วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

รอยร้าวก่อนทางใครทางมัน

 


Facebook


สถานที่ในภาพนี้คือกัรบะลาอ์ การแตกแยกของมุสลิมครั้งใหญ่เกิดที่นี่

มันมาจากการที่หลานของนบีมุฮัมมัดชื่ออิหม่ามฮุเซนถูกรุมสังหาร และครอบครัวของเขา (ซึ่งคือครอบครัวของนบีมุฮัมมัดนั่นแหละ) ถูกฆ่าล้างโคตรแทบหมด จากการชิงความเป็นใหญ่ของตระกูลขุนศึก

หลังจากนั้นมุสลิมก็แตกเป็นสองพวกใหญ่ๆ พวกที่โกรธแค้นและต่อต้านการลอบสังหารนี้เป็นพิเศษเรียกว่าชาวชีอะห์ ส่วนพวกที่เหลือส่วนใหญ่เรียกว่าสุหนี่ (มีพวกอื่นด้วย แต่น้อยเมื่อเทียบกับสองพวกนี้ ผมยังไม่พูดถึงในบทความนี้นะครับ)

ชาวชีอะห์จะตำหนิชาวสุหนี่ที่ไม่เรียกร้องความเป็นธรรมเท่าที่ควร ชาวสุหนี่จะตำหนิชาวชีอะห์ที่อินกับการสังหารฮุเซน มากจนยอมรับผู้ปกครองที่มาจากการสืบสายเลือดของนบีมุฮัมมัดเท่านั้น (แทนที่จะยึดตามหลักคนดี)

หลังจากนั้นชีอะห์จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถูกไล่ล่า ถูกจับกุมทรมานต่อมาอีกนาน จนในยุคหลังจึงมีขุนศึกในบางรัฐหันไปชูชีอะห์เป็นอุดมการณ์หลัก และในปัจจุบันอิหร่านเป็นผู้นำหลักของกลุ่มชีอะห์ (ชาวชีอะห์มีประมาณ 10% ของประชากรมุสลิมโลก อีก 90% เป็นสุหนี่)

พอดีไกด์อิรักทั้งสองคนที่พาผมมาที่กัรบะลาอ์เป็นชีอะห์ พวกเขาก็เลยอิน

เขายกคำพูดก่อนตายของอิหม่ามฮุเซนที่ว่า “ถ้าศาสนาของมุฮัมมัดจะตั้งมั่นได้ด้วยการหลั่งเลือดของฉัน ก็จงเอาดาบมาฟาดฉันเถิด“

มีความหมายประมาณว่า จริงๆ ท่านฮุเซนได้รับทางเลือกที่จะยอมแพ้เพื่อรอดชีวิต แต่เขายอมตายเพื่อคุณธรรม

หลังจากนั้นครอบครัวของนบีมุฮัมมัดก็ถูกไล่ล่าสังหารอย่างหนักไปอีกหลายร้อยปี มีการจับอาวุธขึ้นสู้หลายครั้ง แต่พ่ายแพ้ล้มตายเป็นส่วนใหญ่

ไกด์เล่าว่านบีมุฮัมมัดเคยพยากรณ์ว่าต่อไปมุสลิมจะมีเยอะ และมีหลายจำพวก แต่จะมีแค่พวกเดียวที่กล้าทำเรื่องที่ดี

ดังนั้นการเสียสละของอิหม่ามฮุเซนจึงเป็นการเตือนสติให้ชาวโลกเห็นว่าจงกล้าทำเรื่องที่ดี แม้ว่าจะต้องแบกรับความพ่ายแพ้หรือความอัปยศเพียงใด

เขายังโยงไปว่าคนที่สู้เพื่อปาเลสไตน์ตอนนี้ แม้จะมีทั้งสุหนี่ชีอะห์ แต่ให้ลองไปดูคนที่สู้หนักๆ ล้มตายมากที่สุดจะเป็นชาวชีอะห์ใน อิหร่าน ซีเรีย เลบานอน เยเมน

ซึ่งอเมริกากับอิสราเอลมันเก่งเหลือเกิน สู้ไปมองไม่เห็นทางชนะ

...แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือในตอนที่ลำบากที่สุด สิ้นหวังที่สุด และดูเหมือนจะแพ้นั้น หัวใจของเรายังอยู่ในจุดที่ถูกต้อง...

ผมเคยฟังเพื่อนมุสลิมความเชื่ออื่นบรรยายเรื่องนี้ เขาก็จะอธิบายไปแบบอื่น แต่อันนี้เป็นแนวบรรยายที่ทำให้เข้าใจมุมมองของชาวชีอะห์ และความโรแมนติกที่เป็นสาเหตุว่าทำไมถึงตั้งมั่นต่อสู้

ชาวอิหร่านในประเทศอาจจะไม่ชอบรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ เพราะถูกกดขี่ แต่ชาวชีอะห์นอกอิหร่านมักเห็นอิหร่านเป็นผู้นำ และพร้อมสนับสนุนตามอุดมการณ์นี้

