วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565

ศรัทธาโดยไม่ถามเหตุผล

 

“แท้จริง บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และปิดกั้นให้ห่างจากทางของอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาตายลงทั้งๆที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาอยู่ อัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้พวกเขาเลย”
คัมภีร์อัลกุรอาน 47:34




ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความซาบซึ้ง ไม่ใช่ความรู้ แต่อาจเป็นทางเชื่อมไปสู่ความรู้ได้ เพราะศรัทธามีลักษณะเป็นการยอมรับความรู้ของผู้อื่น ฝากความไว้วางใจในปัญญาของผู้อื่น ยอมพึ่ง และอาศัยความรู้ของผู้อื่นหรือแหล่งแห่งความรู้นั้นเป็นเครื่องชี้นำแก่ตน ถ้าผู้มีศรัทธารู้จักคิดรู้จักใช้ปัญญาของตนเป็นทุนประกอบไป ศรัทธา นั้น ก็สามารถนำไปสู่ความเจริญปัญญา และการรู้ความจริงได้ เฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อผู้อื่นนั้นหรือแหล่งความรู้นั้นมีความรู้แท้จริง และมีกัลยาณมิตรช่วยชี้่แนะให้รู้จักใช้ปัญญา แต่ถ้าเชื่ออย่างงมงายคือไม่รุู้จักคิด ไม่ใช้ปัญญาของตนเลย และผู้อื่นหรือแหล่งแห่งความรู้นั้นไม่มีความรู้จริง ทั้งไม่มีกัลยาณมิตรที่จะช่วยชี้แนะ หรือมีปาปมิตร ผลอาจกลับตรงข้าม นำไปสู่ความหลงผิด ห่างไกลจากความรู้ยิ่งขึ้น


ปัญญา (ปัญญา มักแปลกันว่า wisdom หรือ understanding) แปลกันว่า ความรอบรู้ เติมเข้าอีกว่า ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด คือ รู้ทั่วถึงความจริง หรือรู้ตรงตามความเป็นจริง ท่านอธิบายขยายความกันออกไปต่างๆ เช่นว่า รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่าทันสังขาร รู้องค์ประกอบ รู้เหตุปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย รู้ตามความเป็นจริง รู้ถ่องแท้ เข้าใจถ่องแท้ รู้เข้าใจสภาวะ รู้คิด รู้พินิจพิจารณา รู้วินิจฉัย รู้ที่จะจัดแจงจัดการ หรือดำเนินการอย่างไรๆ

แปลกันอย่างง่ายๆ พื้นๆ ปัญญา คือความเข้าใจ (หมายถึงเข้าใจถูก เข้าใจชัด หรือเข้าใจถ่องแท้) เป็นการมองทะลุสภาวะ หรือมองทะลุปัญหา ปัญญาช่วยเสริมสัญญาและวิญญาณ ช่วยขยายขอบเขตของวิญญาณให้กว้างขวางออกไปและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่องทางให้สัญญามีสิ่งกำหนดหมายรวมเก็บได้มากขึ้น เพราะเมื่อเข้าใจเพียงใด ก็รับรู้และกำหนดหมายในวิสัยแห่งความเข้าใจเพียงนั้น เหมือนคิดโจทย์เลขคณิตข้อหนึ่ง เมื่อยังคิดไม่ออก ก็ไม่มีอะไรให้รับรู้และกำหนดหมายต่อไปได้ ต่อเมื่อเข้าใจ คิดแก้ปัญหาได้แล้ว ก็มีเรื่องให้รับรู้ และกำหนดหมายต่อไปอีก












เมื่อคำว่า #ที่ยะหามีผู้เห็นดวงจันทร์ รอประกาศจากสำนักจุฬาฯ สิ้นมนต์ขลัง

การดูเดือนเพื่อกำหนดวันที่ 1 เดือนเชาวาล วันอีดิ้ลฟิตรี 1447 เป็นครั้งแรกที่มีการปฏิเสธการเห็นดวงจันทร์ที่ยะหา จ.ยะลา

ยะหา เป็นสถานที่ดูดวงจันทร์ที่สำคัญของมุสลิมในประเทศไทย การประกาศการเห็นดวงจันทร์ในแต่ละเดือนมักอาศัยการเห็นดวงจันทร์ที่ยะหา การกำหนดเดือนรอมฎอน หรือการกำหนดวัยอีดิ้ลฟิตรี ส่วนใหญ่ก็จะอ้างอิงการเห็นดวงจันทร์ที่ยะหา

มีหลายครั้งที่ผลการดูดวงจันทร์ที่ยะหา เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย บางทีมีเมฆฝน แต่ก็มีผู้เห็นจันทร์เสี้ยว บางปีมีคนไปดูดวงจันทร์เป็น 100 คน แต่มีคนเห็นดวงจันทร์ 2-3 คน ก็มีการประกาศว่า เห็นจันทร์เสี้ยว

แต่ปีนี้ แตกต่างออกไป ในการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT อาจารย์ประสาน ศรีเจริญ ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ได้พูดระหว่างถ่ายทอดสดว่า กำลังมีการสอบสวนการเห็นดวงจันทร์โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา หลังจากนั้นไม่กี่นาที จุฬาราชมนตรีได้ออกประกาศว่า ไม่มีผู้เห็นดวงจันทร์ กำหนดให้อีดิ้ลฟิตรี เป็นวันที่ 21 มีนาคม #ถือเป็นการปฏิเสธการเห็นดวงจันทร์ที่ยะหาครั้งแรก

ถ้อยคำที่มีการโพสต์ว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์ที่ยะหา รอสำนักจุฬาฯประกาศ สุดท้ายสำนักจุฬาฯก็จะประกาศว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์ จึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ในคราวนี้นักดาราศาสตร์ได้คำนวณว่า จะไม่สามารถเห็นดวงจันทร์ การบอกว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์ อาจจะสร้างความเคลือบแคลงสงสัย จึงมีการสอบสวนอย่างเข้มข้น สุดท้ายก็ไม่ประกาศว่า เห็นดวงจันทร์ เป็นการขจัดควาเคลือบแคลงสงสัยและการวิพากษ์วิจารณ์ที่จะตามมา...

เท่ากับ 'ยะหา' หมดมนต์ขลัง คำว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์ที่ยะหา จึงดูเหมือนความน่าเชื่อถือได้ลดน้อยลงไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เรียกทูตอิหร่านเข้าชี้แจง เหตุเรือน้ำมันติดธงอินเดีย 2 ลำ ถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ เรียกทูตอิหร่านเข้าชี้แจง - รอยเตอร์ รายงานวันที่ 19 เม.ย...