถูกเรียกว่า "มัชเราะบัต อุมมุ อิบรอฮีม" (Mashrabat Umm Ibrahim - บ้านสวนของมารดาแห่งอิบรอฮีม) เธอใช้ชีวิตอย่างสงบและคลอดลูกชายที่นั่น โดยศาสดามูฮัมมัดจะไปเยี่ยมเธอและลูกที่บ้านสวนแห่งนี้เป็นประจำ

การเมืองเรื่องในมุ้งความหึงหวงดำเนินต่อไปโดยเฉพาะกับ อาอิชะฮ์ภรรยาคนโปรด แต่เธอมีจุดอ่อนสำคัญคือ ไม่มีบุตรให้กับนบีได้ ในขณะที่มารียะฮ์เป็นเพียงทาสชาวต่างชาติที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการ แต่กลับสามารถให้กำเนิด "บุตรชาย" ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสดามูฮัมมัดปรารถนาอย่างมากมาตลอดชีวิต การตั้งครรภ์ของมารียะฮ์จึงเป็นการสั่นคลอนสถานะของ "บ้านใหญ่" อย่างรุนแรง มีบันทึกที่อาอิชะฮ์กล่าวว่า "ฉันไม่เคยอิจฉาผู้หญิงคนไหนมากเท่ากับที่อิจฉามารียะฮ์ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงาม และที่สำคัญคือท่านศาสดาได้รับบุตรจากเธอ ในขณะที่พวกเรา (ภรรยาคนอื่นๆ) ถูกปฏิเสธสิทธิข้อนีั"

มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่ออิบรอฮีมคลอดออกมา ศาสดามูฮัมมัดดีใจมาก วันหนึ่งท่านอุ้มเด็กน้อยที่กำลังจ้ำม่ำมาหาอาอิชะฮ์ด้วยความภาคภูมิใจ และถามอาอิชะฮ์ว่า "เธอเห็นไหมว่าเด็กคนนี้หน้าตาเหมือนฉันมากแค่ไหน?" ด้วยความหึงหวง อาอิชะฮ์ตอบกลับไปอย่างเย็นชาและเสียดสีว่า "ฉันไม่เห็นว่าจะหน้าเหมือนท่านตรงไหนเลย เด็กคนไหนที่ได้กินนมแกะนมแพะ ก็ดูอ้วนแบบนี้แหละ"

หากอิบรอฮีมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โลกอิสลามอาจจะไม่มีนิกายซุนนีหรือชีอะห์ไม่มีการรบราฆ่าฟันกันมานับพันปี เพราะจะไม่มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันว่าสาวกคนไหนควรได้เป็นผู้สืบทอด (คอลีฟะฮ์) อำนาจความชอบธรรมทั้งหมดจะถูกส่งไม้ต่อให้ "ลูกชายสายเลือดแท้ๆ" ของศาสดาทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ให้โอกาสนั้น อิบรอฮีมมีชีวิตอยู่ได้เพียงปีกว่าๆ ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้าอย่างหนักของศาสดามุฮัมมัด วันที่เด็กน้อยตายเกิดเหตุสุริยุปราคาพอดี แต่ศาสดาก็ดับข่าวลือเรื่องลางร้าย โดยยืนยันว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่เกี่ยวกับการตายของลูกชายท่าน

การตายของอิบรอฮีมไม่เพียงดับอนาคตอันรุ่งโรจน์ของมารียะฮ์ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ความขัดแย้งในการแย่งชิงอำนาจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลามหลังศาสดาเสียชีวิต ส่วนมารียะฮ์ก็หมดสิทธิ์กุมอำนาจใดๆ เธอใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบๆ ด้วยเงินบำนาญจากรัฐ (แม้นจะไม่มีสถานะเป็นมารดาแห่งผู้ศรัทธาเหมือนเมียหลวงคนอื่นๆ) และเสียชีวิตในอีก 5 ปีต่อมา

Facebook


สุนหนี่ – ชีอะห์ ต่างกันอย่างไร? นับถือศาสดาคนละองค์ หรือ คัมภีร์คนล่ะเล่ม? REMAKE


ในช่วงปีที่ 6... - กุรอานศึกษาแนววิพากษ์ - Critical Quran Studies | Facebook


💢ในช่วงปีที่ 6 หลังจากฮิจเราะห์ อาณาจักรของอิสลามเริ่มขยายใหญ่โตเป็นปึกแผ่นขึ้นมาก มูฮัมหมัดได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญเข้ารับอิสลามให้กับเหล่าบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยโดยรอบ หนึ่งในนั้นคือส่งถึงเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเจ้าเมืองอเล็กซานเดรียได้ส่งสารขอบคุณและได้ส่งของขวัญบางส่วนกลับมาเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งในของขวัญนั้นมีทาสสาวพี่น้องชาวคริสต์คอปติกมาเรียห์และซีรีนห์อยู่ด้วย มูฮัมหมัดได้มอบซีรีนห์ให้กับหนึ่งในซอฮาบะห์ และได้มอบมาเรียห์ให้กับฮัฟเซาะฮ์ 1 ในภรรยาของเขาไว้ใช้งานในบ้าน


วันหนึ่งซึ่งเป็นเวรปรนนิบัตินบีของฮัฟเซาะฮ์ นบีได้มาหานางที่บ้านและพบกับมาเรียอีกครั้ง นบีเกิดความสนใจในตัวมาเรียห์ขึ้นมาจึงออกอุบายบอกกับฮัฟเซาะฮ์ไปว่า พ่อของนางกำลังตามตัวอยู่ ฮัฟเซาะฮ์ออกจากบ้านไปที่บ้านอุมัรแต่ไม่พบกับพ่อของนางอยู่ที่นั่น จึงได้รีบกลับมาที่บ้านตัวเองกลับพบว่าสามีกำลังร่วมเตียงกับทาสของนางอยู่ในขณะนั้น

นบีอ้างว่านางทาสนี้เป็นที่อนุมัติแก่ตนเองแล้วตาม กุรอ่าน 33:50 "โอ้ นะบีเอ๋ย! เราได้อนุมัติแก่เจ้าในบรรดาภริยาของเจ้า ซึ่งเจ้าได้มอบมะฮัรแก่พวกเธอ และ **สิ่งที่มือขวาของเจ้าครอบครอง** (ทาส) ... ที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าและอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ"

แต่ฮัฟเซาะฮ์ยังคงรู้สึกโกรธเป็นอันมาก เนื่องจากมาเรียนั้นเป็นทาสของนางไม่ใช่ของนบี และวันนั้นเป็นเวรของนาง แต่นบีกลับมาร่วมเตียงกับทาสของนางในวันของนางบนเตียงของนางในบ้านของนางเอง นบีจึงปลอบนางโดยให้สัญญาว่าถ้านาง "ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนอื่นรับรู้อีก" ต่อไปนบีกำหนดจะให้มาเรียมไม่อนุมัติแก่ตัวท่านเองอีกต่อไปแล้ว จึงคลายคำกังวลของฮัฟเซาะฮ์ไปได้

หากแต่ผ่านมาอีกไม่นานฮัฟเซาะฮ์ได้มาพบว่าน้าบีร่วมเตียงกับทาสของนางซ้ำอีก นบีแก้ตัวว่าได้มีกุรอานประทานลงมาใหม่ ยกเลิกคำสัญญาที่นบีได้ให้ไว้กับนางไปแล้ว กุรอ่าน 66:1-2 "โอ้นะบีเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่ **อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติ** แก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจบรรดาภริยาของเจ้าเล่า? .... แน่นอนอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่พวกเจ้าแล้วในการ **แก้คำสาบาน** ของพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงคุ้มครองพวกเจ้า และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ"

ในวันต่อๆมาหลังจากนั้น นบีพบว่าเหล่าบรรดาภรรยาแสดงท่าทีบึ้งตึงต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาอิชะห์และฮัฟเซาะฮ์ นบีรู้ได้ทันทีว่าฮัฟเซาะฮ์ได้เอาเรื่องที่นบีแอบกินตับสาวใช้ไปเล่าให้บรรดาภรรยาคนอื่นๆฟังด้วยหมดแล้ว