เนื่องจากเป็นชีอะห์ อิหร่านไม่ใช่ประเทศมุสลิมทั่วไป และจริงๆ อยู่ตรงข้ามกับประเทศมุสลิมทั่วไป (ตามที่มีคนถามว่ามุสลิมไม่ช่วยกันหรือ? ถ้าเขาเป็นสุหนี่เขาจะไม่อินเพราะเหตุนี้)

อิหร่านเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มก่อการร้ายในแนวทางสะลาฟีย์หัวรุนแรง เช่น ISIS อัลเคดา นะครับ และพวกเขาเป็นศัตรูกัน (จริงๆ ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลกเว้นแต่ประเทศประมาณอัฟกานิสถาน ก็ไม่ได้ชอบ)


💥


บริบทประวัติศาสตร์: สมรภูมิบามิยันและรอยร้าวทางชาติพันธุ์ในอัฟกานิสถาน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 อัฟกานิสถานตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองที่ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ กลุ่มตาลีบันซึ่งเป็นชาวปาทาน (Pashtun) นิกายซุนนีหัวรุนแรง กำลังรุกคืบเพื่อยึดครองพื้นที่ทั่วประเทศ ในขณะที่หุบเขาบามิยัน (Bamiyan) คือหัวใจสำคัญของภูมิภาค 'ฮาซาราจัต' (Hazarajat) ซึ่งเป็นดินแดนปิตุภูมิของชาวฮาซารา ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

ความแตกต่างทั้งทางชาติพันธุ์และนิกายทางศาสนา ทำให้ชาวฮาซาราตกเป็นเป้าหมายของการกดขี่และกวาดล้างล้างเผ่าพันธุ์โดยกลุ่มตาลีบัน เหตุการณ์นี้ทำให้พรรค Hezb-e-Wahdat ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองและกองกำลังติดอาวุธหลักของชาวฮาซารา ต้องลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องดินแดนและชีวิตของคนในเผ่า

เหตุใดปี 1998 จึงเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ?

การรุกคืบและปิดล้อม: ในปี 1998 กลุ่มตาลีบันเปิดฉากการรุกรานทางตอนเหนือและตอนกลางของอัฟกานิสถานอย่างดุดัน มีการสังหารหมู่ชาวฮาซารานับพันคนในเมืองมาซาร์-อิ-ชารีฟ (Mazar-i-Sharif) เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ความโหดร้ายนี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนมายังเมืองบามิยันที่กำลังจะกลายเป็นเป้าหมายต่อไป

การปกป้องพระพุทธรูปในฐานะ "รากเหง้า": แม้ชาวฮาซาราจะเป็นมุสลิม แต่พวกเขาผูกพันกับพระพุทธรูปแห่งบามิยันในฐานะ "ผู้พิทักษ์มรดกบรรพชน" (Ancestral Heritage) มานานหลายศตวรรษ ในสายตาของกองกำลังฮาซารา พระพุทธรูปยักษ์สององค์นี้คือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ในทางตรงกันข้าม กลุ่มตาลีบันมองว่าพระพุทธรูปเหล่านี้คือ "เจว็ด" หรือรูปเคารพนอกรีตที่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม

สมรภูมิแนวหน้า: กองกำลัง Hezb-e-Wahdat ได้ตั้งแนวป้องกันอย่างแน่นหนาในหุบเขาบามิยัน โดยมีการวางกำลังนักรบเพื่อปกป้องบริเวณหน้าผาซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์พระปฏิมา เพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังแนวหน้าของตาลีบันเข้ามาทำลายโบราณสถานแห่งนี้ได้

บทสรุปอันน่าสลดใจ

แม้กองกำลังชาวฮาซาราจะต้านทานอย่างสุดความสามารถ แต่ท้ายที่สุดในเดือนกันยายน ปี 1998 เมืองบามิยันก็แตกพ่ายและตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตาลีบัน กองกำลังฮาซาราต้องล่าถอยขึ้นไปบนภูเขาและเปลี่ยนไปใช้ยุทธวิธีสงครามกองโจร

แม้ในช่วงแรกหลังการยึดครอง พระพุทธรูปแห่งบามิยันจะยังคงอยู่รอดมาได้ระยะหนึ่งเนื่องจากแรงกดดันจากนานาชาติ แต่ท้ายที่สุดในเดือนมีนาคม ปี 2001 ผู้นำสูงสุดของตาลีบัน 'มุลเลาะห์ โอมาร์' ได้ออกคำสั่งประวัติศาสตร์ ให้ระเบิดทำลายพระพุทธรูปแห่งบามิยันจนเหลือเพียงช่องหน้าผาที่ว่างเปล่า ปิดฉากมรดกโลกที่มีอายุกว่า 1,500 ปีลงอย่างถาวร ท่ามกลางความเศร้าสลดของชาวฮาซาราและประชาคมโลก


Facebook





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

   Facebook ปี 1980 ที่มหาวิทยาลัยเยล นักศึกษาสถาปัตยกรรมปีสุดท้ายวัย 21 ปีคนหนึ่งนั่งทำงานส่งวิชาออกแบบอนุสรณ์สถาน เธอไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยน...