โพสต์

กำลังแสดงโพสต์จาก ตุลาคม, 2020

8. วิธีคิดแบบปลุกเร้ากุศล

  8. วิคิดแบบปลุกเร้ากุศล     (คิดเป็นก็เป็นบุญเป็นกุศล คิดไม่เป็นก็เป็นบาปเป็นอกุศล)            วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม  อาจเรียกง่ายๆว่า  วิธีคิดแบบเร้ากุศล   หรือคิดแบบกุศลภาวนา  เป็นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทา และขัดเกลาตัณหา    จึงจัดได้ว่าเป็นข้อปฏิบัติระดับต้นๆ  สำหรับส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ             หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบนี้   มีอยู่ว่า  ประสบการณ์  คือสิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกัน  บุคคลผู้ประสบหรือรับรู้ต่างกัน  อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่าง  สุดแต่โครงสร้างของจิต  หรือ แนวทาง   ความเคยชินต่างๆ    ที่เป็นเครื่องปรุงของจิต   คือสังขารที่ผู้นั้นสั่งสมไว้   หรือ สุดแต่การทำใจในขณะนั้นๆ              ของอย่างเดียวกัน   หรืออาการกิริยาเดียวกัน  คนหนึ่งมองเห็นแล้ว   คิดปรุงแต่งไปในทางดีงาม   เป็นประโยชน์  เป็นกุศล  แต่อีกคนหนึ่งเห็นแล้ว   คิดปรุงแต่งไปในทางไม่ดีไม่งาม  เป็นโทษ   เป็นอกุศล   แม้แต่บุคคลคนเดียวกัน  มองเห็นของอย่างเดียวกัน  หรือประสบการณ์อย่างเดียวกัน   แต่ต่างขณะ  ต่างเวลา   ก็อาจค

ศัพท์ธรรมและความหมาย

รูปภาพ
หากเป็น พุทธศาสนิกชนแล้วจะได้ยินบ่อยๆ  คือ   คำว่า     “ธรรม”     “ธรรมะ”   ดูความหมาย กว้างสุดและความหมายเฉพาะตัว ธรรม         สภาพที่ทรงไว้,   ธรรมดา,   ธรรมชาติ,   สภาวธรรม,   สัจจธรรม,    ความจริง,   เหตุ,   ต้นเหตุ,   สิ่ง,   ปรากฎการณ์,   ธรรมารมณ์,    สิ่งที่ใจคิด,    คุณธรรม, ความดี,   ความถูกต้อง,   ความประพฤติชอบ,   หลักการ,   แบบแผน,   ธรรมเนียม,    หน้าที่,   ความชอบ,   ความยุติธรรม,   พระธรรม,   คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น   ธรรมชาติ     ของที่เกิดเองตามวิสัยของโลก   เช่น   คน   สัตว์   ต้นไม้   เป็นต้น   ธรรมดา      อาการหรือความเป็นไปแห่งธรรมชาติ,   สามัญ, ปกติ, พื้นๆ   ธรรมฐิติ       ความดำรงคงตัวแห่งธรรม,   ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา   ธรรมเนียม     ประเพณี,    แบบอย่างที่เคยทำกันมา, แบบอย่างทีนิยมใช้กัน   ธรรมารมณ์      อารมณ์คือธรรม,    สิ่งที่ถูกรับรู้ทางใจ,   สิ่งที่รู้ด้วยใจ,   สิ่งที่ใจรู้สึกนึกคิด   ธรรมทาน      การให้ธรรม,    การสั่งสอนแนะนำเกี่ยวกับธรรม,    การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง   ธรรม

ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่าง

พิจารณาพุทธพจน์ ดังนี้          "ภิกษทุั้งหลาย   ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ  มี ๒ ประการ  ดังนี้   คือ  ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ"   (องฺ.ทุก.20/371/110 - ปรโตโฆสะ ในที่นี้ หมายถึงปรโตโฆสะฝ่ายดี)             "โดยกำหนดว่าเป็นองค์ประกอบภายนอก  เราไม่เล็งเห็น องค์ประกอบภายนอกอื่น  แม้สักอย่างหนึ่ง  ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่   เหมือนความมีกัลยาณมิตรเลย"              "โดยกำหนดว่าเป็นองค์ประกอบภายใน  เราไม่เล็งเห็น องค์ประกอบภายนอกอื่น  แม้สักอย่างหนึ่ง  ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่   เหมือนความ โยนิโสมนสิการเลย "   (องฺ.เอก.20/108,112/22)           ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ นั้น  ได้แสดงความหมายในที่นี้ว่า  เป็นจุดเริ่มหรือแหล่งที่มาของการศึกษา  หรือ อาจจะเรียกว่า  บุพภาคของการศึกษา   เพราะเป็นบ่อเกิดของ สัมมาทิฏฐิ   ซึ่งเป็นแกนนำ  เป็นต้นทาง  และเป็นตัวยืนของกระบวนการแห่งการศึกษาทั้งหมด  ที่ตรัสว่ามี  ๒  อย่าง  คือ            ๑. ปรโตโฆสะ   เสียงจากผู้อื่น   หรือการกระตุ้นชักจูงจากภายนอก   ได้แก่   การสั่งสอน  แนะนำ  การถ่ายทอด  การโฆษณา   ค

