- โลกสังขาร ภายใต้การมองเห็น และการจัดการโดยสังขารในใจคน
“สังขาร” ในอีกความหมายหนึ่งที่ต่างออกไปห่างไกลนั้น เป็นจำพวกนามธรรมซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในชีวิตของคน เป็นชุมนุมเป็นกลุ่มเป็นหมวดเป็นกอง เป็นที่รวมของบรรดาสภาวะทั้งที่ร้ายและที่ดีในจิตใจ อันมีเจตจำนง หรือเจตนาเป็นประธาน เป็นตัวนำ ทำหน้าที่ปรุงแปรแต่งสรรสภาพจิตความคิดนึกตลอดจนการแสดงออกเป็นพฤติกรรมการกระทำของมนุษย์ เป็นระบบความคิดและกระบวนพฤติกรรมของเขา พูดสั้นๆ ว่าปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว ปรุงแต่งการคิด การพูด การกระทำ ที่เรียกรวมๆ ว่า “กรรม” สภาวะดีร้ายและไม่ดีไม่ร้ายในใจทั้งหมดนี้ อันมีเจตนาหรือเจตจำนงเป็นแกนนำ เรียกรวมๆ ว่า “สังขาร”
ได้บอกแล้วว่า สังขารที่เป็นนามธรรมอยู่ในใจนี้ มีมากมาย ดังที่ว่าเป็นกลุ่มเป็นกองหรือเป็นหมวด คำว่าหมวดหรือกองนี้ ภาษาบาลีเรียกว่า “ขันธ์” คือเป็นชุมนุมส่วนประกอบหมวดหนึ่งหรือกองหนึ่ง ซึ่งมาประชุมประสานกับขันธ์ คือ ชุมนุมส่วนประกอบหมวด หรือ กองอื่นๆ รวมกันเป็นคนที่เป็นชีวิตหนึ่งๆ นี้
คนชีวิตหนึ่งๆ นี้ เป็นชุมนุมของส่วนประกอบมากมาย ซึ่งจัดแยกเป็นกลุ่มเป็นกองเป็นหมวดหมู่ที่เรียกว่าขันธ์นี้ได้ ๕ ขันธ์ (นิยมเรียกกันว่า ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์) หมวด หรือกองสังขารที่พูดถึงเมื่อกี้ นับเป็นขันธ์ที่ ๔ เรียกว่า สังขารขันธ์ การที่จะรู้จักคน เข้าใจชีวิตได้ชัด ควรต้องรู้จักขันธ์ ๕ นี้ไว้เป็นฐานความเข้าใจ ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์ มีรูปธรรม ๑ ขันธ์ และนามธรรม ๔ ขันธ์ คือ
๑. รูปขันธ์ กองรูป คือร่างกาย ซึ่งเกิดจากรูปธรรมที่ประกอบมากมาย
๒. เวทนาขันธ์ กองเวทนา คือการเสพเสวยความรู้สึกสุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์
๓. สัญญาขันธ์ กองสัญญา คือการกำหนดหมายประดาข้อมูลที่เก็บประมวล
๔. สังขารขันธ์ กองสังขาร คือความดีความชั่วและประดาคุณสมบัติที่ประกอบเจตนาในการปรุงแปรความคิดนึกพูดจาและทำการทั้งหลาย
๕. วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ คือความรู้พื้นยืนโรงให้นามขันธ์ทั้งหลายทำงานได้ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสกาย และรู้เรื่องในใจ
ขันธ์ ๕ นี้ เป็นเนื้อเรื่องที่จะอธิบายเป็นบทหนึ่งโดยเฉพาะข้างหน้า แต่ในที่นี้ขอเน้นความสำคัญไว้ก่อนว่า ขันธ์ ๕ นี้แหละ คือสภาวธรรมที่เกิดมีเป็นไปตามเหตุปัจจัยในกระบวนปัจจยาการของชีวิต ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ดังที่ได้บอกแล้วว่า ปัจจยาการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้เป็นกระบวนหลัก คือปัจจยาการของชีวิต ซึ่งก็คือปัจจยาการของขันธ์ ๕ นั่นเอง ดังที่มีบอกในคัมภีร์ว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นแบบไว้ ก็คือความเป็นไปของขันธ์ ๕ หรือพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า ก็คือขันธ์ ๕ ในขณะทำงาน ที่ชีวิตเป็นไป หรือดำเนินชีวิตอยู่นี่เอง
