วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ภาวนา ๔

  ภาวนา


๑. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ, การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ)

๒. สีลภาวนา (การเจริญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน)

๓. จิตตภาวนา (การเจริญจิต, พัฒนาจิต, การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น)

๔. ปัญญาภาวนา (การเจริญปัญญา, พัฒนาปัญญา, การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทําจิตใจให้เป็นอิสระ ทําตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา)

ในบาลีที่มา ท่านแสดงภาวนา ๔ นี้ ในรูปที่เป็นคุณบทของบุคคล จึงเป็น ภาวิต ๔ คือ ภาวิตกาย ภาวิตศีล ภาวิตจิต ภาวิตปัญญา (ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว) บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็นพระอรหันต์


💥

กัตตุกัมยตาฉันทะ ความพอใจคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทํา, ความต้องการที่จะทำ ได้แก่ ฉันทะที่เป็นกลางๆ ดีก็ได้ ชั่วก็ได้ แต่โดยทั่วไปหมายถึงฉันทะที่เป็นกุศล คือกุศลฉันทะ หรือธรรมฉันทะ ต่างจากกามฉันทะที่เป็นแต่ฝ่ายอกุศล




เมื่อจบการศึกษา คนก็พัฒนาเป็น ภาวิต

เมื่อจบการศึกษา คนก็พัฒนาเป็น “ภาวิต”



ดังที่ว่าแล้ว หน้าที่ต่อมรรค ได้แก่ ภาวนา แปลว่า พัฒนา หรือเจริญ คือ ลงมือทำ ปฏิบัติ จึงมีคำที่เรียกรวมว่า “มรรคภาวนา

เพื่อช่วยให้มรรคภาวนา คือการพัฒนากระบวนชีวิตนี้ก้าวหน้าไปอย่างดีที่สุด ก็จึงจัดตั้งระบบการศึกษาที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” ขึ้นมา

เมื่อการศึกษาได้ผลดี มรรคภาวนาดำเนินไปสำเร็จสมบูรณ์ ก็ทำให้บุคคลนั้นๆ เป็น “ภาวิต” คือเป็นคนที่พัฒนาแล้ว แยกเป็น ๔ ด้าน คือ

๑. ภาวิตกาย มีกายที่พัฒนาแล้ว คือมีความสัมพันธ์ดีต่อสิ่งแวดล้อมด้านธรรมชาติและวัตถุธรรม รู้จักชื่นชมรมณีย์ ดูเป็นฟังเป็น กินเป็น ใช้เป็น

๒. ภาวิตศีล ศีลที่พัฒนาแล้ว คือมีความสัมพันธ์ที่ดีงามเกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม อยู่กันด้วยไมตรี ไม่เบียดเบียน ช่วยเหลือกัน

๓. ภาวิตจิต มีจิตใจที่พัฒนาแล้ว คือมีคุณภาพจิตดี มีคุณธรรม จิตใจเข้มแข็ง เช่น พากเพียร อดทน มีสติ มีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ

๔. ภาวิตปัญญา มีปัญญาที่พัฒนาแล้ว คือมีความรู้เข้าใจเข้าถึงสัจธรรม ที่ทำจิตใจให้เป็นอิสระ รู้จักใช้ปัญญาแก้ปัญหา และทำการให้สำเร็จ

เอาการฝึกจากข้างนอกเข้าไปขับเคลื่อนกระบวนชีวิตข้างใน

พัฒนามรรคาชีวิต ด้วยการศึกษาที่สอดคล้อง


- เอาการฝึกจากข้างนอกเข้าไปขับเคลื่อนกระบวนชีวิตข้างใน


ได้บอกแล้วว่าต้องรู้หลักกิจในอริยสัจ และปฏิบัติต่ออริยสัจแต่ละอย่างนั้นๆ ให้ถูกต้อง ทุกข์บอกว่าต้องจับให้ได้ว่าเป็นทุกข์อะไรอย่างไร สมุทัยบอกว่าต้องทำให้หมดเหตุสิ้นปัจจัย นิโรธบอกว่าต้องทำให้สำเร็จโดยหักปัจจัยให้ได้ แล้วมรรคก็ปฏิบัติตั้งแต่วินิจฉัยจับทุกข์ให้ได้ และเมื่อรู้เหตุปัจจัยของมัน รู้จุดที่ต้องแก้ไขแล้ว ก็ลงมือทำให้สำเร็จผลไปตามนั้น

ท่านเปรียบไว้เหมือนแพทย์จะบำบัดโรครักษาคน เริ่มต้นต้องวินิจฉัยจับให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร แล้วสืบค้นให้ได้ว่าเชื้อหรือตัวการก่อโรคคืออะไร แล้วการบำบัดจะสำเร็จหายโรคได้อย่างไร เช่นด้วยการให้ยาพวกไหน ผ่าตัดที่จุดใด จากนั้นก็ถึงมรรคคือดำเนินปฏิบัติการในการบำบัดรักษา จะสั่งยาอะไรๆ เท่าไร จะผ่าตัด จะทำกายภาพบำบัด ฯลฯ ก็ดำเนินกันไป

บอกแล้วว่า อริยสัจ ๓ ข้อแรกเป็นเรื่องของหลักของกระบวนของธรรมชาติ เราจะให้มันเป็นไปตามนั้น มนุษย์ก็ต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติตามมรรค มรรคจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ โดยที่ว่าเมื่อเรารู้หลักรู้กระบวนใน ๓ ข้อแรกนั้นแล้ว เราก็สามารถมาจัดวางเป็นระบบปฏิบัติการในการทำให้สำเร็จได้อย่างดีที่สุด พระพุทธเจ้าก็คือทรงรู้หลักรู้กระบวนของธรรมชาติที่นำมาเรียกว่าอริยสัจ ๓ ข้อนั้นชัดแจ้งแล้ว จึงทรงจัดวางระบบกระบวนวิธีปฏิบัติเรียกว่ามรรค เป็นอริยสัจข้อที่ ๔ ขึ้นมา

ตามหลักกิจในอริยสัจนี้ หน้าที่ของเราต่อมรรค คือ “ภาวนา” ที่แปลว่า พัฒนา คือลงมือทำ ปฏิบัติ ทำให้เจริญเพิ่มพูนก้าวหน้าไป โดยมุ่งเป้าใหญ่ไปที่ทุนปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ตัวนำกระบวนชีวิต ที่พูดไปแล้ว

ทีนี้มรรคนั้น เป็นกระบวนชีวิต เป็นเรื่องการเจริญพัฒนาภายในชีวิตของแต่ละคน ตั้งต้นแต่พัฒนาสัมมาทิฏฐิอย่างที่ว่าแล้ว

แต่มนุษย์นี้ ด้วยปัญญานี่แหละ ก็รู้จักที่จะจัดการจากภายนอกมาช่วยให้คนพัฒนากระบวนชีวิตข้างในด้วย

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ในการที่คนจะพัฒนาปัญญาของเขานั้น คนอื่นก็มาช่วยให้เขาพัฒนาตัวของเขาได้ เป็นการจัดการจากภายนอก เหมือนกับมาป้อนอาหารให้ แต่ที่จริงก็คือเขาต้องเคี้ยวต้องกลืนอย่างน้อยต้องย่อยเอง และแม้แต่ที่มาป้อนให้นั้น ก็เป็นการมาช่วยให้ฝึกตัวให้หัดตักกินเองได้ต่อไป

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ

๑. ปัจจัยภายนอก: ปรโตโฆสะ "เสียงจากผู้อื่น" เช่น ครูอาจารย์ สื่อที่ดี กัลยาณมิตร มาบอกเล่า แนะนําบรรยาย อธิบาย ให้ฟังข่าวสาร

๒. ปัจจัยภายใน: โยนิโสมนสิการ “ทำในใจโดยแยบคาย” รู้จักคิดรู้จักพิจารณา เช่น คิดวิเคราะห์แยกแยะ คิดค้นสืบสาวเหตุปัจจัย

ปัจจัยภายนอกก็มาเชื่อมโยงกับปัจจัยภายในได้ด้วย อย่างใน ๒ ข้อนี้ ครูอาจารย์ กัลยาณมิตร ก็มาแนะนำสอนบอกวิธีให้คนนั้นๆ ฝึกตัวให้รู้จักคิดรู้จักโยนิโสมนสิการ นี่คือปัจจัยภายนอกมาช่วยชักนำเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจัยภายใน

การประสานปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอก การที่คนอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น คำสอนคำบอกเล่า ชักนำ หรือรู้จักใช้ปัจจัยภายนอกเป็นเครื่องนำในการฝึกตนของเขา ที่จะทำให้กระบวนชีวิตของตน พัฒนาขึ้นไปนี้ เรียกว่าเป็น “สิกขา” คือการศึกษา การเรียนรู้ การฝึกการหัด

พระพุทธเจ้าทรงใช้ความรู้ในการพัฒนามรรค มาจัดตั้งวางระบบสิกขาคือการศึกษานั้นขึ้น โดยสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาชีวิตของคน ที่มี ๓ แดน คือ ปัญญา พฤติกรรมแห่งศีล และจิตใจหรือสมาธิ แต่ในสิกขานี้ ทรงลำดับใหม่ เป็นพฤติกรรมแห่งศีล จิตใจหรือสมาธิ และปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา คือ การศึกษา ๓ ด้าน

เป็นอันว่า กระบวนมรรค มี ๓ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ/จิตใจ

ระบบสิกขา มี ๓ คือ ศีล สมาธิ/จิตใจ ปัญญา


ทำไมจึงลำดับใหม่ แทนที่จะเริ่มที่ปัญญา กลายเป็นเริ่มที่ศีลคือด้านพฤติกรรม นี่คือว่า มรรคซึ่งเป็น กระบวนชีวิตในตัวคนก็เป็นของมันอย่างนั้น ดังได้บอกแล้วว่ามรรคคือกระบวนชีวิตเริ่มด้วยปัญญา สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ แล้วกระบวนก็ดำเนินไปตามธรรมดาแห่งธรรมชาติของมัน

แต่การศึกษานี่เป็นการจัดการของคน ที่ทำจากข้างนอกเข้าไป ซึ่งต้องดูให้เหมาะว่าจะทำอะไร อย่างไรที่จะไปขับเคลื่อน ไปหนุนไปดุนไปดันให้กระบวนชีวิตนั้นพัฒนาไปอย่างได้ผลดี บางทีก็ไปเสริมไปซ่อมเป็นจุดเป็นตอน มันเหมาะกันหรือต้องการตรงไหน ก็ไปจัดการตรงนั้น

เรื่องระบบสิกขา/การศึกษานี้ จะพูดอีกยาวข้างหน้า ในที่นี้จะพูดแค่พอเห็นลักษณะทั่วไปของไตรสิกขา ที่ต่างออกไปจากมรรค แต่มาจัดแต่งเสริมเติมมรรคนั้นให้สมบูรณ์ โดยจัดให้คนศึกษาเพื่อพัฒนามรรคของเขา

