วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มนุษย์จะหมดปัญหา ต้องอยู่ด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ

มนุษย์จะหมดปัญหา ต้องอยู่ด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ



- จากวิถีของปัญหา สู่วิถีแห่งปัญญา


ที่พูดมานั้น คือว่าไปตามเรื่องของธรรมดาของธรรมชาติ ตามที่มันเป็นของมัน ทีนี้พอหันมาดูในแง่ของมนุษย์ ที่ไปเกี่ยวข้องกับมัน หรือเอามันมาเป็นเรื่องของมนุษย์ สภาวะที่เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งหลายทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องสำหรับปัญญาจะรู้เข้าใจ แล้วจะได้ปฏิบัติต่อมันและเกี่ยวข้องกับมันด้วยความรู้ของปัญญานั้น เรียกว่า เท่าทันกัน

แต่มนุษย์มักมีจิตใจซึ่งมีความอยากความปรารถนาเป็นเจ้าใหญ่ และมนุษย์ก็มักอยู่ในขั้นของการเข้าไปเกี่ยวข้องปฏิบัติจัดการกับสรรพสังขารในโลกด้วยการเอาความอยากความปรารถนาเป็นตัวกำหนด โดยที่ว่าเมื่อจำเป็นจึงเอาปัญญามาใช้แค่สนองหรือรับใช้ความปรารถนานั้น มิใช่ให้ปัญญามาเป็นใหญ่ที่จะชี้นำบอกทางแก่ความปรารถนาของจิตใจ และความอยากความปรารถนานั้นโดยทั่วไปก็เด่นออกมาในระดับของสภาวะที่เรียกว่าตัณหา และตัณหานั้นก็มาในระบบของชุดที่เรียกว่า อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน จากตัณหาในชุดที่ว่านี้ มนุษย์ก็ประสบเรื่องราวมากมายที่เรียกว่าปัญหา ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นทุกข์ของมนุษย์

จุดแยกสำคัญ จึงหมายถึงการมีวิถีชีวิตที่ลดละปัญหาผ่อนเบาปลอดพ้นทุกข์ ด้วยการมีปัญญาเป็นเจ้าใหญ่ ที่รู้เข้าใจความจริงแห่งสภาวะทั้งหลายตามกฎธรรมชาติที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะพาให้ปฏิบัติจัดการกับมันด้วยปัญญาที่รู้เข้าใจเท่าทันความจริงของมัน

ทีนี้ สำหรับมนุษย์ที่ไม่เข้าสู่วิถีแห่งปัญญา พูดง่ายๆ ว่า อยู่กับความปรารถนาของจิตใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สนใจที่จะรู้จักเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย แต่เขาก็ไม่มีทางล่วงพ้นที่จะต้องเผชิญแล้วก็ผจญกับลักษณะ และอาการที่เป็นความจริงของมัน เพราะเป็นธรรมดาของความเป็นไปที่จะต้องเป็นอย่างนั้น นี่คือที่จริงนั้น เขาก็อยู่กับโลกและชีวิตของเขา ที่รวมอยู่ในสภาวะที่เป็นสรรพสังขารนั่นเอง ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ ซึ่งล้วนพาเขาไปพบกับกฎธรรมชาติ ทั้งไตรลักษณ์ และปัจจยาการ ไม่มีทางพ้นไปได้


ทีนี้ สำหรับคนที่มีความอยากความปรารถนาเป็นเจ้าครองใจนั้น เขาอยากได้ความเที่ยงแท้ถาวร แต่ก็ต้องพบกับอนิจจตา ก็เป็นความขัดขืนฝืนใจไม่สมดังปรารถนา เขาอยากได้ความง่ายดายไม่ติดขัดให้เป็นอย่างใจ แต่ก็ต้องเจอทุกขตา ที่ฝืนความปรารถนาบีบคั้นใจ เขายึดเขาถือนั่นนี่เป็นของเขา มันจะต้องเป็นไปตามที่เขาเรียกร้องต้องการ แต่เขาก็ต้องจำยอมแก่อนัตตตา ที่มันไม่ตามใจสนองคำสั่งของคนที่ถือตัวเป็นเจ้าของ แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยในปัจจยาการของมัน นี่คือเบื้องหลัง ความปรารถนาของตัณหานั้น มีอวิชชาความไม่รู้ทั่วถึงไม่เท่าทันสภาวะที่เกี่ยวข้องปกคลุมห่อหุ้มอยู่ และด้วยความปรารถนานั้น ก็เข้าไปหาไปสัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ ด้วยอุปาทานที่ยึดถือค้างคาผนวกไว้กับตัวตน เป็นที่มาของทุกข์ในตัวคน และขยายทุกข์ออกไปในการแย่งชิงข่มเหงเบียดเบียนกันในหมู่มนุษย์ เรียกรวมเป็นชุดว่า อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน

รวมความว่า ในวิถีของจิตใจที่ตัณหาเป็นเจ้าใหญ่นั้น คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสรรพสังขารหรือบรรดาสภาวธรรม จะได้พบประสบสิ่งเหล่านั้นในภาวะที่มันเด่นออกมาในลักษณะที่พร้อมเหมือนเตรียมหรือรอที่จะบีบคั้นกดดันขัดขืนฝืนใจไม่เป็นไปตามที่ปรารถนาหรือที่จะไม่ให้ความสมใจปรารถนา ซึ่งรวมแล้วเรียกให้สะดวกสั้นๆ ว่าทุกข์ พูดเป็นสำนวนความว่า จากทุกข์ที่เป็นธรรมดาแห่งสภาวะของสังขาร ก็ขยายออกมาเป็นทุกข์ในใจของคน

ตามที่ว่านี้ คำว่า “ทุกข์” จึงเป็นคำสำคัญสำหรับมนุษย์ โดยที่ว่าในการที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขารนั้น ทุกข์ได้มีความหมายขึ้นมาหลายชั้น

ก. โดยพื้นฐาน ทุกข์ก็คือภาวะที่เป็นธรรมดาของบรรดาสังขาร/สังขตธรรม ซึ่งมีการเกิดขึ้นแล้วสลายไปบีบคั้นให้คงอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป

ข. สังขารเหล่านั้นเอง ซึ่งรวมทั้งขันธ์ ๕ ที่เป็นเนื้อตัวชีวิตของคน ในภาวะที่มันเป็นทุกข์ตามธรรมดาของมันอย่างนั้น เมื่อเข้ามาในสายตาของมนุษย์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมันโดยมีอวิชชา-ตัณหา-อุปาทานครอบงำกำกับใจอยู่ ก็กลายเป็นว่ามันแฝงเอาหรือมีศักยภาพอยู่ในตัวของมัน ที่พร้อมจะขัดขืนฝืนใจกลายเป็นความบีบคั้นก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ความทุกข์ขึ้นแก่คน ในเมื่อมันไม่สามารถเป็นไปตามความยึดความอยากความปรารถนา คือไม่สามารถสนองตัณหาอุปาทานของคนนั้นได้จริง ดังคำสรุปที่ว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งมีความหมายว่าขันธ์ ๕ ที่ยึดถือคาใจไว้ด้วยอุปาทานนั้น เป็นทุกข์ ในความหมายว่าเป็นที่ตั้งของทุกข์ คือมีศักยภาพที่พร้อมจะก่อกำเนิดทุกข์ขึ้นแก่คนนั้นๆ

ค. ทุกข์ คืออาการของจิตใจ ที่เป็นความรู้สึกบีบคั้นกดดันไม่สบาย ที่มนุษย์เข้าใจกันอยู่ทั่วไป เป็นภาวะขัดแย้ง จากความเป็นไปที่ขัดขืนฝืนความปรารถนา ซึ่งเกิดขึ้นจากอวิชชาตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นทุกข์ที่จะไม่เกิดมีหรือจะสลายไปได้ด้วยวิชชา ตั้งต้นแต่ปัญญาที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป

ทุกข์มี เพราะขึ้นต่อปัจจัย เมื่อพัฒนาถึงวิชชา อวิชชาหายไป ถึงปัจจยักขัย ตัณหาอุปาทานหมดที่อาศัย หมดสิ้นปัจจัย ทุกข์ก็ดับ คือไม่มีอีกต่อไป อยู่ด้วยปัญญา เป็นสุข อย่างอิสระสืบไป


💬


อุปาทาน ความถือมั่น, ความยึดติดถือค้างถือคาไว้ (ปัจจุบันมักแปลกันว่า ความยึดมั่น) ไม่ปล่อยไม่วางตามควรแก่เหตุผล เนื่องจากติดใคร่ชอบใจหรือใฝ่ปรารถนาอย่างแรง; ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลสมี ๔ คือ ๑. กามุปาทาน ความถือมั่นในกาม ๒. ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นในทิฏฐิ ๓. สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นในศีลและพรต ๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตน; ตามสำนวนทางธรรม ไม่ใช้คำว่า “ถือมั่น” หรือ “ยึดมั่น” กับความมั่นแน่วในทางที่ดีงาม แต่ใช้คำว่า “ตั้งมั่น” เช่น ตั้งมั่นในศีล ตั้งมั่นในธรรม ตั้งมั่นในสัจจะ; ในภาษาไทย มักใช้ “อุปาทาน” ในความหมายที่แคบลงมาว่า ยึดติดอยู่กับความนึกคิดเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือจะต้องเป็นไปเช่นนั้นเช่นนี้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นี่ มัชเฌนธรรม

-  นี่ 👇 มัชเฌนธรรมเทศนา   - เรื่อง  ขันธ์ อายตนะ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท กรรม วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน 👉 มัชเฌ...