ขอเน้นย้ำความสำคัญของสังขารที่เป็นขันธ์อยู่ในชีวิตของคนนี้ว่า ด้วยสังขารที่เป็นนามธรรม ซึ่งทำงานปรุงแต่งอยู่ในใจนี่แหละ คนจึงรู้จักและคิดนึกทำการต่างๆ ต่อสังขารทั้งหลายทั้งปวงทั่วโลกทั่วจักรวาล ทั้งรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นสังขตธรรมที่ได้กล่าวแล้ว มนุษย์จะมองเห็นคิดเห็นและปฏิบัติจัดการอะไรอย่างไรกับโลกของสังขาร ก็ขึ้นอยู่กับการแต่งสรรของสังขารในใจของเขานี้เอง
การเกิดมีขึ้นและเป็นไปต่างๆ ของสังคมมนุษย์ซึ่งดำเนินไปตามสมมติ-บัญญัติ ทำให้มีความเจริญความเสื่อมประสบวิบัติหรือพัฒนาการ เป็นยุคสมัย ก็ดี การปฏิบัติจัดการกับโลกของสิ่งแวดล้อม ทั้งธรรมชาติและบรรดาวัตถุธรรม ในทางสร้างสรรค์ส่งเสริมบ้าง ทำลายล้างผลาญบ้าง ก็ดี ที่ว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้น ก็เป็นไปด้วยการขับเคลื่อนของสังขารที่เป็นแหล่งผลิตความคิด คำพูด และการกระทำของมนุษย์ที่กล่าวมานี้ ดังนั้น เมื่อตกลงว่าจะต้องทำการพัฒนามนุษย์ ก็พึงเข้าใจว่าการพัฒนามนุษย์นั้นมีศูนย์รวมอยู่ที่การพัฒนาสังขารในตัวมนุษย์นั้น ที่จะให้ปัญญาที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้นมาเป็นตัวนำทำการนั่นเอง
ปัจจยาการของชีวิตนั้นเริ่มต้นว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ...” เมื่ออวิชชายังคงอยู่มีอยู่ในขีดระดับแนวทางลักษณะอาการอย่างไรโดยสัมพัทธ์กับปัญญาที่พัฒนาขึ้นอย่างไรหรือไม่แค่ไหน คนก็มีสังขารที่จะใช้ปรุงแปรแต่งสรรกรรมในการคิดการพูดจาประกอบกิจปฏิบัติจัดการทั้งหลายได้ในขอบเขตแนวทางและในลักษณะอาการอย่างนั้นแค่นั้น
ดังนั้น การปฏิบัติจัดการที่ฐานตรงจุดเริ่มต้น ในปฏิโลมปัจจยาการอันเป็นฝ่ายแก้ไข จึงได้แก่การลดละอวิชชา ด้วยการพัฒนาปัญญาที่จะก้าวขยายไปเป็นวิชชา เมื่อปัญญาพัฒนาขึ้นไป ได้สัมมาทิฏฐิขึ้นมา ปัญญานั้นซึ่งเป็นสังขารตัวสำคัญยิ่งใหญ่อยู่ในสังขารขันธ์ ก็จะทำหน้าที่ปรับแปรแก้ไขชี้นำส่องทางตลอดจนขยายวิสัยให้แก่กระบวน หรือกองกำลังทำงานในการคิดพูดทำที่มีเจตนาหรือเจตจำนงเป็นหัวหน้า พาให้ทำการคือกรรมที่เป็นคุณเป็นกุศลก่อผลที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์มากขึ้นๆ
กระบวนของสังขารขันธ์ที่ว่ามีกำลังพลมากมายนั้น ดูกันแค่เป็นตัวอย่าง
ตัวนำ/ตัวหนุน: เจตนา (พึงให้เป็นกุศลเจตนา) มนสิการ (พึงให้เป็นโยนิโสมนสิการ-รู้จักคิดแยบคาย) ฉันทะ (พึงให้เป็นกัตตุกัมยตาฉันทะ - ความอยากทำให้ดีงามสมบูรณ์) วิริยะ ปีติ สมาธิ