- สิกขาเป็นการจัดการจากข้างนอก:

• เอาวินัย ที่เป็นกำหนดข้อสิกขา (สิกขาบท) เป็นกฎ เป็นกติกา ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาศีล

• เอากรรมฐาน (สิ่งหรือเรื่องที่เอามาให้ใจทำงาน) ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาสมาธิจิต

• เอาอุเทศนิเทศปริปุจฉาสากัจฉาปัญหาวิจัย ให้คนฝึก เพื่อพัฒนาปัญญา

- สิกขาเริ่มต้นที่ศีล คือพฤติกรรมกายวาจา ที่แสดงออกภายนอก เป็นส่วนที่ปรากฏในการดำเนินชีวิต และไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่น ที่นอกตัว ที่แวดล้อม คือทางสังคม และทางกายภาพ ซึ่งจำเป็นสำหรับการที่จะมีชีวิตอยู่ให้รอดให้ดี จึงจำเป็นต้องรีบจัดการให้เป็นไปด้วยดี ให้เร็วไวทันการแต่เริ่มต้น

- ในเรื่องพฤติกรรมนี้แหละ เมื่อคนมีชีวิตเป็นอยู่ ก็จำเป็นต้องมีพฤติกรรม พอแสดงพฤติกรรม ตอบสนองอะไรอย่างไร โดยเร็วไว ก็จะเกิดเป็นพฤติกรรมเคยชิน ซึ่งติดตัวไปเรียกได้ว่าตลอดชีวิต การศึกษาจึงรีบเข้ามานำพาจัดการในการฝึกหัดหรือชวนให้ทำในทางที่จะมีพฤติกรรมเคยชินที่ดีไปแต่ต้น เฉพาะอย่างยิ่งด้วยการฝึกวินัย ซึ่งจะทำให้ได้เป็นศีลคือเป็นปกติประจำตัวอย่างนั้น และเมื่อออกไปแพร่ในสังคม ก็เป็นวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะความเจริญหรือไม่ของสังคมนั้น

- เรื่องของศีลที่ปรากฏตามพฤติกรรมทางกายวาจาการหาเลี้ยงชีพนี้ เทียบกับเรื่องจิตใจ และปัญญา ก็เป็นของหยาบ ปรากฏ มองเห็นง่าย และจัดการได้สะดวกกว่า และในเวลาที่เราจัดการกับพฤติกรรมนี้ ก็เป็นธรรมดาตามกระบวนการของชีวิต ที่องค์ฝ่ายจิตใจ และองค์ฝ่ายปัญญา ก็ย่อมทำงานหรือดำเนินไปด้วย เราก็จึงใช้การฝึกพฤติกรรมนี่แหละ เป็นสื่อให้ได้ฝึกจิตใจ และฝึกปัญญาไปด้วยกัน เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาที่จะต้องให้รู้เข้าใจพฤติกรรมหรือเรื่องที่ฝึกนั้น และถ้าจะฝึกศึกษาให้ได้ผลดี ก็เน้นโดยตระหนักไว้ด้วยให้ฝึกศึกษาด้วยความรู้เข้าใจไม่เพียงเรื่องที่พูดที่ทำ แต่รู้เข้าใจเหตุผล ความมุ่งหมาย เป็นต้น ของกรณีนั้นๆ ให้ได้อย่างดี ก็จะเป็นการพัฒนาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นตัวนำกระบวนชีวิต ตรงจุดหัวใจของการพัฒนา ก็จะเป็นการศึกษาที่สมชื่อแท้จริง

- พฤติกรรมที่เป็นเรื่องของศีลนี้ ดังว่าแล้ว เป็นเรื่องออกมาข้างนอก เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมดี อยู่ร่วมสังคมได้ดี เกื้อกูลกัน ตั้งแต่ไม่มีความหวาดระแวงภัยและความเดือดร้อนใจมารบกวนเป็นต้นไป ก็เป็นพื้นฐานให้แก่การพัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญา และให้โอกาสแก่การพัฒนาจิตใจ และพัฒนาปัญญานั้น เช่นจิตใจน้อมไปสู่ความสงบ ประณีตขึ้น พร้อมที่จะมีความสุข มีเวลามีโอกาสมีความพร้อมมากขึ้นที่จะคิดค้นคว้าไตร่ตรองเรื่องราวและทำการที่จะให้ปัญญาได้พัฒนา

- เมื่อเป็นเรื่องที่คนจัดการได้ ไม่ใช่ต้องไปในกระบวนตามลำดับอย่างในมรรค สิกขาคือการศึกษาดูว่า ตรงไหน ส่วนไหนหย่อน อ่อนไป บกพร่อง หรือควรจะให้เข้มคมพิเศษ ก็ไปจัดการซ่อมเสริม เติมแต่ง เน้นการฝึกการทำให้เข้มแข็งมั่นคงเป็นจุดเป็นส่วนเป็นแห่งๆ ไป ก็ได้

- ในแดนของจิตใจและปัญญา เอาเป็นว่ายังไม่ต้องพูดถึง แต่แง่หนึ่งที่ควรเน้นไว้ คือ ที่จัดแดนจิตใจไว้ก่อนปัญญานั้น เพราะจิตใจเป็นที่ทำงานของปัญญา จึงเน้นการฝึกเตรียมจิตใจให้พร้อมดีที่สุดสำหรับการทำงานของปัญญา เช่น ให้เป็นสมาธิมีจิตที่สงบใส ปัญญาจะได้มองเห็นชัดเจน ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรบัง ให้เป็นจิตที่มีตัตรมัชฌัตตุเบกขา คือใจลงตัวกับทุกสิ่งมองดูนิ่ง ให้ปัญญาเห็นชัดเต็มที่ตรงตามที่มันเป็นไม่เอนเอียง ไม่ขาดไม่เกิน

เรื่องสิกขาคือการศึกษา ขอพักไว้แค่นี้ก่อน


กระบวนการดำเนินชีวิตที่ดี เริ่มด้วยมีปัญญานำหน้ากระบวน

 - กระบวนการดำเนินชีวิตที่ดี เริ่มด้วยมีปัญญานำหน้ากระบวน



มรรคที่เป็นการพัฒนาชีวิตบนฐานแห่งความจริงของกฎธรรมชาตินั้น ดำเนินไปตามกระบวนปัจจยาการฝ่ายนิโรธ ที่ตั้งต้นว่า “อวิชฺชาย...นิโรธา สงฺขารนิโรโธ” คือดับอวิชชา นี่คือกระบวนการดับทุกข์ปลอดไร้ปัญหาดำเนินไปด้วยการพัฒนาปัญญายิ่งขึ้นไป จนอวิชชาดับหาย กลายเป็นมีวิชชา เข้าถึงภาวะที่ทุกข์สลาย ปัญหาหายหมดไป ดังนั้น มรรคจึงเริ่มด้วยปัญญา และปัญญาเริ่มแรกนั้นก็ต้องการให้มีพอเป็นทุนตั้งต้น

ปัญญาที่เป็นทุนของแต่ละคนนั้น เรียกว่า “ทิฏฐิ” (แปลว่า การมองเห็น, ปัญญาเท่าที่มีอยู่รู้เข้าใจ มองเห็นอะไรๆ) คือ บุคคลนั้นมีความรู้ความเข้าใจอะไรอย่างไรแค่ไหน ความรู้ความเข้าใจเท่าที่เขามีนั้น ก็ลงตัวเป็นความเห็น ความเชื่อ เป็นความยึดถือ เป็นหลักการที่ยึดถือไว้ เรียกได้ว่าเป็นข้อสรุป หรือเป็นผลรวมแห่งความรู้ความเข้าใจของเขา หรือปัญญาเท่าที่มีที่ถึงในเวลานั้น เรียกสั้นๆ ว่า ทิฏฐิ ซึ่งเชื่อถือยึดถือมองเห็นอย่างนั้น ได้แค่นั้น แล้วทิฏฐินั้นก็จะเป็นตัวนำในกระบวนการดำเนินชีวิตของเขา

เมื่อบุคคลมีปัญญารู้เข้าใจเป็นทิฏฐิที่มองเห็นแค่ไหนอย่างไร เขาก็ คิดการ ดำริเรื่องราวต่างๆ เรียกว่า “สังกัปป์” ไปตามทิฏฐิ ในแนวทางของความเชื่อความยึดถือเข้าใจมองเห็นอย่างนั้น และได้แค่นั้น จะเรียกว่าคิดสนองทิฏฐิ ก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็สามารถทำให้สังกัปป์คิดแผกผันในทางที่ย้อนกลับมา ปรับแก้แปรเปลี่ยนทิฏฐิได้ (ตัวทำงานหรือวิธีการจัดการกับความคิดที่ควรใช้ให้มาก ได้แก่ โยนิโสมนสิการ)

๒ อย่าง คือ ทิฏฐิ และสังกัปป์ (“สังกัป” ก็ได้) นี้ เป็นพวก ปัญญา

เมื่อคนสังกัปป์ ดำริ คิดการอะไร อย่างไร เขาก็จะแสดงออกมาสู่การปฏิบัติเป็นพฤติกรรม ด้วย “วาจา” เป็นการพูดจาปราศรัยบอกกล่าวเจรจา ด้วย “กัมมันตะ” เป็นการกระทำและทำการต่างๆ ทางกาย เช่น ใช้มือ เท้า ศีรษะ และด้วย “อาชีวะ” เป็นงานการหาเลี้ยงชีพ โดยเป็นไปตามสังกัปป์ ที่ออกมาจากทิฏฐิของเขา คือปัญญาวิสัยที่เขามีอย่างนั้นๆ

๓ อย่าง คือ วาจา กัมมันตะ และอาชีวะนี้ เป็นจำพวก ศีล

การทำงานของปัญญาก็ดี การที่คิดแล้วจะแสดงออกทำการทางกายวาจาอาชีวะก็ดี ต้องอาศัยจิตใจ เป็นแดนเป็นแหล่งดำเนินให้เป็นไป

ก็แลในจิตใจนี้ นอกจากตัวแกนนำในการคิดในการที่จะทำจะพูดอะไรๆ คือเจตนาที่ตั้งใจจำนงแล้ว ตัวที่เป็นแรงขับดันขับเคลื่อน หรือบางทีเรียกว่าแรงจูงใจ ก็คือความอยากความปรารถนาหรือความต้องการ ที่เรียกว่า “ฉันทะ” เมื่อคนสังกัปป์นั้น ความคิดการอะไรๆ ต่างๆ ก็จะดำเนินไปกับฉันทะที่ต้องการใครใฝ่ปรารถนาอย่างนั้นๆ

ฉันทะนั้น มี ๒ อย่าง คือ

๑. ตัณหาฉันทะ เรียกสั้นๆ ว่า ตัณหา คือความอยากให้ตัวตนได้เสพเสวยสนองรับการปรนเปรอ หรือได้เสริมขยายความยิ่งใหญ่ เช่นอวดโอ่โก้เก๋ เป็นข้อที่ไม่ควรให้เกิดให้มีขึ้น