4.วิธีคิดแบบอริยสัจ/คิดแบบแก้ปัญหา (โยนิโส ฯ แบบที่ ๔)

๔. วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ คิดแบบแก้ปัญหา      เรียกตามโวหารทางธรรมได้ว่า  วิธีแห่งความดับทุกข์  จัดเป็นวิธีคิดแบบหลักอย่างหนึ่ง   เพราะสามารถขยายให้ครอบคลุมวิธีคิดแบบอื่นๆได้ทั้งหมด       บาลีที่พึงอ้างในข้อนี้      มีความสั้นๆดังนี้          "ภิกษุนั้น  ย่อมมนสิการโดยแยบคาย    (โยนิโสมนสิการ)   ว่า   ทุกข์  คือดังนี้      ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า  เหตุเกิดแห่งทุกข์   คือดังนี้      ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า  ความดับแห่งทุกข์   คือดังนี้    ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า  ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์   คือดังนี้             "เมื่อเธอมนสิการโดยแยบคายอยู่อย่างนี้   สังโยชน์  ๓  อย่าง  คือ  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  และสีลัพพตปรามาส  ย่อมถูกละเสียได้"   (ม.มู.12/12/16)        วิธีคิดแบบอริยสัจนี้     มีลักษณะทั่วไป  ๒  ประการ คือ            ๑)  เป็นวิธีคิดตามเหตุ และผล  หรือเป็นไปตามเหตุและผล -   (พึงระวังว่า เหตุและผล cause and effect   เป็นคนละอย่างกับ เหตุผล - reason)     สืบสาวจากผลไม่หาเหตุแล้ว แก้ไขและทำการที่ต้นเหตุ   จัดเป็น ๒  คู่  คือ          คู่ที่  ๑:  ทุกข์เป็นผล 

3.วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์

 ๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์               วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์  หรือ  วิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา   คือ มองอย่างรู้เท่าทันความเป็นอยู่เป็นไปของสิ่งทั้งหลาย  ซึ่งจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ  ตามธรรมดาของมันเอง  โดยเฉพาะก็มุ่งที่ประดาสัตว์และสิ่งที่คนทั่วไปจะรู้เข้าใจถึงได้   ในฐานที่มันเป็นสิ่งซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ  ปรุงแต่งขึ้น  จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย               ธรรมดาที่ว่านั้น  ได้แก่  อาการที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง  ที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง  เมื่อเกิดขึันแล้ว ก็จะต้องดับไป  ไม่เที่ยงแท้  ไม่คงที่  ไม่ยั่งยืน  ไม่คงอยู่ตลอดไป  เรียกว่าเป็น  อนิจจัง               ธรรมดานั้นเช่นกัน  คือ  อาการที่ปัจจัยทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกทุกอย่าง   ต่างก็เกิดดับเปลี่ยนแปลไปตลอดเวลาเสมอเหมือนกัน  เมื่อเข้ามาสัมพันธ์กัน  จึงเกิดความขัดแย้ง  ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีสภาวะถูกบีบคั้นกดดัน  ไม่อาจคงอยู่ในสภาพเดิมได้   จะต้องมีความแปรปรวนเปลี่ยนสลาย  เรียกว่าเป็น ทุกข์                                  ธรรมดานั้นเองมีพร้อมอยู่ด้วยว่า   ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นสภาวะ  คือ  ภาวะของมันเอง  ดังเช่นเป็นสังขารที่ต

