วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

เศรษฐีสงคราม

 เศรษฐีสงคราม คนรวยจากกักตุน-ค้าขายตลาดมืด ห้วงวิกฤตของแพงขึ้นแค่ไหน?


ในสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด ปฏิกิริยาต่อเนื่องตามมาก็คือ “การกักตุนสินค้า” และคนที่รวยขึ้นในพริบตาที่เรียกว่า “เศรษฐีสงคราม”

นี่เป็นบรรยากาศที่คล้ายๆ กับเวลาเกิดสงคราม ด้วยสิ่งของที่เคยมีเคยกินเคยใช้กันในยามปกติ “ขาดแคลน” เพราะความตื่นตระหนกของประชาชนที่ซื้อหามากกว่าปกติ เพราะพ่อค้ากักตุนเพื่อสร้างรายได้และกำไรที่มากขึ้น


เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอนำผลงานวิชาการของ ผศ.ดร.พวงทิพย์ เกียรติสหกุล จากบทความ “ชีวิตราษฎรไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูราพา : มุมมองผ่านการเข้ามาควบคุมทางรถไฟสายใต้ของกองทัพญี่ปุ่น” (วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับภาษาไทย, ปีที่ 30 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2553) สรุปมาให้ทุกท่านช่วยกันพิจารณา

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาควบคุมทางรถไฟสายใต้ในสงครามมหาเอเชียบูรพา ประชาชนในภาคใต้ต้องเผชิญก็คือ “สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาสูง” เพราะกำลังการผลิตที่มีอยู่เดิมต้องรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น, เชลยศึกสัมพันธมิตร และกรรมกรมาลายูและจีน เพราะการกว้านซื้อของเหล่านายหน้าจนสินค้าขาดตลาด แล้วค่อยทำกำไรด้วยการตั้งราคาขายได้ตามที่ต้องการ


💢การจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค


กองทัพญี่ปุ่นดำเนินการจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างไร


เรื่องเสบียงกองทัพนั้น ญี่ปุ่นดำเนินการโดยให้ “กองจัดหาอาหาร” ที่จะทำหน้าที่ติดต่อกับพ่อค้าเอกชนญี่ปุ่นที่เคยทำการค้าอยู่ในไทยเป็นผู้จัดซื้อจัดหา โดยพ่อค้าที่เป็นนายหน้ามักใช้วิธี “กว้านซื้อ” สินค้าต่างๆ ในปริมาณมากตามที่กองทัพต้องการจากพ่อค้าใหญ่น้อยต่างๆ ด้วยราคาที่สูงกว่าที่พวกเขาขายอยู่ทั่วไป แล้วนำมาขายต่อให้กับกองทัพญี่ปุ่นในราคาที่แพงขึ้น บรรดาพ่อค้าจึงชอบที่จะขายให้นายหน้าของกองทัพมากกว่า สินค้าที่ประชาชนเคยกินเคยใช้จึงเกิดปัญหาขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น

อนุกรรมการเศรษฐกิจของไทยพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยการรับเป็นฝ่ายจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคให้กองทัพญี่ปุ่นแทน เพื่อจะได้สามารถควบคุมราคาซื้อของกองทัพญี่ปุ่นได้ หากในทางปฏิบัติ 2 บริษัทรายใหญ่ที่ได้รับอนุมัติจากกองทัพ (คือบริษัทมิตซุยบุซซันไกซา และบริษัทมิตซูบิชิโชจิ ) เป็นผู้จัดซื้อตัวจริง ที่ดำเนินการติดต่อกับร้านค้าที่คุ้นเคยไว้ล่วงหน้า แล้วส่งบัญชีที่ต้องการซื้อมาให้อธิบดีกรมพาณิชย์อนุมัติเท่านั้น


💢ตลาดมืด


หากปริมาณสินค้าที่ยืนขอไม่ได้รับการอนุมัติ พวกเขาก็จะใช้ “ตลาดมืด” แก้ปัญหา

ดังเช่นกรณีนี้ จดหมายลงวันที่ 31 ธันวาคม 2484 ของบริษัทมิตซุยบุซซันไกซา ขออนุญาตซื้อน้ำตาลจำนวน 6,820 กระสอบหากได้รับการอนุมัติเพียง 2,000 กระสอบ ส่วนที่ขาดก็จะไปจบที่การกว้านซื้อจาก “ตลาดมืด” ในราคาที่สูงกว่าปกติ ผลที่ตามมาก็คือประชาชนไม่มีสินค้าใช้หรือมีแต่ในราคาที่แพงกว่าปกติหลายเท่าตัว

ผู้เขียน (ผศ.ดร.พวงทิพย์ เกียรติสหกุล) รวบรวมข้อมูลที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า ของที่บ่นๆ ว่า “แพงขึ้น” นั้นมันขนาดไหน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลอพงษ์

เลอพงษ์ ชีอะห์ว่า  Facebook มีข่าวว่าเรือติดธงชาติไทยแต่เป็นของอินเดีย​ ไม่ได้เป็นของไทยแต่อย่างใด​ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา​ อินเดีย​ไม่ไ...