๒. กุศลฉันทะ เรียกสั้นๆ ว่า ฉันทะ คือความอยากความพอใจให้คนนั้นๆ ให้สิ่งหรือสัตว์นั้นๆ อยู่ในภาวะที่ดีงามหมดจดสดใสเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของเขาของมัน และอยากทำให้เขาให้มันดีงามสมบูรณ์อย่างนั้น มีชื่อเต็มว่า “กัตตุกัมยตาฉันทะ” เป็นคุณธรรมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

ฉันทะที่อยู่ในใจดำเนินไปกับความคิดนี้ ดังที่บอกแล้วว่าเป็นแรงขับดัน หรือขับเคลื่อนต้นทางของความพยายาม คือ “วายามะ” ที่จะเดินหน้าก้าวไปในการคิดค้นพิจารณาไต่ตรองมองเหตุผลพูดจาชี้แจงแถลงความทำกิจทำการทั้งหลาย ซึ่งเป็นความแกล้วกล้ารุดหน้าบุกฝ่าไปไม่ระย่อท้อถอย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วิริยะ (ที่ท่านหนุนมากคือ พยายามในการละมิจฉาทิฏฐิ และทำปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิให้เต็ม)

ในการพยายามก้าวไปกับสังกัปในการคิดค้นพูดจาทำการนั้น ก็ต้องมีภาวะที่ใจตื่นพร้อม อยู่กับกิจอยู่กับงาน ไม่ใจลอยเผลอไผล ไม่พลาด ไม่หลงลืม จับได้ตามทันอยู่กับการที่ทำ อยู่กับเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้นๆ อันใดผิด-ร้าย ก็เลิก-ละ-กั้น-ยั้งได้ทัน อันใดถูก-ใช่ ก็จับไว้มั่น การเพียรพยายามจึงจะสำเร็จผล นี่คือมี “สติ

เมื่อมีสติ ใจตื่นพร้อม ทันต่อความเป็นไป ไม่เผลอไม่พลาด จับเรื่องรับงานไว้ให้แล้ว ก็ต้องมี “สมาธิ” คือภาวะที่ใจเป็นหนึ่งเดียว ตั้งมั่น มุ่งแน่ว อยู่ตัว ได้ที่ ซึ่งเอาคุณสมบัติเกี่ยวข้องที่เป็นกำลังพลตัวทำงานของจิตมารวมกันมั่นแน่มุ่งแน่วไปที่เรื่องที่งานนั้น กิจกรรมทุกอย่างของชีวิตจึงจะดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งคือสร้างโอกาสให้ปัญญาทำงาน จัดการกับสิ่งทั้งหลาย และพัฒนาไปได้อย่างดีที่สุด

๓ อย่าง คือวายามะ (รวมทั้งฉันทะที่เป็นตัวเริ่มนำหน้าของวายามะนั้น) สติ และสมาธินี้ เป็นพวก จิต (แต่นิยมเรียกด้วยชื่อว่า สมาธิ ที่ถือเป็นตัวแทน)

เป็นอันว่ามรรค (หรือปฏิปทา) คือทางดำเนินชีวิต หรือกระบวนชีวิตของคนนี้ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ คือ ทิฏฐิ สังกัปป์ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ และ สมาธิ จัดรวมเป็น ๓ พวกหรือ ๓ หมวด คือ ปัญญา ศีล และ จิต/สมาธิ

มรรคา ทางชีวิตนี้ ที่ดำเนินไปผิด ก็เป็นมรรคซึ่งมีองค์ประกอบ ๘ ที่ผิด เป็นมิจฉา เริ่มด้วยมีทิฏฐิ-ผิด เรียกว่ามีมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็มี มิจฉาสังกัปป์ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ และมิจฉาสมาธิ ถ้าดำเนินไปผิดอย่างนี้ มรรคก็เป็นมิจฉามรรค แต่นิยมเรียกว่า มิจฉาปฏิปทา

ทีนี้ ถ้ามรรคา ทางชีวิตนั้น จะดำเนินไปถูกต้อง ก็ต้องเป็นมรรคซึ่งมีองค์ ๘ ที่ถูกต้อง เป็นสัมมา เริ่มด้วยมีทิฏฐิ-ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แล้วก็มี สัมมาสังกัปป์ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ถ้าดำเนินไปถูกอย่างนี้ มรรคก็เป็นสัมมามรรค ที่นิยมเรียกว่า สัมมาปฏิปทา เรียกให้งามว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค (หรือ อริยอัษฎางคิกมรรค)

แน่นอนว่า เราต้องการมรรคที่เป็นสัมมาปฏิปทา เป็นทางชีวิตที่ถูกต้อง เป็นกระบวนสัมมามรรคของคน ที่ทำให้กระบวนปัจจยาการ นิโรธวารของธรรมชาติดำเนินไป

ดังได้บอกแล้วข้างต้น มรรคเริ่มด้วยปัญญา และปัญญาเริ่มแรกนั้นก็ต้องให้มีพอเป็นทุนตั้งต้น ที่นี้ปัญญาที่เป็นทุนของแต่ละคนนั้น เรียกว่า “ทิฏฐิ” และก็ได้บอกแล้วด้วยว่า กระบวนมรรคที่ถูกต้อง เป็น สัมมามรรค นั้น เริ่มต้นด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมา คือเริ่มต้นด้วย สัมมาทิฏฐิ

นี่คือจุดสําคัญ เพราะถ้าจุดเริ่มต้นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะตามมาด้วยสัมมาทั้งหลาย ตั้งแต่ สัมมาสังกัปป์ เป็นต้นไป รวมกันเป็นสัมมามรรค หรือสัมมาปฏิปทา ที่จะนำไปถึงจุดหมาย จึงต้องรู้ไว้เป็น บทนำว่า สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ ที่เป็นทุนเริ่มต้นนั้น คือทิฏฐิ ที่รู้เข้าใจยึดถือเชื่อถือมองเห็นตามหลักการว่าอย่างไร

พูดอย่างกว้างๆ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นถูกต้อง ก็คือความรู้เข้าใจมองเห็นตลอดจนเชื่อตาม หลักการของความเป็นเหตุเป็นผล ที่อ้างอิงความจริงของธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของปัจจยาการ และธรรมดาของไตรลักษณ์

จะพูดง่ายๆ รวมๆ ก็ได้ว่า สัมมาทิฏฐิ นั้น คือปัญญารู้เข้าใจเชื่อในหลักอริยสัจ ๔ (เพราะอริยสัจ ๔ ก็ คือระบบเหตุผล ที่นำเสนอกฎธรรมชาติแห่งปัจจยการ ดังที่ได้พูดมาแล้ว)

อย่างไรก็ตาม ในตอนเริ่มเข้าสู่มรรคานี้ ความรู้เข้าใจเชื่อถือ ชนิดที่เกื้อกูล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคม จำพวกความรู้ดีรู้ชั่ว เชื่อว่าบุญ-บาปมี เชื่อว่ากรรมดี-ชั่ว มีผลมีวิบาก เชื่อว่าทานมีผล เป็นต้น ก็เป็นทิฏฐิต้นทุน ที่จะช่วยให้ก้าวหน้าไปในมรรคได้ ท่านเรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นโลกีย์ เป็นความรู้ความเข้าใจที่ทำให้มองเห็นถูกต้อง (อยู่ในแนวทางของความเป็นเหตุเป็นผล ที่จะไปต่อเชื่อมกับความเข้าใจสภาวะและความเป็นไปตามเหตุปัจจัยได้) เข้าทางได้

เมื่อมีสัมมาทิฏฐิดังว่านี้แล้ว ก็นับว่ามีปัญญาต้นทุนที่จะเริ่มดำเนินก้าวไปได้ในมรรคาชีวิต ที่เป็นสัมมาปฏิปทา

จึงสรุปแสดงระบบของมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา พอเห็นรูปเค้า ดังนี้


   



   💥


ไตรลักษณ์ ลักษณะสามอาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓. อนัตตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน (คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแปลง่ายๆ ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา”)
ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า ไตรลักษณ์; ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือทุกอย่างที่เป็นสังขตะ เป็นสังขาร ล้วนไม่เที่ยง คงทนอยู่มิได้ เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น จึงเรียกว่า สามัญลักษณะ; ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า ธรรมนิยาม

ในพระไตรปิฎก หลักนี้ชื่อว่า ธมฺมนิยามตา ส่วนไตรลักษณ์ และสามัญลักษณะ เป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคอรรถกถา


ระบบของมัชฌิมาปฏิปทา

 ระบบของมัชฌิมาปฏิปทา


- อริยสัจ ๔ ออกแสดงทางมรรคาชีวิต ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา

จากปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ์ ที่เป็นความจริงตามธรรมดาของธรรมชาติ มาเป็นอริยสัจ อันเป็นความจริงเพื่อความรู้เข้าใจภายในปัญญาวิสัยของมนุษย์ และในอริยสัจ ๔ นั้น ก็มีมรรค ซึ่งเป็นการนำความรู้ในความจริงของธรรมชาติ มาจัดวางเป็นระบบปฏิบัติการในการพัฒนาความเป็นอยู่การดำเนินชีวิต โดยมนุษย์สามารถใช้ความรู้ในความจริงของธรรมชาตินั้นมาใช้มาปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์และแก่โลกทั้งหมดได้อย่างดีที่สุด

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ในความหมายหนึ่งก็คือ การที่มนุษย์หลุดพ้นเป็นอิสระจากอำนาจของ (ความเชื่อต่อ) พระพรหมเทพผู้เป็นใหญ่ ที่สร้างและจัดสรรบันดาลชีวิตและสังคมของมนุษย์ โดยที่มนุษย์สามารถจัดการกับชีวิตกับสังคมกับโลกเอง ด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริงสากลของธรรมชาตินั้น

ดังว่าแล้ว อริยสัจ ๓ ข้อแรก เป็นเรื่องของความจริงตามธรรมดาของธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ ที่นำเสนอต่อปัญญาของมนุษย์ โดยจัดวางตั้งไว้เป็นฐาน เป็นที่อ้างอิง ซึ่งปฏิบัติการของมนุษย์ในอริยสัจข้อที่ ๔ จะต้องเป็นไปและให้เกิดผลสมตามหรือสอดคล้องกับความจริงของธรรมชาติในอริยสัจ ๓ ข้อแรกนั้น

เมื่อการปฏิบัติ หรือดำเนินมรรคสอดคล้องสมตามความจริงของกฎธรรมชาติ ดังที่แสดงในอริยสัจทั้ง ๓ ข้อต้นนั้น ก็เป็นการปฏิบัติ เป็นวิถีชีวิตที่ตรงกลางพอดีที่จะให้บรรลุจุดหมาย เรียกว่าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ดังที่แปลกันว่าเป็นทางสายกลาง ซึ่งมีลักษณะที่บอกกำกับไว้คร่าวๆ ว่า ไม่กลายเป็นสุดโต่งที่พลาดไป ทั้งทางตึงเครียดบีบคั้นตัวให้ยากลำบาก และทางย่อหย่อนที่สยบอยู่กับการบำเรอตัว