นบีจึงได้ไปเผชิญหน้ากับฮัฟเซาะฮ์อีกครั้งเพื่อสอบถามว่า ฮัฟเซาะฮ์เองที่เผยแพร่เรื่องราวนี้ใช่ไหม? ฮัฟเซาะฮ์แย้งว่านบีรู้ได้ยังไง? นบีก็บอกว่าอัลเลาะห์เป็นคนบอกมาเอง กุรอ่าน 66:3 "และจงรำลึกขณะที่ท่านนะบีได้บอกความลับเรื่องหนึ่งแก่ภริยาบางคนของเขา ครั้นเมื่อนางได้บอกเล่าเรื่องนี้ (แก่คนอื่น) และอัลลอฮฺได้ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่เขา (ท่านนะบี) เขาก็ได้แจ้งบางส่วนของเรื่องนี้ และไม่แจ้งบางส่วน ครั้นเมื่อเขา (ท่านนะบี) ได้แจ้งเรื่องนี้แก่นาง นางได้กล่าวว่า ใครบอกเล่าเรื่องนี้แก่ท่าน ? เขา (ท่านนะบี) กล่าวว่าพระผู้ทรงรอบรู้ พระผู้ทรงตระหนักยิ่ง ทรงแจ้งแก่ฉัน" ***ลงท้าย *ฉัน* ได้ยังไง กุรอ่านมันเป็นคำของพระเจ้าไม่ใช่เรอะ?***

ฮัฟเซาะฮ์ตกใจมากที่อัลเลาะห์แจ้งความลับแก่นบี หลังจากนั้นนบีจึงได้เรียกรวมเหล่าภรรยาและประทานกุรอานบทกำราบภรรยาขึ้นมา อัลเลาะห์จะมอบเมียใหม่ที่ดีกว่าพวกเจ้าให้แก่นบี หากนบีหย่าพวกเจ้าเสีย กุรอ่าน 66:5 "หากเขาหย่าพวกนาง บางทีพระเจ้าของเขาจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่เขามีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง เป็นหญิงที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นหญิงผู้ศรัทธา เป็นหญิงผู้ภักดี เป็นหญิงผู้ขอลุแก่โทษ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการถือศิลอด เป็นหญิงที่เป็นหม้าย และที่เป็นหญิงสาว"

หลังจากเหตุการณ์นี้นบีได้ยกเลิกเวรที่จะหมุนเวียนไปตามบ้านภรรยาไปถึง หนึ่งเดือน และใช้ช่วงเวลานั้นไปอยู่กับมาเรียห์แทน นางไม่ได้อยู่รวมกับภรรยาคนอื่นๆของนบีในเมืองมะดีนะห์ แต่มีบ้านสวนอยู่ที่ชานเมืองแทน นางเป็นคนเดียวในหมู่ภรรยา (หลังจากนางเคาะดีญะฮ์ตายไป) ที่ตั้งท้องกับนบี จนกระทั่งให้กำเนิดบุตรชาย "อิบราฮิม" ขึ้นมานางจึงได้เป็นไท หากแต่เด็กชายตายตั้งแต่อายุน้อยในภายหลัง นักวิชาการส่วนหนึ่งไม่ได้ยอมรับนางเป็นหนึ่งในภรรยาของนบี เนื่องจากไม่พบว่ามีการนิกะห์กันชัดเจน นางน่าจะเป็นเพียง นางสนม/นางบำเรอ/เมียเก็บ/เมียน้อย อะไรแบบนั้นมากกว่า จึงไม่ถือเป็น "มารดาแห่งผู้ศรัทธา" เหมือนภรรยาคนอื่นๆของนบี






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากพอแล้วๆรวยไม่ไหวแล้ว ถึงกู้แสนๆๆๆล้าน

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่ตัวเร่งเงินเฟ้อ-ไม่มีผลต่อค่าเงิน : PPTVHD36   ครม. แก้กฎหมาย 8 ธุรกิจให้ต่างด้าวทำได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญ...