มัชเฌนธรรมเทศนา คือ การแสดงความจริงเป็นกลาง พอดีตามสภาวะของธรรมชาติ ไม่เฉ ไม่เอียง ไม่สุดโต่งเลยเถิดไป เช่น ไม่กลายเป็น อัตถิกวาท (ลัทธิว่าทุกอย่างมีจริง) หรือ นัตถิกวาท (ลัทธิว่าไม่มีอะไรจริงเลย) ไม่เป็น สัสสตวาท (ลัทธิว่าเที่ยงแท้) หรือ อุจเฉทวาท (ลัทธิว่าขาดสูญ) เป็นต้น
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? (ว่าตามธรรม)
ปฏิจจสมุปบาท: กฎธรรมชาติสากลแห่งปัจจยาการ
ภายใต้ร่มมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว ยังคงประทับที่นั่น เสวยวิมุตติสุข ๑ สัปดาห์ จากนั้นเสด็จออกจากสมาธิ แล้วทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ที่ได้ตรัสรู้ตลอดเวลา ๓ ยามแห่งราตรี โดย
ในยามที่ ๑ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทนั้น แบบอนุโลม คือตามลำดับกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย ในการเกิดขึ้นของสภาวธรรมที่เรียกว่า ทุกข์ จบแล้ว มีพุทธอุทานใจความว่า เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้งชัดเจน ก็สิ้นสงสัย เพราะรู้เข้าใจธรรมพร้อมทั้งเหตุปัจจัย นี่คือปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายกระบวนการก่อเกิดทุกข์ ที่เรียกว่า สมุทัย
ในยามที่ ๒ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทนั้น แบบปฏิโลม คือย้อนลำดับ ตามกระบวนการดับไปของสภาวะที่เรียกว่าทุกข์นั้น จบแล้ว มีพุทธอุทานใจความว่า เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้งชัดเจน ก็สิ้นสงสัย เพราะได้รู้แจ้งสภาวะที่สิ้นเหตุปัจจัย นี่คือปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายกระบวนการดับสลายทุกข์ ที่เรียกว่า นิโรธ
ในยามที่ ๓ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทนั้น ทั้งอนุโลม-ปฏิโลม คือ ทั้งกระบวนการเกิดขึ้นและกระบวนการดับสลายแห่งเหตุปัจจัยในการก่อเกิดทุกข์นั้น จบแล้ว มีพุทธอุทาน ใจความว่า เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้งชัดเจน ก็ขจัดบำราศมารเสนา ดังดวงสุริยาสว่างฟ้าเจิดจ้าอำไพ
รวมความว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท หรือเมื่อตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท จึงเป็นพระพุทธเจ้า
“ปฏิจจสมุปบาท” แปลว่า การอาศัยกันๆ เกิดขึ้น คือการที่อะไรๆ ปรากฏมีขึ้นโดยความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันมา จึงเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “ปัจจยาการ” คืออาการที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยหรืออาการของความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
ปฏิจจสมุปบาทนี้บางทีเรียกชื่อควบว่า “อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท” เข้ากับคำตรัสที่แสดงหลักกลาง หรือหลักทั่วไปก่อน แล้วตามด้วยหลักแจกแจง ดังที่ตรัสว่า (ขุ.อุ.๒๕/๔๐/๗๕)
อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ, อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ, อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
ยทิทํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ ฯเปฯ
อวิชฺชาย ... นิโรธา สงฺขารนิโรโธ, สงฺขารนิโรธา วิญญาณ ... ฯเปฯ
ดังที่ว่า เมื่อนี้มี นี้จึงมี, เพราะนี้เกิดขึ้น นี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อนี้ไม่มี นี้ก็ไม่มี, เพราะนี้ดับ นี้ก็ดับ
กล่าวคือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี, เพราะสังขารเป็นปัจจัย...
เพราะอวิชชา...ดับ สังขารจึงดับ, เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ...
กระบวนการของความเป็นไปตามเหตุปัจจัยนี้ มีอยู่เป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นกฎธรรมชาติ ไม่ขึ้นต่อการเกิดการมีพระพุทธเจ้า พระศาสดาหรือผู้วิเศษใดๆ ดังที่พระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้แล้ว เมื่อทรงประกาศธรรม เคยตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ตถาคตทั้งหลาย จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็มีอยู่คงอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม (กฎธรรมชาติ) คือ อิทัปปัจจยตา
ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย และจึงตรัสว่า “จงดูสิ”
“เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ”
ในเรื่องนี้ พึงรู้ทันความจํากัดของภาษาด้วย เช่น กริยาว่ามี ก็หมายถึงเป็นด้วย เช่นที่ว่า “อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี” นี้ อวิชชาคือไม่มีวิชชา ไม่รู้แจ้ง ยังไม่รู้ความจริงแท้ ก็คือครอบคลุมความรู้ที่ยังไม่ถึงความจริงแท้ตั้งต้นแต่รู้ผิดเข้าใจผิด รู้ถูกเข้าใจถูก ความหมายจึงมิใช่แค่ว่า มี-ไม่มี แต่คลุมไปถึงว่า มีอวิชชาให้รู้แค่ไหน-ไม่รู้แค่ไหนอย่างไร ในลักษณะใด ก็เป็นปัจจัยให้สังขารความคิดปรุงแปรแต่งสรรเป็นอย่างนั้นๆ ได้-ถึงแค่นั้น ในลักษณะอาการอย่างนั้นๆ ดังนี้ เป็นต้น
ในข้ออื่นๆ ต่อๆ ไป ที่ว่าสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป ฯลฯ ก็พึงเข้าใจทำนองนี้ ไม่ใช่มองแค่ว่ามี-ไม่มี
จากกฎทั่วไปว่า “เมื่อนี้มี นี้จึงมี...” นั้น พระพุทธเจ้าทรงไขความโดยแสดงปัจจยาการหลักกลางไว้ คือ ปัจจยาการแห่งการเกิดทุกข์เกิดปัญหา- ดับทุกข์ดับปัญหาของชีวิตมนุษย์ เรียกง่ายๆ ว่าปัจจยาการของชีวิต ซึ่งมิใช่แค่เป็นเรื่องใกล้ชิดที่สุด ติดอยู่กับตัวในตัวของมนุษย์ เป็นประจำยืนตัว อยู่กับมนุษยชาติ คู่กับความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นการรู้จักตัวเองของมนุษย์ที่เป็นกระบวนการของธรรมชาติ ซึ่งมีพร้อมทั้งรูปธรรม และนามธรรมรวมทั้งโลกอยู่ในตัวนี้เป็นฐานไว้ อันจำเป็นก่อนอื่น ในการที่จะก้าวออกไปมองดูรู้เข้าใจ และปฏิบัติจัดการกับโลกที่กว้างออกไปไม่จบสิ้น
ปัจจยาการที่เป็นกระบวนการแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัยซึ่งขยายวงกว้างออกไปของมนุษย์ ก็คือปัจจยาการทางสังคม แต่ในขั้นหรือระดับนี้ เหตุปัจจัยไม่อยู่แค่แดนของธรรมชาติ แต่ออกมาสู่แดนแห่งสมมติบัญญัติด้วย ซึ่งมีปัจจัยด้านต่างกาลเทศะเข้ามาสัมพันธ์ จึงมิใช่เรื่องที่จะแสดงกระบวนการไว้ได้ยืนตัว แต่เป็นเรื่องที่มนุษย์ผู้มีปัญญา เมื่อรู้หลักแล้ว ก็จะมองเห็นและจับโยงสัมพันธ์เหตุปัจจัยซ้อนแปรในกาลเทศะนั้นๆ ได้ แต่กระนั้น ก็มีบางโอกาสที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปัจจยาการทางสังคมไว้เหมือนเป็นแนวทาง หรือเป็นตัวอย่าง
สังคมมนุษย์ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ ความเป็นไปของสังคมจึงสืบเนื่องจากปัจจยาการของชีวิตในแดนของธรรมชาติด้วย ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าเคยทรงแสดงปัจจยาการแห่งทุกข์/ปัญหา ทั้งของชีวิต และของสังคม โดยมีจุดร่วมแยกขยายที่ตัณหา ซึ่งพอแสดงแบบรวบรัดได้ดังนี้
อีกตัวอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้ปกครองซึ่งไม่รักษาหลักในการบริหารบ้านเมือง ทำให้เกิดความชั่วร้ายความเสื่อมความทุกข์ของสังคม ดังที่ว่า
ไม่จัดสรรปันทรัพย์แก่ผู้ยากไร้ > ความยากจนระบาด > อทินนาทานระบาด > การใช้อาวุธระบาด > การฆ่าฟันกันระบาด > มุสาวาท และประดาความชั่วร้ายทุจริตแพร่ระบาด > อายุวรรณะเสื่อม
ใครจะคิดค้นวิเคราะห์ทำการอะไร ก็อาจจะลองทำแผนปัจจยาการขึ้นมาดู
อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการนี้ เป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวง หรือทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ยกเว้นสภาวะที่เป็นปัจจยักขัย คือหมดสิ้นปัจจัย
💬
ธาตุ ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ในความหมายเดียวกับ ธรรม สภาวะ และสภาวะธรรม แต่ในภาษไทย ได้นำมาใช้ในความหมายที่จำกัดความใหม่ ซึ่งแคบจำเพาะ จึงต้องระวังความสับสน (ธาตุ = สิ่งที่ทรงสภาวะ หรือดำรงคงลักษณะของมัน; “ธรรม” ก็มีความหมายเชิงวิเคราะห์ศัพท์เช่นเดียวกันนี้)
ธรรมฐิติ ความดำรงคงตัวแห่งธรรม, ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา
ธรรมนิยาม กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา, กฎธรรมชาติ, ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม มี ๓ ตามพระบาลีดังนี้ ๑. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ๒. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ ๓. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวง มิใช่เป็นตน;
ปัจจยาการ อาการที่เป็นปัจจัยแก่กัน, หมายถึง ปฏิจจสมุปบาท
อิทัปปัจจยตา “ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย” ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย, กฎที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น