คำว่า อริยสัจ มีแง่ความหมายที่ควรรู้เข้าใจไว้บ้าง

 - คำว่า "อริยสัจ" มีแง่ความหมายที่ควรรู้เข้าใจไว้บ้าง



ในแง่ของภาษาหรือถ้อยคำ มีข้อควรรู้เข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “อริยสัจ” พอเป็นความรู้ประกอบไว้เล็กน้อย

อริยสัจ ถ้าเขียนตามคำเดิมในภาษาบาลี ก็เป็นอริยสัจจ์ (อริยสจฺจฺ) ซึ่งแยกได้เป็น ๒ คำ คือ อริย+สัจจ์

อริย แปลกันมาว่า ประเสริฐ และสัจจ์ คือสัจจะ ก็แปลว่า ความจริง รวมกันแล้วจึงแปลตามตัวว่า ความจริงอันประเสริฐ

แต่มีเรื่องราวที่เป็นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อได้รู้แล้ว ก็จะช่วยให้มองเรื่องราวรวมทั้งความหมายของคำว่าอริยสัจนี้ลึกลงไปอีก

คำบาลี “อริย” ที่เขียนอย่างไทยเป็น อริยะ และแปลกันว่า ประเสริฐ นี้ มีรูปในภาษาสันสกฤตว่า “อารฺย” ซึ่งเขียนอย่างไทยเป็น อารยะ เมื่อว่าตามความเป็นมาดั้งเดิม คำว่า อริยะ หรืออารยะนี้ เป็นคำเรียกชื่อเผ่าพันธุ์ของชนโบราณพวกหนึ่ง (ชาวตะวันตกเขียนเป็น Aryans ซึ่งไทยเราเรียกตามว่า “อารยัน”) เดิมอยู่ในเอเชียกลาง พวกอริยะ/อริยกะ/อารยะ/อารยัน นี้ถนัดในการสู้รบ ได้อพยพลงมาเข้าครองอิหร่าน (Iran มีความหมายว่า “Land of the Aryans’, MS Encarta, 2009) แล้วจากอิหร่านได้ยกมาบุกรุกชมพูทวีป

เมื่อเข้าครองชมพูทวีปมั่นคงแล้ว ได้มีการจัดระบบสังคมโดยอ้างว่าพระพรหมสร้างโลก และทรงจัดแบ่งคนเป็น ๔ วรรณะ คือ กษัตริย์ (เจ้านาย) พราหมณ์ (นักบวช, เจ้าตำรา) แพศย์ (พ่อค้า) และศูทร (คนชั้นต่ำ ทาส และกรรมกร) พวกอริยะ/อริยกะ/อารยะ/อารยันนี้เป็น ๓ วรรณะต้น กดคนพื้นถิ่นเดิมลงเป็นศูทร แล้ววรรณะทั้ง ๔ นั้นก็สืบกันมาตามชาติกำเนิด คำว่าอริยะ/อารยะที่เป็นชื่อของเผ่าชนผู้ชนะ ได้กลายเป็นคำแสดงสถานะที่สูง ล้ำเลิศ อะไรๆ ที่ดีงาม ก็ต้องเป็นอริยะ ดังความหมายที่ไทยเราแปลอริยะว่าประเสริฐ

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ค้นพบธรรมตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แม้ว่าโดยพระชาติจะทรงเป็นชนชาว อริยะ/อารยัน ในวรรณะกษัตริย์ (ขตฺติโย ชาติยา,ที.ม. ๑๐/๕๕/๕๙) แต่ได้ทรงตั้งสังฆะขึ้น ให้เป็นชุมชนปราศจากวรรณะ และทรงสอนคนให้ไม่ถือวรรณะ ไม่ถือสูงต่ำดูถูกกันโดยชาติกำเนิด แต่ให้นับถือกันด้วยกรรม คือการที่ทำ ธรรมที่ประพฤติ

ทรงสอนให้คนเข้าใจความหมายของอริยะที่ว่าประเสริฐเลิศล้ำนั้นใหม่ ว่าคนเป็นอริยะ/อารยะมิใช่โดยชาติกำเนิด แต่เป็นโดยศีล (ความประพฤติ) โดยธรรม (คุณภาพจิตใจ) โดยปัญญา มิใช่ด้วยความเป็นนักรบ เก่งกล้าแต่ไปเบียดเบียนเขา ดังที่ตรัสเป็นคาถาว่า คนจะเป็นอริยะด้วยการเบียดเบียนทำร้ายชีวิตทั้งหลาย ก็หาไม่ แต่ด้วยอหิงสาต่อชีวิตทั้งปวง จึงเรียกว่าเป็นอริยะ/อารยะ (ขุ.ธ. ๒๕/๒๙/๕๐)

พระพุทธเจ้าทรงนำประชาชนให้เปลี่ยนความคิดความเข้าใจใหม่มามองความเป็นอริยะ/อารยะว่าอยู่ที่ความจริงความดีงามที่ธรรมที่ปัญญา ดังเห็นได้ชัดในการที่ทรงใช้คำเรียกใหม่ๆ มากมายที่มี “อริย” นำหน้า เช่น อริยสาวก อริยสาวิกา (ต่อมามีอริยบุคคล) อริยธรรม (อารยธรรม) อริยวินัย อริยวงศ์ ตลอดมาถึงคำว่า อริยสัจจ์นี้

จากภูมิหลังที่เล่ามานี้ จึงเห็นได้ว่า ผู้รู้ชาวตะวันตกในยุคแรกๆ ที่ศึกษาพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ รู้จักเรื่องชนชาติอารยันมาก่อน เมื่อมาพบคำว่า อริยสัจจ์/อารยสัตยะ จึงแปลว่า Aryan Truth ก่อนมานิยมใช้ Noble Truth ในบัดนี้

ว่าตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ “อริยสัจจ์” แปลความหมายได้หลายอย่าง คือ ความจริงของชนผู้อริยะ, ความจริงที่เป็นอริยะ, ความจริงที่พระอริยะทั้งหลาย (ชนผู้อารยะ) รู้เข้าใจ, ความจริงที่ทำให้ผู้ตรัสรู้เป็นอริยะ, ความจริงที่เป็นอย่างนั้น (คงอยู่อย่างนั้น ไม่ผันแปร ไม่เป็นอย่างอื่น)

พูดได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงนำความคิดความเข้าใจของคนไปในทิศทางใหม่สู่ความจริงแห่งสัจจะของกฎธรรมชาติที่เป็นสากล การประกาศสัจจะที่ประจักษ์ด้วยปัญญามนุษย์นี้ ท่านใช้คำว่าเป็นการหมุนธรรมจักรคือวงล้อแห่งธรรม ที่ใครๆ ไม่ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวะ มาร พรหม ต้านไว้ให้หมุนกลับไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์ที่โลกธาตุสั่นไหว ปรากฏแสงสว่างยิ่งล้ำเหนือเทวานุภาพ

ทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อ ให้ถูกต้อง

 - ทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อ ให้ถูกต้อง



การรู้เข้าใจและทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อให้ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จะพูดไว้สั้นๆ พอป้องกันความเข้าใจและการปฏิบัติ ไม่ให้ผิดพลาด

หน้าที่ต่ออริยสัจ ๔ นั้น เรียกตามถ้อยคำเดิมว่า กิจในอริยสัจ ได้แก่

๑. กิจในทุกข์ = ปริญญา (กำหนดรู้) คือ รู้จักเข้าใจเท่าทันทุกข์, รู้เข้าใจปัญหาและกำหนดรู้ขอบเขตของมัน เหมือนแพทย์วินิจฉัยโรค

๒. กิจในสมุทัย = ปหานะ (ละ) คือ กำจัดต้นตอหรือสาเหตุของทุกข์ ของปัญหา ทำให้หมดสิ้นไป

๓. กิจในนิโรธ = สัจฉิกิริยา (ทําให้แจ้ง) คือ ประจักษ์แจ้ง เข้าถึงภาวะที่ปลอดทุกข์ ปราศจากปัญหาบรรลุจุดหมาย

๔. กิจในมรรค = ภาวนา (เจริญ) คือ ดำเนินหรือปฏิบัติตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ลงมือทำ

ที่ว่าป้องกันมิให้เข้าใจและประพฤติปฏิบัติผิดพลาด ก็เช่นว่า

- ในข้อแรก คือทุกข์ เรามีหน้าที่ปริญญา รู้จักเข้าใจเท่าทันมัน เพื่อจะได้พร้อมที่จะแก้ไขสลายทุกข์ให้ตรงเรื่อง ถูกจุดถูกที่ และหมดจดเต็มที่ เราไม่มีหน้าที่ไปเป็นทุกข์มีทุกข์หรือแบกทุกข์เอาไว้แต่อย่างใดเลย ในข้ออื่น

ต่อๆ ไป เราก็ต้องทำหน้าที่ต่อมันให้ตรงตามกิจในแต่ละข้อนั้นๆ

- ถ้าเข้าใจหลักเท่าที่ได้พูดมา จะมองเห็นว่า ๓ ข้อต้น คือ ทุกข์ สมุทัย และนิโรธนั้น เป็นเรื่องของสภาวธรรม ที่เป็นไปตามปัจจยาการ หรือพ้นจากปัจจยาการ ตามธรรมดาของธรรมชาติ ดังได้บอกแล้วว่ามนุษย์ จะทำอะไรแก่มันโดยตรงไม่ได้ (จึงอยู่ในภาคมัชเฌนธรรมเทศนา) มีเพียงข้อที่ ๔ คือมรรคอย่างเดียวที่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะทำจะปฏิบัติได้ ส่วนใน ๓ ข้อแรก เราได้แค่รู้เข้าใจมัน เช่นรู้กิจหรือหน้าที่ต่อมันว่าอย่างนั้นๆ แล้ว เมื่อจะให้กิจนั้นๆ เป็นไปจนสำเร็จ ก็ต้องมาทำมาปฏิบัติในข้อมรรค

ย้ำว่า สามข้อแรก คือ ทุกข์ สมุทัย และนิโรธ อยู่ในภาคแห่งธรรมดาของธรรมชาติ คือภาคมัชเฌนธรรมเทศนา จึงมีข้อที่ ๔ คือมรรคอย่างเดียว ที่เป็นเรื่องปฏิบัติการของมนุษย์ ซึ่งจัดเป็นภาคมัชฌิมาปฏิปทา



💬

สภาวธรรม สิ่งที่มีภาวะของมันเอง, สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน




วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จากปัจจยาการของธรรมชาติ อริยสัจสำหรับมนุษย์

 จากความจริงของธรรมชาติ สู่ปฏิบัติการที่ได้ผลจริงของมนุษย์


- จากปัจจยาการของธรรมชาติ อริยสัจสำหรับมนุษย์


มาดูกันสักนิดว่า จากความจริงตามธรรมชาติของปฏิจจสมุปบาท มาเป็นความจริงของมนุษย์ที่เรียกว่า อริยสัจ อย่างไร

