โพสต์

กำลังแสดงโพสต์จาก พฤศจิกายน, 2020

ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรม 2 อย่าง

 ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรมนั้น  สรุปได้  ๒ อย่าง  คือ         ๑.  แสดงหลักความจริงสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชเฌนธรรม"   หรือ  เรียกเต็มว่า  "มัชเฌนธรรมเทศนา"  ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ   นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้น   ไม่ส่งเสริมความพยายามที่ีจะเข้าถึงสัจธรรมด้วยวิธีถกเถียงสร้างทฤษฎีต่างๆ   ขึ้นแล้วยึดมั่นปกป้องทฤษฎีนั้นๆ ด้วยการเก็งความจริงทางปรัชญา          ๒.  แสดงข้อปฏิบัติสายกลาง   ที่เรียกว่า  "มัชฌิมาปฏิปทา"   อันเป็นหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน  ผู้รู้เท่าทันชีวิต   ไม่หลงงมงาย  มุ่งผลสำเร็จ  คือ ความสุข  สะอาด  สว่าง  สงบ  เป็นอิสระ   ที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้   ในทางปฏิบัติ   ความเป็นทางสายกลางนี้เป็นไปโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ   เช่น   สภาพชีวิตของบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์  เป็นต้น         พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการกระทำ  (กรรมวาท  หรือ กิริยวาท)   เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม  (วิริยวาท)  (เช่น  องฺ.ติก.20/577/369)    ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนปรารถนา   หรือ ศาสนาแห่งความห่วงหวัง

ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่าง

ไตรลักษณ์ ลักษณะโดยธรรมชาติ  ๓  อย่าง  ของสิ่งทั้งปวง ตัวกฎ หรือตัวสภาวะ ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่า   สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่างๆ   มาประชุมกันเข้า   หรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่างๆนั้น   มิใช่ หมายความว่า เป็นการนำเอาส่วนประกอบที่เป็นชิ้นๆอันๆ   อยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน    และเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว    ก็เกิดเป็นรูปเป็นร่างคุมกันอยู่เหมือนเมื่อเอาวัตถุต่างๆ  มารวมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ความจริง  ที่กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากการประชุมกันของส่วนประกอบต่างๆนั้น   เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อเข้าใจง่ายๆ  ในเบื้องต้นเท่านั้น   แท้จริงแล้ว   สิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแส      ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆ   ล้วนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่นๆ  ย่อยลงไป  แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองเป็นอิสระ      ล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อย   ไม่เที่ยง  ไม่คงที่   กระแสนี้ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป    อย่างที่ดูคล้ายกับรักษารูปแนวและลักษณะทั่วไปไว้ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป     ก็เพราะส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน   เป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันอย่างหนึ่ง    และ

ข้อด้อยของกามสุข

ส่วนเสีย หรือข้อด้อยของกามสุข          กาม  คืออะไร ?   "กาม"    แปลว่า    ความอยาก  ความรัก  ความใคร่  ความปรารถนา  หรือสิ่งที่อยาก  ที่รัก   ที่ใคร่     ที่ปรารถนา  พูดง่ายๆว่า   สิ่งเสพ   วัตถุบำรุงบำเรอความสุข   เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย  คน  สัตว์   ทรัพย์สินเงินทอง  ข้าวของสารพัด  ที่อยากได้อยากมี   ที่จะครอบครองเอาไว้ให้ได้ความสุข   รวมแล้วก็จัดแยกได้เป็น  "กามคุณ  ๕"   คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส   สิ่งต้องกาย   ที่ใคร่ที่ใฝ่ปราถนา  ที่จะให้ "กามสุข"  คือ สุขทางประสาททั้ง  ๕   สุขทางวัตถุ หรือ สุขทางเนื้อหนัง   บางทีเรียก  สามิสสุข   คือสุขอาศัยอามิส  หรือสุขจากสิ่งเสพ    (อามิสสุข  ก็เรียก)           ถึงตอนนี้  มีปัญหาว่า  กามสุขนั้น  มีมากมาย  หลายอย่าง  หลายระดับ   ที่ล้ำเลิศก็มี   ที่เป็นทิพย์ก็มี และท่านก็ยอมรับว่าเป็นความสุข    แต่กามสุขทั้งหมดนั้นมีข้อบกพร่องอย่างไร    และความสุขที่ว่าประณีตยิ่งขึ้นไปอีกนั้นดีอย่างไร   ทำไมท่านผู้ได้ประสบรู้จักสุขประณีตนั้นแล้ว   จึงว่าดีเยี่ยมกว่ากามสุข    ถึงกับละเลิกกามสุขไปเสียทีเดียว           ส่วนเสีย 

กามสุข

รูปภาพ
 มีคำถามว่า ทำไมประเทศที่นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ศาสนาที่สอนให้คนออกจากกามสุข แท้ๆ ถึงได้หมกมุ่นในพรฮับมากมายเยี่ยงนี้ เจริญ porn https://www.facebook.com/groups/139094142863827/user/1562859340/ กาม        ความใคร่,  ความอยาก,   ความปรารถนา,  สิ่งที่น่าปรารถนา  น่าใคร่, กามมี ๒ คือ  ๑. กิเลสกาม  กิเลสที่ทำให้ใคร่   ๒.  วัตถุกาม   วัตถุอันน่าใคร่  ได้แก่  กามคุณ  ๕ กามคุณ         ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่  มี  ๕   อย่าง  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  และโผฏฐัพพะ  (สัมผัสทางกาย ทางเนื้อหนัง)   ที่น่าใคร่น่าพอใจ กามสุข     สุขในทางกาม,  สุขที่เกิดจากกามารมณ์ ........... รู้จักกามสุข และเสพบริโภคอย่างมีปัญญา ที่ทำให้เป็นอิสระเสรี      ความสุขมีหลากหลาย สูงขึ้นไปตามลำดับขั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ได้ทรงบรรลุถึงความสุขที่ไม่ต้องอาศัยกาม และความสุขอย่างอื่นที่ประณีตยิ่งไปกว่านั้นแล้ว จึงทรงยืนยันได้ว่าจะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก แต่ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงประสบความสุขที่ประณีตเช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ทรงสามารถยืนยันได้ว่า พระองค์จะไม่ทรงเวียนกลับมาหากามอีก พร้อมกันนั้นก็ได้ตรัสทำน