ฝ่ายร้าย: โมหะ อหิริกะ (ไม่อายบาป) อโนตตัปปะ (ไม่กลัวบาป) อุทธัจจะ (ฟุ้งซ่านวุ่นวายใจ) โลภะ ทิฏฐิ มานะ (อยากใหญ่) โทสะ อิสสา (ริษยา) มัจฉริยะ กุกกุจจะ (กลุ้มกังวล) ถีนะ (หดหู่ท้อถอย) มิทธะ (หงอยซึม) วิจิกิจฉา (ลังเล)
ฝ่ายดี: ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ จาคะ (ใจกว้าง เสียสละ มีน้ำใจ) เมตตา กรุณา มุทิตา ตัตรมัชฌัตตุเบกขา (ใจลงตัวนิ่งเป็นกลางมองดูอย่างชัดตรง) ปัสสัทธิ (กายใจสงบผ่อนคลาย) กัมมัญญตา (ความถนัดพร้อมจะทำ) ปัญญา
จุดเน้นที่พึงย้ำไว้ ดังที่ว่าแล้ว เจตนาเป็นหัวหน้าเป็นตัวนำทำการในนามของกองสังขารทั้งหมด สังขารจะออกแสดงเป็นความคิดพูดทำอย่างไร ก็แล้วแต่เจตนาตัดสิน แต่เจตนาจะเอาอย่างไร ก็อยู่ที่ว่ากำลังพลตัวไหนในฝ่ายใด คือในฝ่ายดี หรือฝ่ายร้าย จะเข้ามาประกบเจตนานั้น
แต่ทั้งนี้ สังขารตัวสำคัญยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือปัญญา ซึ่งเมื่อพัฒนาขึ้นมา ก็จะชี้นำส่องทางตลอดจนขยายวิสัยให้แก่เจตนา พร้อมทั้งปรับแปรแก้ไขเจตนานั้น ตลอดถึงว่าเมื่อปัญญาพัฒนารู้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เจตนาก็จะทำหน้าที่แค่เพียงเป็นตัวสนองงานของปัญญา ซึ่งให้ทำไปตามที่รู้จริง โดยไม่ต้องคิดเลือกตัดสินใจ ถึงขั้นที่เรียกว่ามีชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญา นั่นคือเมื่ออวิชชาหมดหาย กลายเป็นวิชชา ก็สลายวงจรปัจจยาการ ถึงภาวะปัจจยักขัย จบการพัฒนา
เท่าที่บรรยายมาในตอนนี้ เป็นการรู้เข้าใจความจริงของธรรมชาติตามที่มันเป็น และมองเห็นตามหลักการว่าการที่จะเป็นไปอย่างนั้นๆ การที่จะเกิดผลอย่างนี้ๆ จะสำเร็จได้ด้วยการทำเหตุปัจจัยอะไรๆ แต่สำหรับวิธีปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร เช่นว่าการที่จะพัฒนาสังขาร การที่จะพัฒนาปัญญา มีแนวทาง และขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างไรบ้างนั้น เป็นเรื่องของภาคปฏิบัติในมัชฌิมาปฏิปทา ที่จะบอกระบบวิธีปฏิบัติในการพัฒนามรรคาชีวิต ด้วยการศึกษาที่เป็นสิกขา ซึ่งจะพูดกันในภาคมัชฌิมาปฏิปทาข้างหน้า
คนหรือชีวิตมนุษย์นี้ เป็นองค์รวมซึ่งมีองค์ประกอบครบ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่พัฒนาสูงสุดพรั่งพร้อม ถ้ารู้เข้าใจปัจจยาการของชีวิตมนุษย์ที่เป็นขันธโลกนี้แจ้งชัด ก็จะเป็นความรู้เข้าใจโลกของธรรมชาติทั้งหมดไปด้วย
💬
วิสัย ภูมิ, พื้นเพ, อารมณ์, เขต, แดน, ลักษณะที่เป็นอยู่, ไทยใช้ในความหมายว่า ขีดขั้นแห่งความเป็นไปได้ หรือขอบเขตความสามารถ
สิกขา การศึกษา, การสำเหนียก, การเรียน, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์; ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาบุคคล

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น