กระบวนปัจจยาการของปฏิจจสมุปบาท วางพอเห็นภาพ ดังนี้

สมุทยวาร: อวิชชา → สังขาร → ฯลฯ → เวทนา → ตัณหา → ฯลฯ → ทุกข์

นิโรธวาร: อวิชชาดับ → สังขารดับ → ฯลฯ → เวทนาดับ → ตัณหาดับ → ฯลฯ → นิโรธ

ว่าตามกฎธรรมชาติ ปัจจยาการมี ๒ กระบวน หรือ ๒ สายเท่านี้ เมื่อจะสื่อสารกับคนในโลกพระพุทธเจ้าทรงนำมาตรัสแสดงสั่งสอนเป็นระบบนำเสนอที่มี ๔ ข้อ เรียกว่า อริยสัจ ๔ ดังนี้

๑. ปัจจยาการแรก เป็นกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ โดยมีปัจจัยต่อเนื่องกันมาเป็นสายจนมีผล เกิดขึ้น คือ ทุกข์ เมื่อว่าตามธรรมชาติ ตลอดทั้งสายนั้นเป็นกระบวนการอันเดียวจากเหตุไปสู่ผล มองเห็นเหมือนเป็นเส้นเป็นแท่งอะไรอันหนึ่ง ไม่มีจุดสนใจ และรอการชี้แจง ยากที่จะเข้าใจ

เพื่อจะสื่อกับมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงจับเอาทุกข์ตัวเดียว ที่เป็นผลสุดท้ายอยู่ปลายกระบวน แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ชิดติดตัวคนซึ่งเขาประสบพบวุ่นวายอยู่กับมัน ทรงยกขึ้นมาตั้งให้เด่นเป็นตัวปัญหา ที่จะดึงความสนใจให้คนสะดุดแล้วหยุดมอง เป็นจุดเริ่มต้นให้คนเข้ามาหามาพบมาถามมาถกกัน ในการที่จะพิจารณาเพื่อหาทางแก้ไข จัดวางเป็นหลักความจริงข้อแรก เป็นจุดตั้งต้น เรียกว่า อริยสัจ ข้อที่ ๑ คือ ทุกข์

ในการที่จะแก้ปัญหา ดับทุกข์นั้น ก็ต้องรู้จักทุกข์ ทำความเข้าใจปัญหา กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นข้อที่สำคัญเริ่มแรก

๒. เมื่อมีทุกข์ประสบปัญหา จะแก้ไข ก็ต้องสืบสาวค้นหาสาเหตุให้รู้บรรดาปัจจัยที่จะต้องจัดการสลาย และเมื่อว่าตามปัจจยาการแรก ที่เป็นกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์นั้น บรรดาปัจจัยที่ต่อเนื่องกันเป็นสายตั้งแต่อวิชชามาตลอดกระบวน ถึงจุดที่จะมีทุกข์เป็นผลเกิดขึ้น รวมเรียกเป็นคำเดียวว่าการก่อกำเนิด ประกอบด้วยบรรดาเหตุปัจจัยที่จะต้องรู้เข้าใจและแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป (มักจับจุดเน้นที่ตัณหา) จัดวางเป็นหลักความจริงข้อต่อมา เรียกว่า อริยสัจ ข้อที่ ๒ คือ สมุทัย แปลกันว่าเหตุเกิดแห่งทุกข์

๓. ปัจจยาการกระบวนที่สอง เป็นกระบวนการดับสลายหายไปของทุกข์ ด้วยการขจัดปัจจัยต่อเนื่องกันมาเป็นสายจนให้เกิดผลเป็น นิโรธ คือการที่ทุกข์ดับหายไป แก้ปัญหาได้ ไม่มีทุกข์ เป็นภาวะไร้ทุกข์

ในการสื่อสารกับมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงจับเอานิโรธตัวเดียว คือภาวะหายทุกข์หมดปัญหา ที่เป็นผลสุดท้ายอยู่ปลายกระบวน ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ต้องการ ทรงยกขึ้นมาตั้งให้เด่นเป็นจุดหมาย เป็นสัจจะหนึ่งต่างหาก

นิโรธนี้ตั้งเป็นข้อขึ้นมาพร้อมด้วยการแสดงความหมายตั้งแต่ให้เห็นว่าการดับทุกข์แก้ปัญหานั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เป็นงานที่จำเป็นต้องทำ และมีความสำคัญมาก ยิ่งกว่านั้น นิโรธมิใช่เป็นเพียงการดับทุกข์ได้ หมดปัญหาไปเท่านั้น แต่เป็นภาวะปลอดภัยไร้ทุกข์ ซึ่งดีงาม สมบูรณ์ เป็นภาวะแห่งอิสรภาพ อันสะอาด ผ่องใส สว่าง ปลอดโปร่งโล่งเบา เป็นความเกษม สันติ สงบซึ้ง เป็นสุขเลิศล้ำเหนือจะร่ำพรรณนา พาให้คนสนใจ ใฝ่ใจ พร้อมใจ มีกำลังที่จะเพียรพยายามก้าวไปในมรรคา เป็นจุดตั้งต้นให้คนลงมือทำเริ่มปฏิบัติโดยไม่กลัวความยาก จัดวางเป็นหลักความจริงอย่างหนึ่ง เรียกว่า อริยสัจ ข้อที่ ๓ คือ นิโรธ

๔. เมื่อมองไปถึงจุดหมาย ที่พอจะรู้เข้าใจว่าสำคัญ จำเป็น และดีอย่างไร พร้อมใจและมีกำลังที่จะเริ่มการแล้ว ก็มาเข้าสู่มรรคาที่จะปฏิบัติ

มรรคาที่จะปฏิบัตินั้นชัดอยู่แล้ว ก็คือกระบวนการดับทุกข์ ในช่วงตอนของปัจจยาการย้อนทาง คือ การดับของบรรดาปัจจัย ที่ต่อเนื่องกันมาเป็นสายจนถึงจุดที่จะให้เกิดผลเป็นนิโรธคือความดับทุกข์นั้น ตลอดช่วงของกระบวนปัจจยาการที่เป็นการดับสลายปัจจัยของทุกข์นั้น ก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง จัดเป็น อริยสัจ ข้อที่ ๔ คือ มรรค *

อย่างไรก็ดี “มรรค” เป็นคำเรียกสิ่งที่มนุษย์ทำได้ปฏิบัติได้ คือเดินทาง หรือก้าวไปในการปฏิบัติ (ปฏิบัติในภาษาบาลี แปลว่า ดำเนิน, เดินทาง) แต่การดับปัจจัยต่างๆ ในปัจจยาการนี้ เป็นความเป็นไปของธรรมชาติ ตามความจริงที่เราเรียกว่ากฎของมัน

ในทางปฏิบัติ เมื่อกฎหรือความจริงของธรรมชาติเป็นอย่างนี้ๆ คนต้องการผลหรือจะให้เกิดความเป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้น ก็ต้องทำการของตนเองให้เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้น ดังเช่นในกรณีนี้ กฎปัจจยาการ ว่า “เพราะอวิชชาดับ สังขารก็ดับ” นี่คือความจริงของธรรมชาติ แต่สำหรับมนุษย์ก็มีคำถามในทางปฏิบัติว่า ทำอย่างไรจะให้อวิชชาดับ แล้วก็มีคำตอบว่ามนุษย์ก็ต้องไปพัฒนาปัญญา ไปหาความรู้สิ นี่คือ จากความรู้เข้าใจความจริงหรือกฎของธรรมชาติ ก็วางวิธีปฏิบัติของมนุษย์ขึ้นมา ที่จะให้มีความเป็นไปและเกิดเป็นผลตามกฎธรรมชาตินั้น วิธีปฏิบัติของมนุษย์อย่างนี้ ก็คือที่เรียกว่า “มรรค”

นี่คือ เพื่อให้มีปฏิบัติการของมนุษย์ ที่จะให้เกิดความเป็นไปของธรรมชาติ ที่นำไปสู่ผลเป็นนิโรธ พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงจัดตั้งวางระบบวิธีและกระบวนการปฏิบัติขึ้นมาสำหรับมนุษย์ เป็นรายละเอียดมากมายในการพัฒนามนุษย์นั้น ด้านวินัย ด้านจิตใจ ด้านปัญญา เป็นต้น รวมเรียกเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง ดังได้บอกแล้วว่าจัดเป็น อริยสัจ ข้อที่ ๔ คือ มรรค

เป็นอันว่า จากความรู้เข้าใจเข้าถึงธรรมอันเป็นความจริงของธรรมชาติ ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ พ่วงด้วยไตรลักษณ์ พระพุทธเจ้าได้ทรงประยุกต์แสดงธรรมนั้นเป็นระบบคำสอนที่จะสื่อสารสู่ประชาชน ให้เขารู้เข้าใจนำไปปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ได้จริง เรียกว่าอริยสัจ ๔

ในอริยสัจ ๔ ประการนั้น ข้อที่มนุษย์ต้องทำต้องปฏิบัติ เป็นเรื่องของมนุษย์ ก็คือข้อที่ ๔ ได้แก่มรรค ส่วนข้ออื่นทั้ง ๓ คือ ทุกข์ สมุทัย และนิโรธ มนุษย์เพียงแต่ตระหนักรู้สภาวะและความเป็นไปของมัน ตามที่เป็นความจริงในธรรมชาติ มนุษย์ทำอะไรต่อมันโดยตรงไม่ได้ เมื่อต้องการจะให้มันเป็นอย่างไร (เช่น ในข้อ ๒ จะให้กิเลสอะไรลดหาย, ในข้อ ๓ จะให้บรรลุผลอะไร) ก็ต้องไปทำในข้อ ๔ คือมรรคนี้ โดยปฏิบัติการให้ตรงเหตุปัจจัย ที่จะให้มีความเป็นไปตามปัจจยาการของธรรมชาติที่จะเกิดเป็นผล ตรงตามที่ต้องการนั้น (แม้แต่จะรู้จักเข้าใจมัน การรู้จักนั้นก็เป็นการปฏิบัติในมรรค คือเป็นสัมมาทิฏฐิ) ข้อที่ ๔ คือมรรคนี้จึงเป็นเรื่องประจำตัวของมนุษย์ เป็นชีวิตของเขา ดังที่เรียกว่ามรรค ก็คือทางดำเนินชีวิต หรือทางชีวิต

การรู้ความจริงของธรรมชาติ แล้วนำความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์ในปฏิบัติการของมนุษย์ อย่างมรรค ในอริยสัจ ๔ นี้ มีตัวอย่างเทียบได้ในชีวิต ประจำวัน เช่น เมื่อเกิดไฟไหม้ คนรู้เข้าใจธรรมชาติของไฟว่าเกิดขึ้นอย่างไร และจะดับไปอย่างไร จึงนำความรู้นั้นมาปฏิบัติในการดับไฟ เทียบดังนี้













