โพสต์

กำลังแสดงโพสต์จาก 2020

อนุสสติ ๑๐ (อารมณ์ควรระลึก ๑๐ ประการ)

อนุสสติ    หมายถึง   สิ่งควรระลึก ๑๐ ประการ    ซึ่งมีไว้เพื่อเป็นแนวคิดในชีวิตประจำวัน    เพื่อให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน   ให้มีงานทำ     เพราะใจของคนเรานั้นชอบมีงาน    ไม่ชอบนิ่ง     วิ่งไปนั่น    วิ่งไปนี่ตลอดเวลา    หางานทำเรื่อยไป   ถ้าหากว่าไม่ป้อนงานให้มันทำมันก็วุ่นวาย     เหมือนคนหนุ่มๆ อยู่ว่างๆไม่มีงานทำมักจะวุ่นวาย จิตใจซ่าน    เพราะฉะนั้น     จับไปทำงานเสียไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง    พอได้มีงานทำแล้วก็ไม่เที่ยวเตร่    จะได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อไปฉันใด   ในเรื่องใจของคนเราก็เหมือนกัน     สภาพของใจนั้นไม่อยู่นิ่ง     เว้นไว้แต่เราจะบังคับให้มันนิ่ง   ให้สงบ   ให้เป็นสมาธิ     ถ้าหากว่าไม่ได้กระทำอย่างนั้น      เราก็ควรจะหาอะไรให้ใจคิด     เพื่อให้ใจได้อยู่กับเรื่องนั้น    สิ่งที่เราจะให้ใจคิด   นั้น   เรียกว่า    อนุสสติ      แปลว่า      สิ่งที่ควรคิดนึก     จะได้เกิดกำลังใจในทางที่ถูกที่ชอบ      ผู้ที่มีชีวิตอยู่ประจำวัน   ก็ควรจะได้คิดตามแนวนี้ไว้บ้าง     เมื่อมีเวลาว่าง    เวลาอื่นเราก็ไปทำงานอย่างอื่นตามหน้าที่   เช่น   เราเป็นนักธุรกิจ    เป็นข้าราชการเป็นอะไรก็ตามใจ        เ

ศัพท์ความหมายทางธรรมที่พูดถึงบ่อย แต่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน

นาม    ธรรมที่รู้จักกันด้วยชื่อ   กำหนดรู้ด้วยใจเป็นเรื่องของจิตใจ,  สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง  ไม่ใช่รูปแต่น้อมมาเป็นอารมณ์ของจิตได้ 1. ในที่ทั่วไป  หมายถึง อรูปขันธ์  ๔  คือ  เวทนา  สัญญา  สังขาร   และ วิญญาณ   2. บางแห่งหมายถึง อรูปขันธ์  ๔ นั่น  และ นิพพาน   (รวมทั้งโลกุตรธรรมอื่นๆ)  3. บางแห่งเช่น  ใน ปฏิจจสมุปบาท   บางกรณี  หมายถึงเฉพาะ เจตสิกธรรม ทั้งหลาย นามกาย     "กองแห่งนามธรรม"   หมายถึงเจตสิกทั้งหลาย นามขันธ์     ขันธ์ที่เป็นฝ่ายนามธรรม  มี  ๔  คือ  เวทนา  สัญญา  สังขาร   วิญญาณ   นามธรรม    สภาวะที่น้อมไปหาอารมณ์,  ใจและอารมณ์ที่เกิดกับใจ  คือ จิต และเจตสิก,  สิ่งของที่ไม่มีรูป  คือ  รู้ไม่ได้ทาง ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  แต่รู้ได้ทางใจ นามรูป   นามธรรม  และรูปธรรม    นามธรรม   หมายถึง  สิ่งที่ไม่มีรูป  คือ  รู้ไม่ได้ทาง  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย แต่รู้ได้ด้วยใจ  ได้แก่  เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ  รูปธรรม   หมายถึง  สิ่งที่มีรูป  สิ่งที่เป็นรูป  ได้แก่  รูปขันธ์ ทั้งหมด นามรูปปริจเฉทญาณ     ญาณกำหนดแยกนามรูป,  ญาณหยั่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นแต่เพียงนามและรูป   และกำหนด

