หน้าประวัติศาสตร์การเมือง และศาสนาอิสลามเกือบจะถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วยผู้หญิงเพียงคนเดียว เธอไม่ใช่ชนชั้นสูง ไม่ใช่อาหรับแท้ และไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นภรรยาหลักด้วยซ้ำ เธอคือ "มารียะฮ์ อัล-กิบฏียะฮ์" หญิงคริสเตียนชาวอียิปต์ที่มาในฐานะ "ทาสบรรณาการ" แต่เกือบจะได้เป็นมารดาของผู้นำสูงสุดทางสายเลือดแห่งโลกอิสลาม
ในปี ค.ศ. 628 เมื่อ "มุก็อวกิส" ผู้ปกครองอียิปต์ ส่งของกำนัลมาเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีกับศาสดามุฮัมมัด (แทนที่จะยอมรับการเปลี่ยนศาสนาตามสาส์นเชิญ) หนึ่งในบรรณาการนั้นคือทาสสาวชาวคอปติก (คริสต์แบบอียิปต์) สองพี่น้อง ซีรีน และ มารียะฮ์ สถานะของเธอคือ "ทาสที่มือขวาครอบครอง" ที่ถูกมอบให้กับ ฮัฟเศาะฮ์ ภรรยาของนบี ทว่าด้วยหน้าตาและผิวพรรณที่โดดเด่นแบบสาวต่างแดน เธอจึงกลายเป็นคนโปรดอย่างรวดเร็ว
การมาของมารียะฮ์สั่นคลอนขั้วอำนาจในบ้านอย่างหนัก บรรดาภรรยาหลัก (ซึ่งหลายคนมาจากตระกูลทรงอิทธิพลทางการเมือง) โดยเฉพาะท่านหญิงอาอิชะฮ์และฮัฟเศาะฮ์ เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง
ความขัดแย้งพุ่งสูงสุดเมื่อฮัฟเศาะฮ์กลับมาเจอศาสดาอยู่กับมารียะฮ์บนเตียงในห้องของนางเองในวันของนาง สิ่งที่ตามมาคือการโวยวายและการร่วมมือกันของบรรดาภรรยาเพื่อกดดันศาสดา เรื่องนี้บานปลายจนถึงขั้นมีโองการอัลกุรอาน (ซูเราะห์ อัต-ตะห์รีม) ประทานลงมาเพื่อตักเตือนและขู่บรรดาภรรยาให้อยู่ในความสงบ และศาสดาต้องใช้มาตรการ "คว่ำบาตร" แยกกันนอนกับเหล่าภรรยาหลักนานเกือบเดือนเพื่อยุติปัญหาประสาทเสียนี้
ทิศทางลมเปลี่ยนอย่างรุนแรงเมื่อมารียะฮ์ "ตั้งครรภ์" และให้กำเนิดบุตรชายชื่อ "อิบรอฮีม" ต้องเข้าใจว่าในสังคมอาหรับที่อำนาจส่งผ่านทางสายเลือดบุรุษ การเกิดของเด็กคนนี้คือแผ่นดินไหวทางการเมือง เพราะนับตั้งแต่ภรรยาคนแรกเสียชีวิต ศาสดาไม่มีลูกชายที่มีชีวิตรอดอีกเลย สถานะของมารียะฮ์ถูกยกระดับทันทีเป็น "อุมม์ วะลัด" (แม่ของลูกนาย) ซึ่งทำให้เธอได้รับอิสรภาพ และได้รับการยกสถานะเป็น "เมียเก็บ" มารียะฮ์ถูกแยกออกไปอยู่ที่บ้านสวนชานเมืองมะดีนะห์ (ในขณะที่เมียหลักอื่นๆจะมีบ้านอยู่ในเมืองรอบๆมัสยิด) ซึ่งเป็นสวนอินทผลัม ต่อมาสถานที่นี้ถูกเรียกว่า "มัชเราะบัต อุมมุ อิบรอฮีม" (Mashrabat Umm Ibrahim - บ้านสวนของมารดาแห่งอิบรอฮีม) เธอใช้ชีวิตอย่างสงบและคลอดลูกชายที่นั่น โดยศาสดามูฮัมมัดจะไปเยี่ยมเธอและลูกที่บ้านสวนแห่งนี้เป็นประจำ
การเมืองเรื่องในมุ้งความหึงหวงดำเนินต่อไปโดยเฉพาะกับ อาอิชะฮ์ภรรยาคนโปรด แต่เธอมีจุดอ่อนสำคัญคือ ไม่มีบุตรให้กับนบีได้ ในขณะที่มารียะฮ์เป็นเพียงทาสชาวต่างชาติที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการ แต่กลับสามารถให้กำเนิด "บุตรชาย" ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสดามูฮัมมัดปรารถนาอย่างมากมาตลอดชีวิต การตั้งครรภ์ของมารียะฮ์จึงเป็นการสั่นคลอนสถานะของ "บ้านใหญ่" อย่างรุนแรง มีบันทึกที่อาอิชะฮ์กล่าวว่า "ฉันไม่เคยอิจฉาผู้หญิงคนไหนมากเท่ากับที่อิจฉามารียะฮ์ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยงาม และที่สำคัญคือท่านศาสดาได้รับบุตรจากเธอ ในขณะที่พวกเรา (ภรรยาคนอื่นๆ) ถูกปฏิเสธสิทธิข้อนีั"
มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่ออิบรอฮีมคลอดออกมา ศาสดามูฮัมมัดดีใจมาก วันหนึ่งท่านอุ้มเด็กน้อยที่กำลังจ้ำม่ำมาหาอาอิชะฮ์ด้วยความภาคภูมิใจ และถามอาอิชะฮ์ว่า "เธอเห็นไหมว่าเด็กคนนี้หน้าตาเหมือนฉันมากแค่ไหน?" ด้วยความหึงหวง อาอิชะฮ์ตอบกลับไปอย่างเย็นชาและเสียดสีว่า "ฉันไม่เห็นว่าจะหน้าเหมือนท่านตรงไหนเลย เด็กคนไหนที่ได้กินนมแกะนมแพะ ก็ดูอ้วนแบบนี้แหละ"
หากอิบรอฮีมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โลกอิสลามอาจจะไม่มีนิกายซุนนีหรือชีอะห์ไม่มีการรบราฆ่าฟันกันมานับพันปี เพราะจะไม่มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันว่าสาวกคนไหนควรได้เป็นผู้สืบทอด (คอลีฟะฮ์) อำนาจความชอบธรรมทั้งหมดจะถูกส่งไม้ต่อให้ "ลูกชายสายเลือดแท้ๆ" ของศาสดาทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ให้โอกาสนั้น อิบรอฮีมมีชีวิตอยู่ได้เพียงปีกว่าๆ ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้าอย่างหนักของศาสดามุฮัมมัด วันที่เด็กน้อยตายเกิดเหตุสุริยุปราคาพอดี แต่ศาสดาก็ดับข่าวลือเรื่องลางร้าย โดยยืนยันว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่เกี่ยวกับการตายของลูกชายท่าน
การตายของอิบรอฮีมไม่เพียงดับอนาคตอันรุ่งโรจน์ของมารียะฮ์ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ความขัดแย้งในการแย่งชิงอำนาจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลามหลังศาสดาเสียชีวิต ส่วนมารียะฮ์ก็หมดสิทธิ์กุมอำนาจใดๆ เธอใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบๆ ด้วยเงินบำนาญจากรัฐ (แม้นจะไม่มีสถานะเป็นมารดาแห่งผู้ศรัทธาเหมือนเมียหลวงคนอื่นๆ) และเสียชีวิตในอีก 5 ปีต่อมา
ในช่วงปีที่ 6... - กุรอานศึกษาแนววิพากษ์ - Critical Quran Studies | Facebook
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น