คู่เทียบนี้ที่จริงไม่ตรงกันนัก อย่างหนึ่งเป็นกระบวนแบบ → อีกอย่างหนึ่งเป็นแบบ + แต่ในที่นี้ มุ่งให้เห็นการนำความรู้ในความจริงของธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ซึ่งตัวอย่างเรื่องการดับไฟนี้ เข้าใจได้ง่าย

ในคัมภีร์ ท่านนิยมให้เปรียบเทียบกับการมีโรคแล้วเจ็บป่วย ซึ่งน่าจะเทียบกันได้ดีมาก จะได้เห็นทั้งกระบวนการเกิดเป็นโรคพร้อมด้วยอาการของความเจ็บไข้ และกระบวนการบำบัดรักษาของแพทย์ แต่ในที่นี้ เห็นว่าจะซับซ้อนไม่น้อย ท่านที่มีความรู้ทางแพทย์ดี ก็จะเทียบให้เอง


💬

"มรรค" เรียกชื่อเต็มว่า นิโรธคามินีปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติ หรือทางดําเนินที่นําไปสู่นิโรธ



บนฐานแห่งมัชเฌนธรรมเทศนา วางปฏิบัติการที่เป็นมัชฌิมา

มัชฌิมาปฏิปทา คือ การดำเนินชีวิตสายกลางอย่างถูกต้องพอดีสอดคล้องกับความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ที่จะให้การปฏิบัติจัดดำเนินการต่างๆ ของมนุษย์ เกิดผลดีที่พึงมุ่งหมายได้สูงสุดเต็มสภาวะของธรรมชาติ โดยไม่กลายเป็นสุดโต่งที่พลาดไป ทั้งทางตึงเครียดบีบคั้นตัว และทางย่อหย่อนมุ่งแต่เอามาบำเรอตัว


บนฐานแห่งมัชเฌนธรรมเทศนา วางปฏิบัติการที่เป็นมัชฌิมา

ดังได้เล่าแล้วเมื่อเริ่มภาคแรกว่า ภายใต้ร่มมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว หลังจากเสวยวิมุตติสุข ๑ สัปดาห์ ได้เสด็จออกจากสมาธิ แล้วทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทที่ได้ตรัสรู้นั้น ตลอดเวลา ๓ ยามแห่งราตรี

ต่อมา เมื่อสิ้นระยะเสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาห์แล้ว เมื่อปรารภการที่จะทรงประกาศธรรมสั่งสอนประชาชนต่อไป ทรงพระดำริว่า

ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นของลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก... ฐานะนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคืออิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท; แม้ฐานะนี้ก็เห็นได้ยาก กล่าวคือ...นิพพาน (ดู วินย.๕/๑-๗/๑-๘)

เมื่อทรงพระดำริดังนี้แล้ว ก็น้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่เสด็จไปสั่งสอนธรรม แต่หลังจากนั้น ทรงมองเห็นว่า ในหมู่สัตว์คือประชาชนเหล่านั้น พวกที่ในดวงตามีธุลีน้อย ก็มีอยู่ คนพวกนี้จะเข้าใจได้ ถ้าไม่ได้สดับธรรมก็จะเสื่อมเสียประโยชน์ไป และทรงมองดูหมู่สัตว์คือมวลมนุษย์ซึ่งมีอินทรีย์อ่อนแก่ต่างๆ กัน เหมือนในกอบัวซึ่งมีดอกบัวในระยะต่างๆ บางส่วนขึ้นพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ ก็จะบานในวันนี้ บางส่วนอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันพรุ่งนี้ ส่วนดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำ ก็จักบานในวันต่อๆ ไป (พระพุทธเจ้าตรัสบัวไว้ ๓ เหล่านี้ แต่ในอรรถกถามีเหล่าที่ ๔ เพิ่มเข้ามา คือดอกบัวจมอยู่ใต้น้ำที่กลายเป็นภักษาของปลา และเต่า)

จากนั้นพุทธกิจในการประกาศธรรมก็เริ่มต้น โดยทรงพิจารณาว่าจะทรงแสดงธรรมแก่ใครเป็นปฐม แล้วก็เสด็จไปยังอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา คือเทศน์ครั้งแรก ที่มีชื่อว่า ธัมมจักกัปวัตตนสูตร เรียกกันง่ายๆ ว่า พระธรรมจักร แก่พระเบญจวัคคีย์

ในการเทศน์ครั้งแรกนั้น ทรงเริ่มด้วยการให้พระเบญจวัคคีย์รู้จักแยกวิถีใหม่ของพระพุทธศาสนา เรียกว่าทางสายกลาง คือมัชฌิมาปฏิปทา ออกจากวิถีสุดโต่ง ๒ ฝ่ายที่แพร่หลายอยู่และพระเบญจวัคคีย์ก็ได้คุ้นมากับตัวแล้วในเวลานั้น คือ การหมกมุ่นสยบอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) กับการทรมานบีบคั้นตัวเองให้ยากลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) เมื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นพอให้มองเห็นวิถีมัชฌิมาอย่างใหม่แล้ว ก็ทรงแสดงเนื้อตัวของพุทธธรรม คืออริยสัจ ๔

ปฐมเทศนา ประกาศพระธรรมจักรนี้ ทำให้พระเบญจวัคคีย์ ซึ่งล้วนเป็นพราหมณ์มาเก่าก่อน และออกบวชเป็นฤๅษีดาบสมาจนแก่ ล้วนช่ำชองในวิถีของสังคมและลัทธิต่างๆ ของยุคสมัย เมื่อฟังธรรมแล้ว ก็ได้ความรู้และเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยเฉพาะหัวหน้าคือท่านโกณฑัญญะได้ ดวงตาเห็นธรรม ขอบวชเป็นปฐมสาวก เป็นเหตุการณ์แห่งความเปลี่ยนแปลงและแปลกใหม่ทางปัญญาความรู้ความคิดครั้งยิ่งใหญ่ ที่ถึงขั้นเป็นแผ่นดินไหว

ในปฐมเทศนานี้ ไม่ปรากฏคำว่าอิทัปปัจจตา ปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการ ไม่มีคำว่าปัจจยักขัย หรือนิพพาน ที่ตรัสเมื่ออยู่กับพระองค์เองว่าเป็นธรรมที่ตรัสรู้ แต่มีคำใหม่ว่าอริยสัจ ๔ ซึ่งไม่ได้ตรัสถึงมาก่อนนั้น แต่ตรัสให้พระเบญจวัคคีย์รู้ในคราวนั้นว่าเป็นธรรมที่พระองค์ตรัสรู้

แล้วก็จะสังเกตได้ด้วยว่า อริยสัจ ๔ ที่ตรัสในปฐมเทศนานี้ ไม่มีรายละเอียดมากอย่างที่ตรัสในหลายโอกาสหลังจากนี้ เช่นว่า อริยสัจข้อที่ ๒ ก็ตรัสแค่ว่าตัณหา เป็นทุกขสมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๓ ก็ตรัสแค่ว่า ความดับไปของตัณหา เป็นทุกขนิโรธ คือความดับไปแห่งทุกข์ (ปฐมเทศนา ธัมมจักกัปวัตตนสูตร, วินย. ๔/๑๓/๑๗; สํ.ม. ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘)

แต่ต่อมา ในบางโอกาส ได้ตรัสหลักอริยสัจ โดยแสดงรายละเอียดด้วยการนำปฏิจจสมุปบาท มาอธิบายอริยสัจ ให้เห็นกระบวนปัจจยาการของทุกข์ตลอดสาย คือใน อริยสัจข้อที่ ๒ ก็เริ่มตั้งแต่ “อวิชฺชาปจฺจยา...” ว่า อวิชชาเป็นปัจจัย เรื่อยมาตลอดสายจนเกิดเป็นความทุกข์ มิใช่ตรัสแค่ท่อนกลางว่า ตัณหาเป็นทุกขสมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ และในอริยสัจข้อที่ ๓ ก็ตรัสมาตั้งแต่ “อวิชฺชาย...นิโรธา” ว่าดับอวิชชาได้เรื่อยมาตลอดกระบวนจนทุกข์ดับหายไป มิใช่ตรัสแค่ท่อนกลางว่า ความดับไปของตัณหา เป็นทุกขนิโรธ คือความดับไปแห่งทุกข์ บางครั้งก็ตรัสให้เห็นว่า การปฏิบัติมรรค (ข้อ ๔ ในอริยสัจ) เป็นทางนำไปสู่การรู้ เข้าใจปัจจยาการ (สํ.นิ. ๑๖/๒๕๒/๑๒๘) แต่ที่ตรัสอธิบายโยงอริยสัจกับปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ ตามปกติพบแต่ที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย นี่คือตรัสแก่ผู้มีพื้นความรู้เข้าใจธรรมมาพอสมควรแล้ว

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกไปแสดงธรรมในถิ่นแดนต่างๆ บางทีก็ได้ทรงพบกับบุคคลใหม่ๆ อย่างเช่น พราหมณ์ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ว่าเป็นใคร มีคำสั่งสอนเป็นอย่างไร เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวและคำสอนพอให้เขารู้จักพระองค์ให้ถูกต้อง จึงมีหลายครั้งหลายโอกาสที่ได้ตรัสเล่าเรื่องการตรัสรู้และคำสอนของพระองค์ ที่จะให้บุคคลเหล่านี้เข้าใจได้ เช่นอย่างที่ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์ และแก่โพธิราชกุมาร ในโอกาสอย่างนี้ มักได้พบแต่ที่ตรัสว่า ใน ๓ ยามของราตรีที่ตรัสรู้นั้น ทรงบรรลุวิชชา ๓ ในแต่ละยามตามลำดับ โดยที่อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ในยามสุดท้ายนั้นแหละเป็นการตรัสรู้ และญาณความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ก็คือ รู้อริยสัจ ๔

ที่ว่านี้ก็คือ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่า พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยไม่ตรัสถึงปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการเลย แต่ก็ตรัสกำกับคุมท้ายว่า “ขจัดอวิชชาแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว”

ตามที่ได้พูดมายืดยาวนี้ ก็เพื่อสรุปง่ายๆ ว่า ปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ และไตรลักษณ์เป็นกฏธรรมชาติ คือความจริงที่มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องขึ้นต่อมัน ต้องเป็นไปตามความจริงของมัน และพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสรู้ ทรงค้นพบกฎธรรมชาติทั้งสองนี้

เมื่อตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาปรารถนาดีจะทรงนำมาตรัสเล่าบอกกล่าวให้มนุษย์รู้ เข้าใจ จะได้เอาความรู้นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตแก่สังคมและแก่โลกทั้งหมด แต่กฎธรรมชาติที่ว่านั้น เป็นเรื่องแสนยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ จึงตกลงพระทัยจะไม่สอน

แต่แล้วทรงมองอีกครั้งหนึ่งในแง่ว่า ในหมู่คนที่แตกต่างกันนี้ มีบางส่วนที่มีอินทรีย์แก่กล้า เมื่อได้ฟังจะรู้เข้าใจ ส่วนคนอื่นๆ ผู้สอนต้องใช้วิธีสอนยักเยื้องไปในการที่จะช่วยให้เขาค่อยๆ รู้เข้าใจตามๆ ต่อๆ กันไป