2.วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ

 ๒.วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ  (โยนิโสมนสิการแบบที่สอง)              วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ  หรือกระจายเนื้อหา เป็นการคิดที่มุ่งให้มอง  และให้รู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันเองอีกแบบหนึ่ง             ในทางธรรม  ท่านมักใช้พิจารณาเพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสาร  หรือ ความไม่เป็นตัวเป็นตนที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย   ให้หายยึดติดถือมั่นในสมมติบัญญัติ   โดยเฉพาะการพิจารณาเห็นสัตว์บุคคล  เป็นเพียงการประชุมกันเข้าขององค์ประกอบต่างๆ  ที่เรียกว่า ขันธ์  ๕  และขันธ์  ๕  แต่ละอย่างก็เกิดขึ้นจากส่วนประกอบย่อยต่อไปอีก   การพิจารณาเช่นนี้   ช่วยให้มองเห็นความเป็นอนัตตา              แต่การที่จะมองเห็นสภาวะเช่นนี้ได้ชัดเจน   มักต้องอาศัยวิธีคิดแบบที่ ๑ และหรือแบบที่ ๓  เข้าร่วม  โดยพิจารณาไปพร้อมๆกัน   กล่าวคือ  เมื่อแยกแยะส่วนประกอบออก   ก็เห็นสภาวะที่องค์ประกอบเหล่านั้นอาศัยกัน  และขึ้นต่อเหตุปัจจัยต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง ไม่เป็นตัวของมันเองแท้จริง   ยิ่งกว่านั้น  องค์ประกอบและเหตุปัจจัยต่างๆ  เหล่านี้  ล้วนเป็นไปตามกฎธรรมดา  คือ  มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา  ไม่เที่ยงแท้  ไม่คงที่  ไม่ยั่งยืน          

โยนิโสมนสิการ อโยนิโสมนสิการ

รูปภาพ
          โยนิโส            โดยแยบคาย ,    โดยถ่องแท้ , โดยวิธีที่ถูกต้อง ,  ตั้งแต่ต้นตลอดสาย ,  โดยตลอด         โยนิโสมนสิการ            การทำในใจโดยแยบคาย ,  กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ,  พิจารณาโดยแยบคาย   คือ   พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ     แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะ และความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย   หรือ ตริตรองให้รู้สิ่งที่ดีที่ชั่ว   ยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ     ซึ่งจะมิให้เกิดอวิชชาและตัณหา ,  ความรู้จักคิด ,  คิดถูกวิธี              อโยนิโสมนสิการ            การทำในใจโดยไม่แยบคาย ,  การไม่ใช้ปัญญาพิจารณา ,  ความไม่รู้จักคิด ,  การปล่อยให้อวิชชาตัณหาครอบงำนำความคิด วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ         วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ  ก็คือการนำเอา โยนิโสมนสิการมาใช้ในทางปฏิบัติ  หรือ  โยนิโสมนสิการที่เป็นภาคปฏิบัติการ         วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ  หรือเรียกสั้นๆว่า  วิธีโยนิโสมนสิการนี้  แม้จะมีหลายอย่างหลายวิธี   แต่เมื่อว่าโดยหลักการ  ก็มี  ๒  แบบ  คือ                                    โยนิโสมนสิการที่มุ่งสกัด หรือ กำจั

อัตถะ, อรรถ (พระสูตรแยกเป็น ๒)

อัตถะ 2  นัย อรรถ, อัตถะ   1. ประโยชน์,  ผลที่มุ่งหมาย,  จุดหมาย,    อัตถะ  ๓   คือ  ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ    (ประโยชน์ปัจจุบัน,  ประโยชน์ในภพนี้)   ๒. สัมปรายิกัตถะ    (ประโยชน์เบื้องหน้า,    ประโยชน์ในภพหน้า)  ๓. ปรมัตถะ   ( ประโยชน์อย่างยิ่ง,   ประโยชน์สูงสุด  คือ  พระนิพพาน)   อัตถะ  ๓  อีกหมวดหนึ่ง   คือ  ๑. อัตตัตถะ    (ประโยชน์ตน)  ๒. ปรัตถะ   ( ประโยชน์ผู้อื่น)   ๓.  อุภยัตถะ  ( ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย)       2. ความหมาย   ความหมายแห่งพุทธพจน์,   พระสูตร   พระธรรมเทศนา หรือ พุทธพจน์ ว่าโดยการแปลความหมาย  แยกเป็น  อัตถะ ๒     คือ  ๑ . เนยยัตถะ   (พระสูตร)   ซึ่งมีความหมายที่จะต้องไขความ,  พุทธพจน์ที่ตรัสตามสมมติ  อันจะ ต้องเข้าใจความจริงแท้ที่ซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง    เช่น   ที่ตรัสเรื่อง บุคคล ตัวตน เรา เขา  ว่าบุคคล ๔ ประเภท,  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน  เป็นต้น   ๒ . นีตัตถะ      (พระสูตร)    ซึ่งมีความหมายที่แสดงชัดโดยตรงแล้ว,  พุทธพจน์ที่ตรัสโดยปรมัตถ์  ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาตามสภาวะ เช่น ที่ตรัสว่า  ขันธ์ อายตนะ ธาตุ รูป เสียง กลิ่น รส  เป็นต้น (นักธรรมะบ้านเราควรทำความเข้าใจความหมาย