คำสอนของพระศาสดามีองค์เก้า

นวังคสัตถุศาสน์   คำสั่งสอนของพระศาสดา   มีองค์ ๙,    พุทธพจน์มีองค์ ประกอบ ๙  อย่าง ,  ส่วนประกอบ  ๙  อย่างที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า   คือ ๑. สุตตะ     (พระสูตรทั้งหลาย  รวมทั้งพระวินัยปิฎก และนิทเทส)    ๒. เคยยะ     (ความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน   ได้แก่    พระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด)   ๓. เวยยากรณะ   (ไวยากรณ์   คือ  ความร้อยแก้วล้วน ได้แก่   พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด  และพระสูตรที่ไม่มีคาถา เป็นต้น) ๔. คาถา    (ความร้อยกรองล้วน เช่น  ธรรมบท  เถรคาถา  เถรีคาถา  เป็นต้น) ๕. อุทาน  (ได้แก่   พระคาถาพุทธอุทาน ๘๒  สูตร)   ๖. อิติวุตตกะ   (พระสูตรที่เรียกว่า  อิติวุตตกะ  ๑๑๐  สูตร)   ๗. ชาตกะ  (ชาดก  ๕๕๐  เรื่อง) ๘. อัพภูตธรรม  (เรื่องอัศจรรย์  คือ พระสูตรที่กล่าวถึงข้ออัศจรรย์ต่างๆ)  ๙. เวทัลละ  (พระสูตรแบบถามตอบที่ให้เกิดความรู้และความพอใจแล้วซักถามยิ่งๆ ขึ้นไป  เช่น  จูฬเวทัลลสูตร  มหาเวทัลลสูตร  เป็นต้น) เขียนอย่างบาลีเป็น  นวังคสัตถุสาสน์

ไตรสิกขา

สิกขาสาม    (ไตรสิกขา) ๑. การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย  ชื่อว่า   ศีล ๒. การรักษาใจมั่น  ชื่อว่า  สมาธิ ๓. ความรอบรู้ในกองสังขาร ชื่อว่า ปัญญา         เพื่อให้เห็นความหมายกว้างขึ้นอีก         ศีล   ความประพฤติดีทางกายและวาจา,  การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย,  ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม,  การรักษาปกติตามระเบียบวินัย,  ปกติมารยาทที่ปราศจากโทษ,    ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น,  ความสุจริตทางกายวาจา และ อาชีพ มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า อธิศีลสิกขา         สมาธิ    ความมีใจตั้งมั่น,  ความตั้งมั่นแห่งจิต,   การทำให้จิตใจสงบแน่วแน่  ไม่ฟุ้งซ่าน,  ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์ คือ สิ่งอันหนึ่งอันเดียว   มักใช้เป็นคำเรียกง่ายๆ สำหรับ อธิจิตตสิกขา         ปัญญา    ความรู้ทั่ว,  ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล,  ความรู้เข้าใจชัดเจน,  ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว  คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น  และรู้ที่จะจัดแจง  จัดสรร จัดการ  ดำเนินการทำให้ลุผล  ล่วงพ้นปัญหา,  ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง มักใช้เป็นคำเรียกง่ายๆ สำหรับ อธิ

ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรม 2 อย่าง

 ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรมนั้น  สรุปได้  ๒ อย่าง  คือ         ๑.  แสดงหลักความจริงสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชเฌนธรรม"   หรือ  เรียกเต็มว่า  "มัชเฌนธรรมเทศนา"  ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ   นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้น   ไม่ส่งเสริมความพยายามที่ีจะเข้าถึงสัจธรรมด้วยวิธีถกเถียงสร้างทฤษฎีต่างๆ   ขึ้นแล้วยึดมั่นปกป้องทฤษฎีนั้นๆ ด้วยการเก็งความจริงทางปรัชญา          ๒.  แสดงข้อปฏิบัติสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชฌิมาปฏิปทา"   อันเป็นหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน  ผู้รู้เท่าทันชีวิต   ไม่หลงงมงาย  มุ่งผลสำเร็จ  คือ ความสุข  สะอาด  สว่าง  สงบ  เป็นอิสระ   ที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้   ในทางปฏิบัติ   ความเป็นทางสายกลางนี้เป็นไปโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ   เช่น   สภาพชีวิตของบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์  เป็นต้น         พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการกระทำ  (กรรมวาท  หรือ กิริยวาท)   เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม  (วิริยวาท)  (เช่น  องฺ.ติก.20/577/369)    ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนปรารถนา   หรือ ศาสนาแห่งความห่วงหวัง

ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่าง

ไตรลักษณ์ ลักษณะโดยธรรมชาติ  ๓  อย่าง  ของสิ่งทั้งปวง ตัวกฎ หรือตัวสภาวะ ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่า   สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่างๆ   มาประชุมกันเข้า   หรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่างๆนั้น   มิใช่ หมายความว่า เป็นการนำเอาส่วนประกอบที่เป็นชิ้นๆอันๆ   อยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน    และเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว    ก็เกิดเป็นรูปเป็นร่างคุมกันอยู่เหมือนเมื่อเอาวัตถุต่างๆ  มารวมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ความจริง  ที่กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากการประชุมกันของส่วนประกอบต่างๆนั้น   เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อเข้าใจง่ายๆ  ในเบื้องต้นเท่านั้น   แท้จริงแล้ว   สิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแส      ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆ   ล้วนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่นๆ  ย่อยลงไป  แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองเป็นอิสระ      ล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อย   ไม่เที่ยง  ไม่คงที่   กระแสนี้ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป    อย่างที่ดูคล้ายกับรักษารูปแนวและลักษณะทั่วไปไว้ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป     ก็เพราะส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน   เป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันอย่างหนึ่ง    และ

ข้อด้อยของกามสุข

ส่วนเสีย หรือข้อด้อยของกามสุข          กาม  คืออะไร ?   "กาม"    แปลว่า    ความอยาก  ความรัก  ความใคร่  ความปรารถนา  หรือสิ่งที่อยาก  ที่รัก   ที่ใคร่     ที่ปรารถนา  พูดง่ายๆว่า   สิ่งเสพ   วัตถุบำรุงบำเรอความสุข   เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย  คน  สัตว์   ทรัพย์สินเงินทอง  ข้าวของสารพัด  ที่อยากได้อยากมี   ที่จะครอบครองเอาไว้ให้ได้ความสุข   รวมแล้วก็จัดแยกได้เป็น  "กามคุณ  ๕"   คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส   สิ่งต้องกาย   ที่ใคร่ที่ใฝ่ปราถนา  ที่จะให้ "กามสุข"  คือ สุขทางประสาททั้ง  ๕   สุขทางวัตถุ หรือ สุขทางเนื้อหนัง   บางทีเรียก  สามิสสุข   คือสุขอาศัยอามิส  หรือสุขจากสิ่งเสพ    (อามิสสุข  ก็เรียก)           ถึงตอนนี้  มีปัญหาว่า  กามสุขนั้น  มีมากมาย  หลายอย่าง  หลายระดับ   ที่ล้ำเลิศก็มี   ที่เป็นทิพย์ก็มี และท่านก็ยอมรับว่าเป็นความสุข    แต่กามสุขทั้งหมดนั้นมีข้อบกพร่องอย่างไร    และความสุขที่ว่าประณีตยิ่งขึ้นไปอีกนั้นดีอย่างไร   ทำไมท่านผู้ได้ประสบรู้จักสุขประณีตนั้นแล้ว   จึงว่าดีเยี่ยมกว่ากามสุข    ถึงกับละเลิกกามสุขไปเสียทีเดียว           ส่วนเสีย 

กามสุข

รูปภาพ
 มีคำถามว่า ทำไมประเทศที่นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ศาสนาที่สอนให้คนออกจากกามสุข แท้ๆ ถึงได้หมกมุ่นในพรฮับมากมายเยี่ยงนี้ เจริญ porn https://www.facebook.com/groups/139094142863827/user/1562859340/ กาม        ความใคร่,  ความอยาก,   ความปรารถนา,  สิ่งที่น่าปรารถนา  น่าใคร่, กามมี ๒ คือ  ๑. กิเลสกาม  กิเลสที่ทำให้ใคร่   ๒.  วัตถุกาม   วัตถุอันน่าใคร่  ได้แก่  กามคุณ  ๕ กามคุณ         ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่  มี  ๕   อย่าง  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  และโผฏฐัพพะ  (สัมผัสทางกาย ทางเนื้อหนัง)   ที่น่าใคร่น่าพอใจ กามสุข     สุขในทางกาม,  สุขที่เกิดจากกามารมณ์ ........... รู้จักกามสุข และเสพบริโภคอย่างมีปัญญา ที่ทำให้เป็นอิสระเสรี      ความสุขมีหลากหลาย สูงขึ้นไปตามลำดับขั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ได้ทรงบรรลุถึงความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม และความสุขอย่างอื่นที่ประณีตยิ่งไปกว่านั้นแล้ว จึงทรงยืนยันได้ว่าจะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก แต่ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงประสบความสุขที่ประณีตเช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ทรงสามารถยืนยันได้ว่า พระองค์จะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก พร้อมกันนั้นก็ได้ตรัสทำน