ในที่สุด พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปประกาศธรรม คือตรัสบอกเล่าสอนความจริงที่ได้ตรัสรู้นั้น แต่ปรากฏว่า โดยทั่วไป มิได้ทรงสอนกฎธรรมชาตินั้นเต็มหลักตามสภาวะของมันโดยตรง แต่ได้ทรงนำความจริงของปฏิจจสมุปบาท/ปัจจยาการมาประยุกต์สั่งสอนในรูปลักษณ์หรือระบบการนำเสนอที่ทรงเรียกชื่อว่า อริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ ก็คือหลักความจริงตามกฎธรรมชาติแห่งปัจจยาการ ที่พระพุทธเจ้าทรงประยุกต์นำมาสั่งสอนในรูปลักษณ์ที่จะสื่อสารสู่ปฏิบัติการเพื่อการใช้ประโยชน์ของประชาชนในโลกแห่งสมมติ (ที่มีการบัญญัติจัดตั้งเป็นบุคคล เป็นสถาบัน เป็นต้น)

กฎแห่งปัจจยาการในที่นี้ มีความหมายโยงไปถึงและครอบคลุมกฎแห่งไตรลักษณ์ด้วย และไตรลักษณ์นั้นมนุษย์ทั่วไปพอจะเข้าถึงในการสื่อสารสามัญได้ในระดับหนึ่ง ดังที่ปรากฏในคำสอนทั่วไปไม่น้อย


วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปธน.หญิง




 คิม จู-แอ: ใครคือบุตรสาวคิม จอง-อึน ผู้อาจขึ้นแท่น "ว่าที่" ผู้นำหญิงคนใหม่ของเกาหลีเหนือ - BBC News ไทย




บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีการพบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ว่า เรารับทราบเรื่องมาอยู่แล้ว ซึ่งฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมข้อเท็จจริง

เบื้องต้นทราบว่าในสมัยก่อนเวลาพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะมีเพียงรหัสลับ เพื่อให้รู้ว่าบัตรนี้ไปอยู่ที่หน่วยใด เขตใด จะไม่รู้ว่าใครลงคะแนน แต่การมีบาร์โค้ดเพิ่มนี้ เท่าที่ตรวจสอบดูถ้าสามารถระบุได้ว่ามาจากต้นขั้วบัตรอะไร แล้วเวลาไปลงคะแนนประชาชนจะต้องลงชื่อในต้นขั้ว ซึ่งจะรู้ได้ว่าประชาชนคนนั้นลงคะแนนให้ใคร ลงคะแนนให้พรรคใด

โดยเรากำลังประชุมปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวาน เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็จะไม่เป็นความลับ ซึ่งเป็นเรื่องจะต้องร้องว่ากฤษฎีกาการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่ผ่านมาจะมี 2 เรื่องที่สั่งให้เป็นโมฆะ คือ ข้อแรก การไม่เป็นความลับ สามารถรู้ได้ และข้อสอง คือเลือกตั้งไม่พร้อมกัน และถ้ามีข้อมูลเพียงพอก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อถามว่าสามารถร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะได้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า จากการศึกษาการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ไม่สามารถวินิจฉัยได้เองว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ มีหน้าที่เพียงแค่สั่งเลือกตั้งใหม่ และนับคะแนนใหม่ในหน่วยที่มีปัญหา

 ฝ่ายกฎหมาย พท. เร่งรวมหลักฐาน ปมบาร์โค้ด เล็งชงศาลรธน. ชี้ขาด เลือกตั้งโมฆะ


วิโรจน์ จี้ กกต.สแกนบาร์โค้ดโชว์ เป็นรหัสเฉพาะ-โยงต้นขั้วไหม แค่นี้ก็รู้ทำผิดกม.หรือไม่


ผิดรัฐธรรมนูญ 100% พรสันต์ จี้กกต.แจงบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ส่อไม่สุจริตและเที่ยงธรรม



เผยชื่อบริษัท รับงานพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 2569 ตามประกาศของ กกต. หลังแชร์ว่อน "บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด" บนบัตรเลือกตั้ง ตรวจสอบได้ว่าใครกาอะไร


เผยชื่อบริษัท รับงานพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 2569 ตามประกาศ กกต.


อดีต กกต. ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถ้าเป็น tracking เข้าข่ายผิด รธน.


Facebook


- ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า มันมีไว้บอกว่าบัตรถูกพิมพ์ล็อตไหน มาจากหน่วยใด แจกจ่ายอย่างไร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้นและยืนยันว่าไม่มีใครรู้ได้ว่าบัตรนั้นเป็นของหน่วยไหนจริงๆ

สิ่งที่คนรู้สึกไม่ใช่ความกลัวว่าใครจะรู้ว่าเลือกพรรคอะไร แต่คือความอึดอัดกับกระบวนการที่ “อธิบายได้ แต่ตรวจสอบไม่ได้”


Facebook















มองจากนอกโลก

 สุนีตา วิลเลียมส์: 9 เดือนที่ติดอยู่บนอวกาศสอนอะไรเธอเกี่ยวกับโลกของเรา - BBC News ไทย

"เมื่อคุณมองจากบนนั้นลงมายังโลก การโต้เถียงและการต่อสู้กันดูเหมือนว่าเป็นเรื่องประหลาดไปเลย"








 


สำหรับ สุนีตา วิลเลียมส์ หรือ "สุนี" นักบินอวกาศนาซาซึ่งโลดแล่นอยู่ในอาชีพนี้มายาวนานเกือบสามทศวรรษ มุมมองจากอวกาศที่เธอได้สัมผัสได้ทิ้งความประทับใจอย่างฝังลึกซึ่งหล่อหลอมมุมมองของเธอที่มีต่อมนุษยชาติ เทคโนโลยี และสถานที่ที่เรียกว่า บ้าน

การร่วมภารกิจอวกาศระยะยาวทั้งสิ้น 3 ครั้งบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station-ISS)

วิลเลียมส์วัย 60 ปีในปัจจุบัน ใช้เวลาอยู่บนอวกาศมากกว่า 600 วันในการร่วมภารกิจอวกาศระยะยาว 3 ครั้งบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station-ISS) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในการเดินอวกาศของนักบินอวกาศหญิง

เธอกล่าวว่า จากห้วงอวกาศ เรื่องของเขตแดน และความขัดแย้งกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญใด ๆ

"เมื่อคุณมองกลับมายังดาวเคราะห์ของเรา คุณจะรู้ได้เลยว่าเราทุกคนอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งหมด" เธอกล่าว "บนผืนน้ำเดียวกัน ท้องฟ้าเดียวกัน แผ่นดินผืนเดียวกัน"

วิลเลียมส์กล่าวว่า มุมมองนี้ช่วยเน้นย้ำคุณค่าของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

"บางทีเราอาจจะจำเป็นต้องมีชั่วขณะหนึ่ง ออกไปที่บางแห่งในธรรมชาติ และฟังเสียงของกันละกัน เพราะเป็นไปได้ว่าทุก ๆ ต่างก็มีข้อดีในตัวเอง"




ปัญหาสังคม

คือยาเสพติดทุกชนิด  Facebook


Facebook

Facebook


Facebook







วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

รับจ้างตาย

Facebook


คนยาสั่งปิดเอเจนซี่เถื่อนกว่า 600 แห่ง หลังพบพลเมืองถูกส่งไปสมรภูมิยูเครน

รัฐบาลเคนยาประกาศเตรียมเข้าหารือกับรัฐบาลรัสเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อคัดค้านการนำพลเมืองเคนยาไปใช้ในการสู้รบในสมรภูมิยูเครน
โดยมูซาเลีย มูดาวาดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคนยา ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้และเป็นกระบวนการที่ทำอย่างลับๆ" ซึ่งบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน
รายงานระบุว่า รัฐบาลเคนยาประเมินว่า มีพลเมืองเคนยาประมาณ 200 คน ถูกหลอกลวงผ่านขบวนการจัดหางานนอกระบบให้ไปรบให้กับรัสเซีย ขณะนี้เคนยาได้สั่งปิดบริษัทจัดหางานผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 600 แห่ง และได้ช่วยเหลือพลเมืองที่ผ่านสมรภูมิกลับประเทศมาแล้ว 27 ราย
ซึ่งทั้งหมดต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตใจและเข้ากระบวนการ "ถอนรากถอนโคนทางความคิด" หลังจากต้องเผชิญกับภาวะสะเทือนขวัญจากการสู้รบ



Facebook


เกาหลีเหนือก็ส่งไปช่วยช่วยรบ

Facebook

อิหร่าน

Facebook

อังกฤษ

Facebook




วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัย

เท่ากับบอกว่า วัดนี้มีผลประโยชน์ 


 


ศึกวัดพระพุทธบาทสี่รอยเดือด‼️ ชาวบ้านบุกกรุงร้อง สว. จี้สอบเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเจ้าอาวาสมิชอบ

โวยตั้งพระนอกวัด ไม่ถามชุมชน ไร้ประชาคม ผิดกฎมหาเถรสมาคม เจ้าคณะจังหวัดฯ อ้างความเหมาะสม
📌ล่าสุดชาวบ้านบุกกรุง ร้องสว.ช่วย จี้สอบความโปร่งใส วอนพระผู้ใหญ่เมตตาด้วย
วันก่อนเจ้าคณะจังหวัดเรียกพระประชุมลับหาทางออก ยังไร้ข้อสรุป ล่าสุดชาวบ้าน บุกกรุงชี้แจงคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา จริยธรรม คุณธรรม สว. เตรียมร้องต่อเจ้าคณะภาค 7 เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ฐานพระผู้ใหญ่ ใช้อำนาจโดยมิชอบตามกฎมหาเถรสมาคม
ดราม่าความขัดแย้งภายในวัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงร้อนแรงและยืดเยื้อมานานหลายปี หลังคำสั่งแต่งตั้งพระมหาพร้อมพงษ์ ปภัสสรจิตโต, ดร. (ป.ธ.3) พระจากนอกพื้นที่ เข้าดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอยอย่างเป็นทางการ แทนพระครูพุทธบทเจติยารักษ์ หรือ “ครูบาพรชัย ปิยวัณโณ” อดีตเจ้าอาวาส ส่งผลให้ชาวบ้านและผู้นำชุมชนในพื้นที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างหนัก โดยยืนยันต้องการให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในพื้นที่ เป็นที่เคารพศรัทธาของชุมชน ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และเห็นว่าการแต่งตั้งควรผ่านกระบวนการประชาคม รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านก่อน เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของพุทธศาสนิกชนเจ้าของศรัทธาวัดอย่างแท้จริง พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้อง โปร่งใส และความชอบธรรมของคำสั่งแต่งตั้ง
ความขัดแย้งเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เมื่อครูบาพรชัย ปิยวัณโณ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวจากกรณีขับรถกระบะลงจากดอยไปพักค้างคืนที่แฟลตแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ก่อนเกิดเหตุถอยรถชนรถเก๋ง รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านหลายคันจนได้รับความเสียหาย ต่อมาคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ส่งผลให้ครูบาพรชัยตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส อย่างไรก็ตาม ยังคงพำนักอยู่ภายในกุฏิภายในวัดพระพุทธบาทสี่รอยจนถึงปัจจุบัน
ภายหลังการลาออก พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส และเมตตาให้ครูบาพรชัยอยู่ในสถานะพระลูกวัด ก่อนจะมีการแต่งตั้งพระมหาพร้อมพงษ์ ปภัสสรจิตโต, ดร. ให้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจนครบพรรษา และต่อมาในช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอยอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเป็นไปตามความเห็นชอบของคณะสงฆ์ระดับตำบลและอำเภอ (มีกระแสข่าวว่า เป็นคำสั่งจากพระผู้ใหญ่)
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ชาวบ้านหมู่ 6 ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นำโดยนายมนตรี สุขสบาย ผู้ใหญ่บ้าน ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแต่งตั้งต่อพระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดเชตวัน ถนนท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยย้ำว่าชุมชนไม่ยอมรับพระจากนอกพื้นที่ ต้องการพระในพื้นที่เป็นเจ้าอาวาส และเห็นว่าการแต่งตั้งควรจัดให้มีประชาคมหมู่บ้าน รับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างรอบด้านก่อนออกคำสั่งใดๆ
พระเทพมังคลาจารย์ได้ชี้แจงต่อชาวบ้านว่า การแก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันเคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว โดยยึดประโยชน์ของพระพุทธศาสนาและส่วนรวมเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าการแต่งตั้งเจ้าอาวาสคำนึงถึงความเหมาะสม การบริหารจัดการเงินวัดภายหลังมีเจ้าอาวาสเป็นไปอย่างโปร่งใส เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำเข้าบัญชีสามารถตรวจสอบได้ หากต้องการให้มีการทบทวนคำสั่งแต่งตั้ง จำเป็นต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนถึงความบกพร่องของผู้เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำชี้แจงดังกล่าว กลุ่มชาวบ้านยังคงยืนกรานไม่ยอมรับ และได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อพระธรรมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 เพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 น. ตัวแทนชาวบ้านวัดพระพุทธบาทสี่รอย ได้นำเรื่องเข้ายื่นร้องเรียนต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ของรัฐสภา เพื่อคัดค้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาส และขอให้ตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้ง รวมถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งผู้รักษาการในช่วงแรกอาจไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีการแจ้งให้คณะสงฆ์ภายในวัดรับทราบ ไม่มีการทำประชาคมชุมชน อีกทั้งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกใบอนุโมทนาบัตรในช่วงที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และอาจมีการแสวงหาผลประโยชน์จากวัด
ด้านประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนไว้แล้ว และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และหาทางยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ต่อมาผู้สื่อข่าวตรวจสอบเอกสารจากสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 พบว่ามีหนังสือนิมนต์พระภิกษุในวัดพระพุทธบาทสี่รอย จำนวน 3–4 รูป เข้าร่วมประชุมหารือกรณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาส ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 15.00 น. ณ สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ วัดสวนดอก พระอารามหลวง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันประชุม ตัวแทนชาวบ้านผู้ร้องเรียนจำนวนหนึ่งเดินทางมาขอเข้าร่วมรับฟัง แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะสงฆ์ มีการปิดล็อกห้องประชุมไม่ให้ประชาชนและญาติโยมเข้าร่วม ขณะที่ภายในมีรายงานว่ามีการเจรจาในหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อเสนอให้พระภิกษุในวัดมีส่วนร่วมบริหารจัดการร่วมกับเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน แต่สุดท้ายยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และไม่มีการแจ้งผลต่อชาวบ้านอย่างเป็นทางการ
ตัวแทนชาวบ้านยืนยันว่า หากผลการพิจารณาออกมาไม่เป็นธรรม จะยกระดับการร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ และเตรียมนัดชุมนุมใหญ่หน้าวัดพระพุทธบาทสี่รอยต่อไป
ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าว่า กรณีดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา จริยธรรม คุณธรรม วุฒิสภา โดยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ ได้ต้อนรับตัวแทนชาวบ้านบ้านพระพุทธบาทสี่รอย นำโดยนายมนตรี สุขสบาย ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อร่วมประชุมชี้แจงข้อเท็จจริง
ที่ประชุมมีมติจะลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อหาข้อยุติภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และเตรียมนำผลสรุปเข้าพบพระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 7
ชาวบ้านเสนอให้คณะกรรมการมหาเถรสมาคมเร่งพิจารณาและมีคำสั่งให้ตรวจสอบกรณีเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่แต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอยโดยมิชอบตามกฎมหาเถรสมาคม พร้อมขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว และแต่งตั้งพระสงฆ์ในพื้นที่ที่ประชาชนเคารพศรัทธาขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน
นอกจากนี้ ยังหยิบยกกรณีเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งปลดเจ้าอาวาสวัดป่างิ้วและเจ้าคณะตำบลมะขุนหวาน จากกรณีทุจริตจ้างพระไปสอบบาลีสนามหลวงเปรียญธรรม 5 ประโยค แล้วให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรม
ชาวบ้านระบุอีกว่า ได้ยื่นหนังสือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 แต่กลับถูกเพิกเฉย และการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2541 ที่กำหนดให้เจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอร่วมกันพิจารณาเสนอชื่อ รวมถึงกำหนดว่าผู้จะเป็นเจ้าอาวาสต้องเป็นผู้ได้รับความเคารพศรัทธาจากบรรพชิตและคฤหัสถ์ในถิ่นนั้น
ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสข่าวว่าการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีวัดพระพุทธบาทสี่รอย แต่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม ตัวแทนชาวบ้านและคณะอนุกรรมาธิการฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเข้าพบเจ้าคณะภาค 7 ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันให้เกิดการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมต่อไป


Facebook



เทามานาน

ไม่ใช่เพิ่งเทา




จีนบีบ-สหรัฐฯจ้อง! ฮุนมาเนตกวาดล้างแก๊งต้มตุ๋น ส่งกลับ"จีนเทา" ล็อตใหญ่อีก 312 คนยอดรวมเนรเทศพุ่ง 740 รายใน 2 วัน พบ "คนไทย" รวมอยู่ด้วย

(10 ก.พ. 2569) ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชายังคงดุเดือดต่อเนื่อง ล่าสุด กรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา (GDI) เปิดเผยตัวเลขการเนรเทศชาวต่างชาติในช่วง 2 วันที่ผ่านมา (8-9 ก.พ.) รวมสูงถึง 740 คน โดยมีนัยสำคัญอยู่ที่การประสานงานระดับสูงกับมหาอำนาจ

จีนกดดัน-ร่วมมือปราบปราม จุดเปลี่ยนสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้คือ "ความร่วมมือกับสถานทูตจีน" อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจับกุมชาวจีน 312 คน ที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Online Scams) ซึ่งทางการจีนถึงกับส่ง "เครื่องบินเหมาลำพิเศษ" มารับตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีนทันที สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการขั้นเด็ดขาดของปักกิ่งที่ต้องการปราบปรามทุนสีเทาในต่างแดน

แรงบีบจากสหรัฐฯ และเวทีโลก นอกจากจีนแล้ว แถลงการณ์ยังระบุถึงเป้าหมายเพื่อ "ความปลอดภัยระดับโลก" (Global Safety) ซึ่งเป็นสัญญาณตอบรับต่อแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งมอบเงินช่วยเหลือด้านการกู้ระเบิดและจับตาสถานการณ์ค้ามนุษย์ในกัมพูชาอย่างใกล้ชิด รัฐบาลพนมเปญจึงต้องเร่งทำผลงาน "Big Cleaning" เพื่อลบข้อครหาว่าเป็นสวรรค์ของอาชญากรไซเบอร์

ในจำนวน 740 คนนี้ มีชาวต่างชาติจาก 10 ประเทศ นอกจากชาวจี ยังมีการกวาดล้างชาวต่างชาติอีก 428 คน จาก 10 สัญชาติ ได้แก่ ไทย, อินเดีย, ปากีสถาน, พม่า, อินโดนีเซีย, เกาหลี, ฟิลิปปินส์, เนปาล และไลบีเรีย โดยถูกตั้งข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดถูกผลักดันออกนอกประเทศตามระเบียบ

นโยบายปราบปรามเข้มข้น พล.ต.อ. ซก เวาสนา (Sok Veasna) อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา ระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลฮุน มาเนต และกระทรวงมหาดไทย เพื่อขจัดภาพลักษณ์แหล่งซ่อนตัวของอาชญากรไซเบอร์ และยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับตัวการใหญ่โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกหลอกมาทำงานให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย



วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ร่วมทำบุญด้วย

“นายกฯอนุทิน” อวยพรวันเกิด 71 ปี
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ”
ทำบุญเลี้ยงพระวัดไตรมิตร บรรยากาศอบอุ่น
นายอนุทินกล่าวว่า เดินทางมาอวยพรวันเกิด “เจ้านาย” ด้วยความเคารพ พร้อมร่วมเป่าเค้กวันเกิด ขณะที่นายสุวัจน์ ได้กล่าวอวยพรกลับ “ขอให้นายอนุทินสามารถบริหารประเทศได้สำเร็จ และดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี”

Facebook




Facebook



Facebook




กทม.ต้องปลูกหญ้ากันเยอะๆนะ

 Facebook


ติ๊งต่าง - กัญจนี วัลยะเสวี แม่ยกชื่อดังของ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะและพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา "ไฮโซสปอร์ตคลับ"

ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นเชิงประชดประชัน หลังการเลือกตั้ง สส.กทม.ที่คนกรุงเลือกพรรคประชาชนมาอันดับ 1 ในทุกเขต ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีคะแนนเสียงใกล้เคียงที่จะไปสู้กับประชาชนได้เหมือนดังที่มีการปั่นกระแสก่อนหน้านี้

ทำให้แม่ยกคนดังต้องออกมาโพสต์ระบายความอัดอั้นโดยระบุว่า

"กรุงเทพต้องปลูกหญ้าเยอะๆ"

- ส้มฟาดหมด  นังปองถาม คน กทม. คิดยังไง ต้องการอะไร ? จึงแห่กันไปเลือกส้ม 

Facebook


Facebook


 ปชป. ย้ำ 3 เงื่อนไขร่วมรัฐบาล ไม่หวั่น ภท.รวมเสียงได้เกิน 300 จ่อถกปรับโครงสร้าง

คนเคยรัก

Facebook

ปัจจุบัน

Facebook

Facebook

Facebook








ภาวนา ๔

  ภาวนา ๔ ๑. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยด...